รูหนอนสว่างไสว = ช่องผ่านเข้าสู่ “สุญญตา”

ขณะบวชปฏิบัติอยู่กับองค์หลวงปู่จันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย ปี 2559 ปฏิบัติภาวนาเองที่กุฏิ โดยภาวนาสลับเดินจงกรมทุกวัน วันละ 8-10 ชั่วโมง ยิ่งภาวนาพุทโธ ที่หว่างคิ้วก็รวมแน่นเป็นดวงแก้วใส เมื่อเอาจิตไปวางที่หว่างคิ้ว ความรู้สึกปวดเมื่อยก็จะหายไปทันที ผมจึงรู้สึกลังเลว่า เราจะเอาจิตจดจ่อที่คำภาวนาพุทโธหรือที่หว่างคิ้วดี จึงตัดสินใจไปเรียนถามหลวงปู่จันทร์เรียน หลวงปู่กำลังขึ้นกุฏิ ผมก้มลงกราบ ยังไม่ทันเงยหน้าขึ้น หลวงปู่กล่าวว่า

“จะถามทำไม ภาวนาพุทโธ นั่นแหละ หัดปล่อย หัดวางบ้าง อย่าถือให้มันมาก แล้วหนังสือที่เอามาอย่าอ่าน เดี๋ยวก็บ้าเหมือนคนเขียนหรอก” หลวงปู่ตวาดมาที่ผม ผมคิดขึ้นได้ก่อนบวชผมนำหนังสือวิธีการนั่งสมาธิ ของพระอริยคุณเส็ง พกติดตัวมาอ่านด้วย ตั้งใจมาอ่านระหว่างบวช ไม่เคยเอาออกนอกกุฎิ ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ผมจึงไปถามพระที่ชอบอ่านหนังสือที่วัดว่า “ครูบารย์รู้จักพระอริยคุณเส็งไหม” อ๋อรู้จักสิท่านเป็นเป็นศิษย์เอกหลวงปู่มั่น และเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อพุทธ ฐานิโย ท่านปฏิบัติจนได้สมาธิขั้นสูงแต่ไม่เอามาตัดกิเลส สุดท้ายอวิชชาครอบงำทำให้ท่านเป็นบ้าไป ผมขนลุกเลย

          เย็นวันนั้นผมจึงเชื่อหลวงปู่จันทร์เรียนจะภาวนา พุทโธ อย่างเดียว ขณะเดินจงกรม ผมก็ภาวนาพุทโธ ยิ่งภาวนาดวงแก้วใสก็เกิดขึ้นที่หว่างคิ้ว รวมแน่นขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งภาวนายิ่งแน่นผมพยายามไม่สนใจกลับมา พุทโธๆๆ มันก็แน่นที่หว่างคิ้ว ในนิมิตผมได้ยินเสียงดัง เป้ง แล้วดวงแก้วก็แตกออกแล้วหายไปไม่มีอีกเลย ไม่มีตุ๊บๆๆ ที่หว่างคิ้วอีกต่อไป ผมจึงเข้านอน จำความฝันได้ดี ฝันว่า เอารถไปเติมยางรถ เติมสามล้อแรกปกติดี พอเติมล้อที่สี่มันไม่เต็มสักที จึงไปเพิ่มความดัน ยางมันก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ผมจะวิ่งไปหยุดแต่หยุดไม่ทัน ยางแตกใส่หน้าผม เลือดออกเต็มหน้าผมเอามือจับหน้า เห็นฟันหน้าซีกใหญ่ 2 ซีกหลุดอยู่ที่มือ ขาว สวยมาก ผมตกใจตื่นจำความฝันได้ดี เช้ามาภาวนาพุทโธก็ไม่เกิดตุ๊บๆๆ ที่หว่างคิ้วอีกเลย กลางวันจึงมาภาวนาพุทโธ อีกครั้ง ปรากฏว่าอาการปวดเมื่อย เกิดขึ้นอีกครั้ง

