ปีนี้มาใหม่อีก 2 แบรนด์! “มากุโระ กรุ๊ป” ส่ง “Bincho” ร้านย่างถ่านแบบดั้งเดิมลงสนาม ประเดิม “เมกะบางนา” แห่งแรก เผยปีนี้เตรียมเปิดเพิ่มอีก 1 แบรนด์ อนาคตไม่หยุดแค่อาหารญี่ปุ่น เร่ง R&D อาหารไทย-ยุโรป มั่นใจโตอีก 30% จับตาสาขานอกเมืองแซงหน้าใจกลางกรุงเทพฯ “แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์-บางนา” แรงดีไม่มีตก
“มากุโระ กรุ๊ป” (MAGURO Group) เครือร้านอาหารญี่ปุ่นที่เพิ่ง IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปไม่นาน มาพร้อมกับการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี จากร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมสาขาแรกย่านบางนา มาถึงตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงร้านซูชิ-ซาชิมิอีกแล้ว แต่ยังมีพอร์ตโฟลิโอครอบคลุมแบรนด์ลูกภายใต้อาณาจักรรวมทั้งสิ้น 6 แบรนด์ ทั้งชาบู ทงคัตสึ ปิ้งย่างเกาหลี ไปจนถึงอาหารรูปแบบ “All-day Dining” ซึ่งผู้บริหารยังเปิดเผยด้วยว่า ปีนี้เตรียมเปิดแบรนด์ลำดับที่ 7 ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ด้วย
ปัจจุบัน “มากุโระ กรุ๊ป” ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีร้านอาหารในเครือทั้งหมด 6 แบรนด์ 46 สาขา โดยมีรายละเอียดดังนี้
MAGURO: ร้านอาหารญี่ปุ่นและซูชิพรีเมียม 18 สาขา
HITORI SHABU: ร้านชาบูสุกียากี้หม้อเดี่ยว 13 สาขา
SSAMTHING TOGETHER: ร้านปิ้งย่างเกาหลีพรีเมียม 6 สาขา
Tonkatsu AOKI: ร้านหมูทอดทงคัตสึจากญี่ปุ่น 5 สาขา
CouCou: ร้าน All-day Dining สไตล์ตะวันตก 2 สาขา
Bincho: ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบดั้งเดิม 1 สาขา
สำหรับ “Bincho” (บินโช) ถือเป็นแบรนด์ใหม่ล่าสุดในเครือ “ป้อ-จักรกฤติ สายสมบูรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งเครือมากุโระ กรุ๊ป ให้ข้อมูลว่า “Bincho” มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่เริ่มทำมากุโระใหม่ๆ ช่วงที่ตนเองและหุ้นส่วนอีก 3 คน เดินทางไปสำรวจวัตถุดิบดีๆ ที่ญี่ปุ่น ก็ได้ไปพบกับร้านอาหารที่อยู่ห่างไกลจากโตเกียว ใช้รูปแบบย่างถ่านโบราณในการปรุงอาหาร โดยถ่านที่ใช้มีคุณสมบัติให้ความร้อนสูงมาก ชื่อว่า “ถ่านบินโช” แปลว่า “ถ่านไม้ขาว” รูปแบบเน้นย่างปลารวมถึงเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ โดยเตาที่ใช้เป็น “เตาอิโรริ” หรือเตาถ่านแบบดั้งเดิม
แม้ว่าปัจจุบันร้านอาหารจะมีเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนปรุงสุกได้เหมือนกัน แต่ “ป้อ” มองว่า นี่คือวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ และด้วยความร้อนอุณหภูมิสูงจากถ่านบินโชจึงทำให้เนื้อสัตว์มีสัมผัสด้านนอกที่กรอบและเกรียม แต่ด้านในยังคงความชุ่มฉ่ำไว้ได้ ทั้งยังมีกลิ่นถ่านแทรกซึมเข้าไปด้านในทำให้รสชาติมีมิติมากขึ้น มองว่า การยกเตาอิโรริมาไว้ที่เมืองไทยเป็นประสบการณ์ที่ยังไม่มีร้านไหนเคยทำ แม้ก่อนหน้านี้จะมีร้านสไตล์อิซากายะใช้เตาอิโรริ 1-2 แห่ง ทว่า ในบรรดาคู่เทียบร้านอาหารทั่วไป “Bincho” ถือเป็นร้านแรก
