“ยาดมสมุนไพร” ทำเชื้อราขึ้นปอด จริงหรือ?

"อาจารย์เจษฎา ตอบข้อสงสัย “ยาดมสมุนไพร” ทำเชื้อราขึ้นปอด จริงหรือ? พร้อมแนะวิธีใช้ยาดมให้ถูกต้องและปลอดภัย ทำอย่างไร เช็กได้ที่นี่"
ช่วงก่อนหน้านี้โลกโซเชียลได้มีการแชร์ข้อความเตือนภัยส่งต่อกันเป็นจำนวนมากเกี่ยวกับ “ยาดมสมุนไพร” ในทำนองที่ว่า อาจมีเชื้อราซ่อนอยู่ หากเก็บรักษาไม่ดี นอกจากนี้ก็มีกระทู้ที่อ้างเคสจากหมอว่า เจอผู้ป่วยโรคเชื้อราที่ปอด เพราะดมยาดมสมุนไพรที่ก้นขวดมีเชื้อราขึ้น
.
ล่าสุด รองศาสตราจารย์ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ อาจารย์เจษฎา ก็ได้มีการออกมาโพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ยาดมสมุนไพร แล้วทำให้เป็น โรคเชื้อราในปอด ได้จริงหรือไม่?
.
”ยาดมสมุนไพร” มีความเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อรา จริงครับ .. แต่ก็ไม่ง่ายที่จะดมแล้วเป็นโรคติดเชื้อราที่ปอด”
.
เริ่มจากการที่ บนโลกโซเชียบ มีการแชร์ข้อความเตือนภัยทำนองว่า ยาดมสมุนไพร พวกที่ใส่รากไม้ เปลือกไม้ กิ่งไม้ ลงไปด้วย อาจจะเชื้อราซ่อนอยู่ ต้องคอยระวัง เพราะถ้าเก็บรักษาไม่ดี หรือเปิดใช้งานนานๆ เชื้อราอาจจะตกลงไปปนเปื้อน และเติบโตได้ดีถ้ามีความชื้นสูง
.
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการอ้างว่า มีเคสจากหมอ ไปเจอผู้ป่วยเป็นโรคเชื้อราติดในปอด ตอนแรกก็หาสาเหตุไม่เจอ จนคนไข้ดึงยาดมสมุนไพรออกมาใช้ต่อหน้าหมอ หมอเลยขอตรวจดู ปรากฏว่ามีเชื้อราขึ้นเต็มก้นขวด ส่งตรวจที่ห้องแล็บ ก็พบว่าสปอร์ (spore) ของเชื้อราชัดเจน .. พร้อมแคปชั่นว่า “เปิดขวดยาดมมา เชื้อราขึ้นเต็มก้นขวด เห็นแล้วนึกว่า Cordyceps ใน The Last of Us เดี๋ยวนี้ไม่ต้องโดนกัด แค่ดมก็เสี่ยงแล้ว…”
.
#การดมยาสมุนไพรทำให้ติดเชื้อราที่ปอดได้จริงหรือ ?
.
เรื่องนี้ ทางรายการ “รู้ทันกันได้” ของสถานีโทรทัศน์ ThaiPBS ตอน “สูดลมหายใจ หรือ ภัยเงียบ เมื่อ “ยาดม” บ่มเพาะเชื้อรา” ได้นำไปสัมภาษณ์ รศ. นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะเเพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  ว่า การดมยาดม ทำให้ติดเชื้อราที่ปอด นั้นเป็นไปได้หรือไม่ เนื่องจากข้อความดังกล่าว ก็ไม่มีที่มาแน่ชัด
.
ซึ่งทาง อาจารย์หมอนิธิพัฒน์ ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “กลไกป้องกันในปอดดีอยู่แล้ว เชื้อรานิดหน่อยที่เข้าไป ปอดกำจัดได้ แต่กรณีที่เชื้อราเข้าไปเยอะๆ เช่น กรณีที่เคยเกิดขึ้นเช่น คุณบิ๊กดีทูบี สำลักน้ำครำ ทำให้เกิดปอดอักเสบได้ หรือกรณีภูมิต้านทานต่ำมากๆ เช่น ติดเชื้อ เอชไอวีระยะลุกลาม หรือกินยากดภูมิร่างกาย แบบนั้นถึงจะมีโอกาสติดเชื้อราจนปอดอักเสบได้..
.
.. ซึ่งการติดเชื้อราที่ปอด เป็นกรณีที่เกิดได้ยาก โดยเฉพาะจากการดมยา โอกาสจะเกิดความผิดปกติ จะเกิดที่โพรงจมูกก่อน เป็นส่วนมาก..
.
..ยาดมเป็นภูมิปัญญาตะวันออก หมอก็ใช้บ้าง แต่การสูดสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายปริมาณสูง และทำบ่อยๆ หากสิ่งนั้นปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา ก็อาจปนเปื้อนเข้าไปในร่างกายได้
.
