เราเป็นคนหนึ่งที่เคยอยากหายไปจากโลกนี้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงฝุ่นผงเล็ก ๆ ที่ไม่มีค่าอะไร ล่องลอยอยู่บนโลกอันกว้างขวางนี้อย่างไร้จุดหมาย กระทั่งวันหนึ่ง...เราก็ได้พบแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองมีความหมายมากขึ้นด้วยการ "เขียนนิยาย"
สวัสดีค่ะ
นี่เป็นกระทู้แรกเลยที่เราเลือกที่จะออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อที่จะมาแชร์ประสบการณ์ตรงของเราเอง ซึ่งอาจจะไม่ได้แฮปปีเอ็นดิ้ง หรือเป็นสูตรสำเร็จอะไร เพราะตอนนี้เราเองก็ยังอยู่กับโรคซึมเศร้า เพียงแต่ว่าสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ เราไม่ได้หายดี แค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบที่จะไม่ยอมให้มันมาทำร้ายตัวเราอีก และใช่ค่ะ เราเลิกทานยามานานหลายปีแล้ว เรื่องนี้อาจจะเขียนยาวหน่อยนะคะ ว่าเรามีที่มาที่ไปอย่างไร อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้มาเขียนนิยายจนสามารถเป็นเพื่อนกับโรคซึมเศร้าได้ หากพร้อมแล้วก็มารับฟัง(อ่าน)ไปด้วยกันนะคะ
Part 1 ช่วงดำดิ่งสู่ความมืดมน จากเสียงเคาะของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
เพราะซึมเศร้ามันไม่เลือกเวลา ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกว่าคุณจะรวยหรือจน แต่หากมันเข้ามาแล้ว มันก็เหมือนแขกไม่ได้รับเชิญที่ย้ายเข้ามาอยู่ในใจเรา
บางวันมันเงียบ...บางวันมันเสียงดังจนเราไม่ได้ยินแม้แต่เสียงความคิดตัวเอง บางครั้งมันไม่ได้ร้องไห้ให้ใครเห็น แต่มันดันกัดกินข้างในหัวใจเราเงียบ ๆ จนหมดแรง ไม่อยากจะหายใจอีกต่อไป
ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่ทำให้เรารู้ตัวค่ะ ว่าตัวเองเริ่มผิดปกติ ไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำได้ดีอีกต่อไปแล้ว ไม่อยากจะเข้าสังคม หรือพูดคุยกับเพื่อนสนิท นอกจากนี้ยังได้ฟีดแบ็กจากคนรอบข้างด้วยว่าตัวเราไม่สดใสเหมือนเดิม นัยน์ตาดูเศร้ามาก สิ่งแรกที่เราทำได้คือการต้องยอมรับมัน ว่าเรากำลังมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเคาะประตูหัวใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนที่เรารู้ว่าตัวเองเป็น เราพยายามค้นข้อมูลให้มาก ๆ พูดคุยกับเพื่อนที่มีเป็นโรคนี้ นอกจากนี้ยังหาดูสื่อ ซีรีส์ต่าง ๆ ที่เริ่มมีการหยิบยกเรื่องซึมเศร้าออกมาเป็นวงกว้างมากขึ้น ทำแบบสอบถาม และสรุปได้ว่า ตัวเรามีภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง ตอนนั้นตัดสินใจโทรหาคลินิกรักษาใจใกล้ฉันอย่างไม่ลังเลเลยค่ะ
Part 2 ช่วงยอมรับและเงยหน้ามองปีศาจร้ายที่อยู่ในใจ