ความพิเศษของวัตถุดิบที่ “Bincho” คือการนำเข้าปลาจากประเทศญี่ปุ่น เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในการกินแบบย่างถ่าน อาทิ “ปลากินกิ” และ “ปลาฮามาจิ” เป็นต้น ส่วนข้าวที่ใช้เสิร์ฟในเซตเลือกเป็นข้าวสายพันธุ์ “ฮิโตเมะโบเระ” ข้าวญี่ปุ่นเกรดพรีเมียมที่หาทานทั่วไปในไทยไม่ได้ หุงด้วย “หม้อคามะ” ใช้แรงดันสูงในการหุง ทำให้ข้าวนุ่มฟูและมีกลิ่นหอม
ฟังแล้วดูพรีเมียมใกล้เคียงกับจุดยืนของร้านอื่นๆ ในเครือ แต่จริงๆ แล้ว “Bincho” ตั้งใจวางตัวเองเป็นร้านที่มีราคาเริ่มต้น หรือ “Entry Price Point” เข้าถึงง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นในเครือมากุโระ กรุ๊ป ผู้บริหารบอกว่า ราคาต่อหัวของ “Bincho” สนนที่ 300 บาท มากหน่อยก็ไปถึง 500-600 บาท แล้วแต่ชนิดของเนื้อสัตว์ที่เลือกในเซต ตัดสินใจง่ายและเข้ามากินได้บ่อยกว่าอีกสองแบรนด์หลักอย่าง “MAGURO” และ “HITORI SHABU”
“ป้อ” ยอมรับว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจในครึ่งปีแรก เครือมากุโระ กรุ๊ป ได้รับผลกระทบแน่นอน และเชื่อว่า ไม่มีใครไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนที่เห็นชัดที่สุดคือร้านใจกลางเมือง ศูนย์การค้าทุกแห่งก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่ที่น่าสนใจคือสาขานอกเมือง อาทิ ย่านแจ้งวัฒนะ ย่านราชพฤกษ์ หรือแม้แต่โซนบางนา ไม่ได้รับกระทบแม้แต่น้อย บางส่วนยอดโตเป็นบวกด้วยซ้ำไป สรุปภาพตอนนี้ คือสาขานอกเมืองเป็นบวก สาขาในเมืองติดลบเล็กน้อย
ปัจจัยเรื่องนักท่องเที่ยวไม่มีนัยสำคัญกับเครือมากุโระ กรุ๊ป มากขนาดนั้น เพราะอาหารญี่ปุ่นมีคนไทยเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ต่างชาติพุ่งตรงไปที่ร้านอาหารไทยมากกว่า จะมีบ้างคือสาขาทัวร์ริสต์เยอะๆ อาทิ สยามพารากอน หรือเอ็มสเฟียร์ ที่เห็นผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไป ทว่า พฤติกรรมผู้บริโภคตอนนี้ไม่ค่อยเข้ามาจับจ่ายห้างในเมืองเท่าเดิม เลือกใช้เงินแถวบ้าน สาขาที่อยู่โซน “Residential Area” จึงมีกำลังซื้อสูง นี่คือภาพของครึ่งปีแรก
เมื่อถามว่า “มากุโระ กรุ๊ป” จะหันหัวเรือหาโลเคชันนอกเมืองแทนโซน CBD มากขึ้นหรือไม่ “ป้อ” มองว่า ต้องบาลานซ์พอร์ตโฟลิโอทั้งในเมืองและนอกเมืองเท่าๆ กัน การจะได้พื้นที่ดีๆ ในเมืองเป็นเรื่องยากมาก บางแห่งใช้เวลาต่อคิวสูงสุด 5-7 ปี ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีไม่ได้แปลว่า ปีหน้าหรือปีต่อๆ ไปจะซบเซาต่อเนื่อง ขอมองภาพระยะยาวในอีก 5-10 ปีข้างหน้าเพื่อความยั่งยืนดีกว่า
