‘ศาลแพ่งกรุงเทพใต้’ ยกฟ้องคดี ‘แบงก์’ ฟ้อง ‘เหยื่อ’แอปฯดูดเงิน เรียกให้รับผิดชอบหนี้ 3.7 แสน ชี้ระบบการรักษาความปลอดภัยของธนาคาร ‘บกพร่อง’-พบความผิดปกติ แต่ไม่ ‘ตรวจสอบ-ยับยั้ง’
.....................................
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ยื่นฟ้องผู้บริโภคให้รับผิดชอบต่อหนี้บัตรเครดิตเป็นจำนวนเงินกว่า 370,000 บาท หลังเกิดเหตุการณ์ถูกมิจฉาชีพหลอกเบิกถอนเงินสดจากบัตรเครดิต โดยผู้บริโภคไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมด้วยตัวเอง
สำหรับคดีนี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้มอบหมายทนายความเข้าให้ความช่วยเหลือด้านคดีให้กับผู้บริโภครายนี้ หลังได้รับการร้องเรียนว่า ถูกธนาคารฟ้องเรียกหนี้จากการถูกหลอกลวงทางเทคโนโลยี โดยมิจฉาชีพสามารถเข้าถึงระบบแอปพลิเคชันของธนาคาร และเบิกถอนเงินสดจำนวน 297,000 บาท รวมถึงค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย รวมยอดที่ธนาคารฟ้องเรียกรวมกว่า 371,608.56 บาท
คำพิพากษาของศาลระบุชัดว่า ธนาคารในฐานะผู้ให้บริการระบบชำระเงินตาม พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 มีหน้าที่ต้องจัดให้มีระบบและมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันธุรกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงแอปฯ และทำธุรกรรมถอนเงินได้โดยไม่ได้รับอนุญาต แสดงถึงความบกพร่องของระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคาร
นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่า ผู้บริโภคในคดีดังกล่าวไม่เคยมีพฤติกรรมเบิกถอนเงินสดมาก่อนเลย การที่เกิดธุรกรรมถอนเงินจำนวนมากในเวลาอันสั้น จึงถือเป็นความผิดปกติที่ธนาคารควรตรวจสอบและยับยั้ง ไม่ใช่ปล่อยให้ดำเนินการโดยอัตโนมัติ และผลักภาระความเสียหายมาให้ผู้บริโภคในภายหลัง อีกทั้งคำพิพากษายังอ้างถึง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 4 ที่ระบุว่าผู้บริโภคมีสิทธิได้รับบริการที่ปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ
นายอิฐบูรณ์ ระบุด้วยว่า คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สถาบันการเงินต้องมีระบบการคัดกรองธุรกรรมที่ปลอดภัย และไม่ควรผลักความรับผิดชอบจากภัยไซเบอร์ไปยังผู้บริโภคผู้บริสุทธิ์ พร้อมย้ำว่าผู้บริโภคที่ถูกดูดเงินจากบัญชีหรือวงเงินบัตรเครดิตโดยไม่ได้กระทำเอง ไม่จำเป็นต้องยอมรับผิดชอบหนี้สินเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ
“กรณีนี้เป็นอีกหนึ่งชัยชนะของผู้บริโภค และเป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่า ผู้บริโภคต้องได้รับความยุติธรรม ไม่ใช่ตกเป็นผู้รับผิดจากความบกพร่องของระบบของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะในยุคที่ภัยไซเบอร์และการหลอกลวงทางเทคโนโลยีมีความซับซ้อนและแพร่หลาย สถาบันการเงินต้องมีระบบป้องกันที่รัดกุม ไม่ใช่ผลักภาระความเสียหายมาให้ประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อ” นายอิฐบูรณ์ กล่าว
ทั้งนี้ ผู้บริโภคที่พบปัญหาถูกหลอกโอนเงิน หรือพบธุรกรรมผิดปกติ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือและคำปรึกษาจากสภาผู้บริโภคได้ที่ สายด่วน 1502 หรือผ่านเว็บไซต์
https://complaint.tcc.or.th/complaint
ลิงค์ข่าว -->
https://www.isranews.org/article/isranews-news/139685-TCC-Dismissed-credit-card-debt-case-due-to-fraud-news.html?fbclid=IwY2xjawLjA55leHRuA2FlbQIxMQABHmUgsl7oTNK1iu7bpwS-9pN-vPBt6vc8tM0t8AKEiGAldYK-PaC2OszIDbWV_aem_ABh8Zlu-zuZimBcAb1yJSw
ศาลยกฟ้องคดี ‘แบงก์’ ฟ้อง ‘เหยื่อ’แอปฯดูดเงิน ชี้ระบบการรักษาความปลอดภัยบกพร่อง-พบความผิดปกติ แต่ไม่ตรวจสอบ-ยับยั้ง
ลิงค์ข่าว --> https://www.isranews.org/article/isranews-news/139685-TCC-Dismissed-credit-card-debt-case-due-to-fraud-news.html?fbclid=IwY2xjawLjA55leHRuA2FlbQIxMQABHmUgsl7oTNK1iu7bpwS-9pN-vPBt6vc8tM0t8AKEiGAldYK-PaC2OszIDbWV_aem_ABh8Zlu-zuZimBcAb1yJSw