..จึงขอให้ใช้ในปริมาณที่พอดี และสังเกตสิ่งที่ใช้ ว่ามีสิ่งปนเปื้อนหรือไม่อยู่เสมอ ส่วนหากมีความผิดปกติของร่างกาย หรือติดเชื้อที่ปอด อาการของโรคจะค่อยเป็นค่อยไป อาจมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คล้ายอาการวัณโรค และหากไอต่อเนื่อง ก็ควรไปพบแพทย์”
.
#งานวิจัยพบว่ามีเชื้อราในยาดมสมุนไพรจริง
.
ส่วนรายการ “ชัวร์ก่อนแชร์” ของสำนักข่าวไทย ได้ทำการตรวจสอบประเด็นที่บอกว่า ในยาดมสมุนไพร บางครั้งมีเชื้อราซ่อนอยู่ ต้องคอยระวัง โดยการไปสัมภาษณ์ ผศ.ดร.พัชรี กัมมารเจษฎากุล อาจารย์ประจำกลุ่มวิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
.
อาจารย์พัชรีทำเคยทำวิจัยเกี่ยวกับ “การปนเปื้อนของเชื้อราในยาดมสมุนไพร” ซึ่งมีการวิเคราะห์ตรวจหาเชื้อราปนเปื้อน ในยาดมสมุนไพร ตั้งแต่ “ก่อนเปิดขวด ใช้งาน” สรุปคร่าว ๆ ได้ว่า
.
จากการตรวจหาชนิดของเชื้อราปนเปื้อน จากยาดมสมุนไพรที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด จังหวัดสมุทรปราการ ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน ในระหว่างช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2556 จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 จำนวน 15 ยี่ห้อ (รวม 35 ตัวอย่าง)
.
นำตัวอย่างยาดมสมุนไพรมาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 สมุนไพรตากแห้งไม่มีน้ำมันหอมระเหย 4 ยี่ห้อ , กลุ่มที่ 2 สมุนไพรตากแห้งผสมน้ำมันหอมระเหย 6 ยี่ห้อ , และกลุ่มที่ 3 สมุนไพรบดละเอียด (ส้มมือ) 5 ยี่ห้อ … แล้วจัดจำแนกเชื้อราปนเปื้อน ด้วยวิธีทางฟีโนไทป์ (phenotypic) และจีโนไทป์ (genotypic)
ผลการศึกษา พบว่า จากตัวอย่างยาดมสมุนไพร 15 ยี่ห้อ พบเชื้อราปนเปื้อน “ทั้งไม่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน” จำนวน 11 ยี่ห้อ !
.
โดยกลุ่มที่ 1 “สมุนไพรตากแห้ง ไม่มีน้ำมันหอมระเหย” พบเชื้อทั้ง 4 ยี่ห้อ (100%) กลุ่มที่ 2 “สมุนไพรตากแห้ง ผสมน้ำมันหอมระเหย” พบเชื้อ 5 ยี่ห้อ (83.3%) และกลุ่มที่ 3 “สมุนไพรบดละเอียด” พบเชื้อ 2 ยี่ห้อ (40%)
.
แต่ปริมาณที่พบนั้น ยังไม่เกินเกณฑ์ข้อบังคับสําหรับการปนเปื้อนของเชื้อรา ที่คณะกรรมการจัดทําตํารับยาแห่งประเทศไทยกําหนดไว้
.
เชื้อราที่พบนั้น แบ่งออกเป็น “เชื้อฉวยโอกาส” (พบใน 11 ตัวอย่างยาดม หรือ 31.4%) ได้แก่ เชื้อ Aspergillus sydowii, Aspergillus aculeatus, Aaspergillus calidoustus, Cladosporium cladosporioides, Penicillium citrinum, Bipolais papendorfii, Clavispora lusitaniaeและ Candida orthopsilosis
.
ส่วนเชื้อรา “ที่ยังไม่มีรายงานการก่อโรคในคน/สรุปไม่ได้” (พบ 24 ตัวอย่าง หรือ 68.6%) ได้แก่ เชื้อ Emericella variecolor, Neurospora intermedia, Trametes polyzona, Glomerella graminicola, Aspergillus spp., Cladosporium spp., Neurospora spp. และ Penicillium spp.
.
มีข้อสังเกตว่า ยาดมสมุนไพรกลุ่มที่ 2 และ 3 นั้น พบเชื้อน้อยกว่ากลุ่มที่ 1 (ที่ไม่มีน้ำมันหอมระเหย)
.
ที่เป็นเช่นนั้น น่าจะเนื่องจากทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีส่วนผสมเป็น “น้ำมันหอมระเหย” เหมือนกัน ซึ่งน้ำมันหอมระเหยมีคุณสมบัติสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพได้ แต่ที่ยังพบเชื้อราได้ เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ปิดไม่สนิท และไม่มีการซีลป้องกันอากาศจากภายนอก ขณะที่น้ำมันหอมระเหยก็สามารถระเหยได้ง่าย ที่อุณหภูมิปกติ จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทําให้ตรวจพบเชื้อราปนเปื้อนได้
.