สำหรับ “Bincho” แม้ว่าไอเดียจะเกิดขึ้นนานแล้ว แต่เพิ่งมาตกผลึกจนปั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่างจริงๆ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา “ป้อ” บอกว่า เห็นเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในเรื่องกำลังซื้อหดตัว คนมากินมีงบประมาณต่อมื้อชัดเจน พยายามเลี่ยงมื้อใหญ่ที่ต้องสั่งแบบแชร์พอร์ชันเยอะๆ ยิ่งมากันครั้งละ 5-6 คน การแชร์ริ่งยิ่งควบคุมไม่ได้ บางคนสั่งแพง บางคนไม่ค่อยสั่ง บางคนกินแอลกอฮอล์ ทำให้ยอดต่อหัว หรือ “Spending Per Head” สูงมาก คนกินก็เกิดประสบการณ์ไม่ดีกลับไป เกิดภาพที่ว่า มากินร้านนี้แล้วจ่ายหนัก อาจจะมีความทรงจำที่ดีไม่ดีในเชิงนั้น
“ไอเดียร้าน Bincho มาตั้งแต่วันแรกที่ได้สัมผัสและลองทาน อยากให้คนไทยได้ลองกิน เพราะรู้สึกว่า เป็นวัฒนธรรมที่ดีมากๆ ก็อยากจะเปิดทันที แต่ด้วยช่วงนั้นระหว่างปี 2560-2561 ยังไม่ได้มีแผนเปิดแบรนด์ลูก เรายังโฟกัสที่ “MAGURO” อยู่ในช่วงสร้างรากฐานให้แข็งแรงสำหรับการสเกลธุรกิจ ก็เป็นแผนที่อยู่ในกระเป๋า คิดถึงตลอด พยายามหาทางที่จะทำให้เกิดในเมืองไทย ตอนนี้ก็คิดว่า ถึงเวลาของมันแล้ว เริ่มพัฒนาอีกรอบแบบจริงๆ จังๆ ทำเรื่องของดีไซน์ประสบการณ์ ใช้เวลาเป็นปีเหมือนกันก่อนจะเปิดในวันนี้”
ปัจจุบันแบรนด์ “MAGURO” กินสัดส่วนรายได้กว่า 50% ของพอร์ต แต่ในอนาคต “ป้อ” บอกว่า สัดส่วนของ MAGURO จะลดลงเรื่อยๆ ไม่ได้แปลว่า ขายไม่ดี แต่เพราะแบรนด์อื่นในเครือโตได้ และบางแบรนด์มีแนวโน้มพุ่งทะยานกว่า MAGURO ด้วยซ้ำ ทำให้สัดส่วนรายได้เปลี่ยนแปลงทุกปี ซึ่งเป็นภาพที่ตนและทีมผู้บริหารตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
ในอนาคตเครือมากุโระ กรุ๊ป จะไม่ได้มีแค่ร้านอาหารญี่ปุ่น ไม่วางคาแรกเตอร์เป็นผู้เชี่ยวชาญอาหารญี่ปุ่น แต่เป็น “Brand Creator” ทำอาหารดีๆ ออกมาเรื่อยๆ ตอนนี้ทีม R&D กำลังศึกษาลงลึกอาหารไทยและอาหารยุโรป เพื่อทำให้เกิดแบรนด์คอนเซปต์ใหม่ๆ ตามมา
“ตอนนี้ตัวที่เห็นการเติบโตชัดที่สุด คือ HITORI SHABU เพราะตลาดของชาบูใหญ่อยู่แล้ว และสอดคล้องกับการเติบโตของตลาดอาหารญี่ปุ่นกว่า 2 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งชาบูญี่ปุ่นกินสัดส่วนใหญ่เพดานในการขยับขึ้นไปยังมีพื้นที่อีกเยอะ ตัวอื่นที่มาแรงไม่แพ้กัน คือ Tonkatsu AOKI ใช้เวลา 6 เดือนในการเปิด 5 สาขา ส่วน Bincho ด้วยราคาเริ่มต้นที่เป็นมิตรกับผู้บริโภค ศักยภาพในการเปิดก็มีมาก และยังมีแบรนด์ใหม่ที่จะเปิดตัวในเดือนสิงหาคมที่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ตั้งเป้าว่า จะเป็นอีกหนึ่ง New S-Curve ของเราด้วยเหมือนกัน” ผู้บริหารเครือมากุโระ กรุ๊ป กล่าวปิดท้าย
คนไทยประหยัด ไม่อยากหารค่าข้าวกับเพื่อนเยอะ ‘MAGURO’ ผุดไอเดีย เปิด ‘Bincho’ อิ่มได้ใน 300 บาท