ผมรู้สึกท้อแท้ใจมาก เอ๋ ทำไมปวดเมื่อยอีกแล้ว มันเหมือนตอนเราเพิ่งหัดนั่งสมาธิใหม่เลยๆ เหมือนคนถูกทำลายวรยุทธ์ ชัดๆ อยากจะสึกมากๆ ที่เราทำมา 7 ปี นี่ไม่ถูกเลยหรือ เย็นวันนั้นผมจึงกลับมานั่งภาวนาพุทโธอีกครั้ง อธิฐานจิตว่า ครั้งนี้จะอยู่กับภาวนาพุทโธตามหลวงปู่จันทร์เรียนสอน เกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทิ้งคำภาวนาพุทโธ ผมก็นั่งภาวนาพุทโธ ไป 2 ชม. มีแต่ความปวดเมื่อย จิตก็สั่งมาว่า “พอเถอะจะหักโหมทำไม พรุ่งนี้ค่อยนั่งใหม่ก็ได้”

ผมจึงตอบไปว่า “ขนาดพระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีเป็นพระเตมีย์ใบ้นั่งเฉยๆ ตั้ง 16 ปี ยังทำได้ เราปราถนาความเป็นพุทธะ นั่งแค่ 2 ชม. ทนไม่ได้แล้วหรอ” ผมจึงนั่งพุทโธ ต่อภาวนาพุทโธ ไปเรื่อยๆ สักพักจิตก็ทิ้งพุทโธเอง ผมตามรู้ แล้วตัวก็ตั้งตรงเป็นไม้บรรทัด จิตจะหดเล็กลงมากๆ แล้วพุ่งรอดผ่านรูเข็มเล็กๆ หรือรูหนอนที่สว่างไสว ไปโผล่อีกมิติ ที่มีแต่ความว่าง เปล่า ไม่มีทิศ มีทาง ไม่มีขนาด ไม่มีกาลเวลา ไม่มีกาย ไม่มีลมหายใจ ไม่มีความคิด ตรงกลางมิติเวิ้งว้าง มีจิตประภัสสรส่องแสงสว่างไสว เป็นแก้วใสส่องสว่างดุจดวงอาทิตย์ กลางห้วงนั้น จิตจะตัดขาดจากกายไม่เชื่อมต่อกันอีกต่อไป ไม่รับรู้ถึงกายเหมือนจิตกับกายแยกจากกัน อยู่กันคนละมิติ แต่สติ ตัวรู้ยังอยู่ครบ 100% มีแต่ตัวรู้ สติอยู่กับตัวรู้ ไร้ซึ่งความคิดใดๆ

จะเกิดปัญญาว่า “กายเรา ความคิดเรา ล้วนไม่ใช่เราทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา หรือแม้แต่กายเรา ความคิดเรา ล้วนเกิดจากอวิชชาปรุงแต่ง” ปัญญานี้เมื่อออกจากสมาธิทำให้มองโลกแตกต่างจากเดิมมากๆ ทำลายความเป็นอัตราตัวตนทั้งหมดเมื่อความคิดเริ่มเกิดขึ้น จะเริ่มรู้สึกลมหายใจเหมือนน้ำซัดพังเขื่อน (มิติ) ลมหายใจค่อยๆแผ่ซ่าน ความสุขจะพุ่งไปทุกอณู สติปัญญาเต็ม 100% ความรู้สึกทุกข์ใจ เศร้าใจ อยากจะสึก หายไปหมด มีแต่ความสุข ชื่นใจไปทั่วร่างกาย ผมจึงรีบแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ จะนั่งสมาธิต่อก็นั่งไม่ได้แล้วมันสุขจึงนั่งต่อไม่ได้ จึงไปเดินจงกรมพิจาณาว่า เรานี่โง่แท้ถูกอวิชชาหลอกมาตั้งนาน ก็พิจาณาไปต่อ อวิชชา คือใคร จิตก็ตอบมาเอง ว่า อวิชชา ก็คือตัวเรานั่นเอง มันสว่างโล่ไปหมด