ทางรายการ ได้สรุปแนวทางในการ #การเลือกซื้อยาดมสมุนไพร ว่าควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
.
1. ผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพรจะต้องมีฉลากและบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์
2. มีเลขทะเบียน “อย” จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
3. ตำรับยาที่ได้รับอนุญาต ต้องระบุสมุนไพรและสัดส่วนที่ใช้
4. มีการระบุ “วัน/เดือน/ปี” ที่ผลิต และ “วัน/เดือน/ปี” ที่หมดอายุ
5. ภาชนะบรรจุยาดมสมุนไพรต้องไม่แตก และห่อหุ้มด้วยพลาสติกที่อากาศเข้าไปไม่ได้
.
และ #การใช้ยาดมสมุนไพรอย่างปลอดภัย ควรปฏิบัติดังนี้
.
1. ไม่สูดดมจ่อเข้ารูจมูก
2. ปิดขวดให้สนิทหลังจากใช้ยาดมสมุนไพรทุกครั้ง
3. เก็บยาดมสมุนไพรในบริเวณที่ไม่มีความชื้น เพราะความชื้นส่งเสริมให้เชื้อราเจริญเติบโต
4. ไม่ใช้ยาดมสมุนไพรร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันเชื้อโรคปนเปื้อน
5. หมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ยาดมสมุนไพร (เช่น สีและตัวสมุนไพร) ถ้าพบความผิดปกติไม่ควรใช้ต่อไป
.
————————————-
ป.ล. แถมด้วยว่า 2-3ปีก่อน ก็เคยเขียนบทความเรื่อง “ติดดมยาดม ก็อันตรายต่อสุขภาพได้ครับ” ไว้บนเพจอ๋อ เลยเอามาเตือนซ้ำอีกทีด้วยครับ
(รีโพสต์) ยาดม ถ้านานๆ ทีดมที ก็ไม่น่ามีปัญหาครับ แต่ถ้าดมบ่อย ดมมาก ดมจนติด ก็ต้องระวังผลข้างเคียงที่ตามมาต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจครับ
.
#ประโยชน์ของยาดม
.
1. สามารถบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
2. แก้อาการวิงเวียนศีรษะ
3. กลิ่นของยาดมช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย สดชื่น
4. หากเป็นแบบน้ำ สามารถใช้บรรเทาอาการเคล็ด ขัดยอก หรือแมลงสัตว์กัดต่อยได้
.
#ผลเสียจากการใช้ดมบ่อย ๆ
.
1. ส่วนประกอบของยาดม จะมีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่ออวัยวะในระบบทางเดิน ได้แก่ จมูกแห้ง โพรงจมูกอักเสบ และปอดอักเสบ
2. ส่วนประกอบของยาดม จะมีสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบประสาท เนื่องจากมีฤทธิ์ที่สามารถกระตุ้นประสาท ซึ่งส่งผลให้เกิดการเสพติดในชนิดที่ไม่รุนแรงได้ อีกทั้งผลเสียจากการเสพติดใช้ดมบ่อย ๆ จะทำให้เสียบุคลิกภาพ
3. การใช้ยาดมร่วมกับผู้อื่น มีความเสี่ยงในการติดเชื้อบริเวณจมูก โดยเฉพาะยาดมที่มีลักษณะผลิตภัณฑ์แบบหลอด
4. อาจเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ยาดมได้ เช่น หากยาดมกระเด็นเข้าตา จะทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคืองได้ หรือหากยาดมกระเด็นเข้าปาก จะทำให้ลิ้น และช่องปากเกิดความแสบร้อนได้
.
#การใช้ยาดมอย่างถูกวิธี
.
1. อ่านวิธีใช้บนฉลากผลิตภัณฑ์ ก่อนใช้ยาดม
2. ในการใช้ยาดม ควรถือยาดมพอให้ห่างมือ ไม่ควรสูดดมยาดมโดยตรง และสอดแท่งยาดมไว้ในจมูก
3. ค่อย ๆ สูดดมยาดมช้า ๆ พอให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่ควรสูดดมอย่างรุนแรง
4. ไม่ควรใช้ยาดมต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน ๆ
5. ในการยาดมชนิดแบบน้ำ ควรชุบสำลีเพียงเล็กน้อยในการสูดดม หากใช้ทาผิวหนังควรทางแบบบาง ๆ และไม่ควรทาบริเวณที่มีแผลเปิด
6. เมื่อใช้ยาดมเสร็จแล้ว ควรเช็ดบรรจุภัณฑ์ให้สะอาด และปิดฝาให้มิดชิด
.
#ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดม
.
1. เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี
2. ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโพรงจมูก เช่น ผู้ป่วยโรคโพรงจมูกอักเสบ ผู้ป่วยโรคไซนัสอักเสบ และผู้ป่วยที่ติดเชื้อในโพรงจมูก
3. สตรีตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาดม
4. ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาดม เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคหอบหืด และผู้ป่วยโรคหลอดลมอักเสบ”
.
ที่มา : อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่