สรุปสภาวะโดยรวม

ผ่าน 3 ขั้นสำคัญของการภาวนา ได้แก่

1. จิตรวมแน่น ณ ระหว่างคิ้ว (ปฐมอาการของฌาน – กสิณจุดรวม)
    ดวงแก้วที่หว่างคิ้ว = ผลจากการ “รวมจิตเข้าศูนย์กลางของสมาธิ”
    เมื่อ “เป้ง!” แล้วหายไป → เป็นการ “ปลดล็อกจากอุปาทาน” ในรูปฌานขั้นต้น
    ฟันขาว 2 ซีกหลุด → สัญลักษณ์ของ “การถอนอัตตาตัวตนเก่า”
    ยางรถแตกใส่หน้า → อัตตาเก่าถูกทำลาย

นี่คือ “การทำลายตัวตนปลอมที่สร้างจากสมถะ” เพื่อให้ก้าวสู่ ญาณปัญญาแท้

เข้าสู่สภาวะ “รูหนอนสว่างไสว”

จิตตั้งตรง → หดเล็ก → รอดผ่าน “รูหนอน” → ไปโผล่ในมิติแห่งความว่าง
มีจิตประภัสสรกลางห้วงอวกาศ → ไร้กาย ไร้เวลา ไร้ความคิด

2. รูหนอนสว่างไสว = ช่องผ่านเข้าสู่ “สุญญตา” หรือ “ความไม่มีตัวตน”
    เป็น สัญลักษณ์ของการทะลุผ่าน “ขันธ์ 5”
    จิตหดผ่าน “รูหนอน” ที่แคบมาก หมายถึง “ความละเอียดยิ่งของจิต” ที่กำลังข้ามจาก “โลกสมมติ” → สู่ “โลกนิพพานชั่วขณะ”
    เป็นประสบการณ์ “ก้าวผ่านอวิชชา” ที่กั้นจิตไม่ให้รู้ความจริง
    รูหนอน = “ขีดแบ่งระหว่างสมมติและปรมัตถ์”

3. สภาวะ “จิตประภัสสร” – มิติไร้ขอบเขต
    จิตเข้าสู่ภาวะ “ว่าง บริสุทธิ์ ไม่มีความคิด ไม่มีลมหายใจ ไม่มีกาย”
    แต่ “สติ ตัวรู้ยังอยู่ครบ” = ลักษณะของ อัปปนาในระดับอรูปฌานขั้นสูง
    สภาวะที่เห็นว่า “ทุกสิ่งไม่ใช่เรา” เป็น ปัญญาญาณที่แทงทะลุอวิชชา

ความหมายของ “จิตประภัสสรกลางความว่าง”

นี่คือ สภาพ “จิตแท้”
    ไม่ปรุงแต่ง
    ไม่ยึดกาย/เวทนา/จิต/ธรรม
    เป็น “รู้แท้” ที่ตัดขาดจากโลกปรุงแต่งโดยสมบูรณ์
    เป็นจิตที่ใกล้ “มหาสุญญตา” ซึ่งพระอรหันต์ใช้แทงตัดอวิชชาสุดท้าย

หลังหลุดออกจากสมาธิ
    มี “สติปัญญาเต็ม 100%” = เรียกว่า “ปัญญาญาณตามรู้ตามจริง”
    ไม่ใช่ปัญญาจากการคิด แต่เป็นญาณเกิดจาก “การเห็นตามความเป็นจริง”
    ความรู้สึกสุขล้น สว่างโล่ง → เป็น “สุขที่เกิดจากการปลดอัตตา”
    การเดินจงกรมและพิจารณาอวิชชาต่อ = กำลังเข้าสู่แนวทาง วิปัสสนาญาณ ที่แท้จริง

“รูหนอนสว่างไสว” คืออะไร?

คือ “ช่องทางที่จิตละขันธ์ 5” แล้วข้ามจากโลกของอวิชชา เข้าสู่ “สุญญตา” หรือภาวะจิตประภัสสร ที่ไม่มีอะไรเป็นเราอีกต่อไป
    เป็นนิมิตธรรมลึกสุด ที่มักปรากฏเฉพาะกับผู้ภาวนาจริงจัง
    อาจสอดคล้องกับคำว่า:

“อริยมรรคสัมปทา – การเข้าถึงปัญญาญาณด้วยจิตที่บริสุทธิ์”
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่