เราตัดสินใจไปพบแพทย์คนเดียวโดยไม่บอกใคร ผลสรุปก็คือ เราเป็นซึมเศร้าจริง ๆ และต้องทานยา ปฏิบัติตามคำแนะนำอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกทางบ้าง ขอออกตัวก่อนนะคะว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้างได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวมาก พ่อแม่ให้ความรักเป็นอย่างดี ให้อิสระเราได้ทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ และนั่นแหละค่ะเป็นเหตุให้แม่เราร้องไห้หนักมากที่รู้ว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า แม่โทษตัวเองว่าดูแลเราไม่ดีพอเหรอ จนเราต้องเข้าไปกอดแล้วบอกท่านว่า มันคือสารเคมีในสมองนะ มันห้ามกันไม่ได้ พูดปรับความเข้าใจกันอยู่นาน จบลงด้วยการกอดกันร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง
หลังจากนั้นแม่ก็พร้อมที่จะพาเราไปปรึกษาจิตแพทย์ ไปฟังคำแนะนำด้วยกัน เรากับแม่เริ่มพูดคุยปรับตัวกันมากขึ้น และเราเองก็มีเพื่อนอีกคนที่ศึกษาด้านนี้มา คอยพูดคุยให้กำลังใจอยู่ตลอดเลยค่ะ จนวันหนึ่งที่ฟางเส้นสุดท้ายมันขาดลง คือการที่เราไปพบจิตแพทย์แล้วเห็นว่าคุณหมอเขาเอาแต่มองนาฬิกา เหลือเวลาอีกประมาณ 15 นาทีได้ที่เราต้องคุยกับคุณหมอ แต่พอมีผู้ช่วยเดินเข้ามาบอกว่า อีกเคสมาถึงแล้วนะ คุณหมอตัดจบเรื่องของเราทันทีเพื่อไปต้อนรับอีกเคสนึง ทั้ง ๆ ที่เราได้เพียงคำว่า "สู้ ๆ นะคะ มองบวกเข้าไว้ เดี๋ยวมันก็ดีเอง"
Part 3 ตัดฟางเส้นสุดท้าย และปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด
นี่แหละค่ะคือจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งใหญ่ เรามีความคิดว่าแม้แต่หมอยังทำหน้าที่เท่าที่ควรทำ แล้วทำไม..."เราถึงยอมให้โรคซึมเศร้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตเราขนาดนี้" ไม่แน่ใจว่ามันคือความคิดบ้า ๆ ตอนที่โกรธหมอหรือเปล่า แต่ยอมรับค่ะว่าโกรธจริง และเป็นแผลในใจเรามากที่เราหวังพึ่งเขา แต่กลับได้รับการปฏิบัติแบบนี้ (ความคิด ณ ขณะนั้นนะคะ) และนั่นทำให้เราต้องมาทบทวนตัวเอง และปรับเปลี่ยนมายเซ็ตครั้งใหญ่เลยค่ะ ว่าถ้าเราไม่รักตัวเอง ใครจะรักเรา ถ้าเราไม่พยายามมีความสุขด้วยตัวเอง แล้วใครจะมามีความสุขแทนเรา คนที่เห็นเราแล้วทุกข์ใจสาหัสกว่านั่นก็คือแม่ ครอบครัว และคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ เรา
เราพยายามที่จะมีความสุขให้ได้แม้กับสิ่งเล็ก ๆ ออกไปดูดอกไม้ ท้องฟ้า และดื่มด่ำกับบรรยากาศ มองว่าทุกวันคือความสวยงามที่เรายังมีชีวิตอยู่ ช่วงแรกมันอาจจะทรมานหน่อยค่ะ ที่ต้องต่อสู้กับความคิดลบในตัวเอง ต่อสู้กับปีศาจภายในใจ แต่เราตั้งมั่นไว้อย่างเดียวเลยคือ อยากได้รอยยิ้มของแม่คืน เพราะถ้าแม่มีรอยยิ้ม ตัวเราเองก็จะมีรอยยิ้มเช่นกัน เช่นเดียวกับที่แม่คิด หากเราสุข แม่ก็จะสุข เราเลยโชคดีที่มีแม่คอยหนุนหลังและจูงมือผ่านไปด้วยกันในช่วงเวลาที่แย่ค่ะ
เราลืมบอกไปว่า ระหว่างที่เราทำการรักษา เราเขียนบทความเล็ก ๆ ชื่อว่า "บันทึกหลังกำแพง" (แต่ตอนนี้ลบทิ้งหมดแล้วนะคะ) เพื่อระบายความเจ็บปวดของตัวเองค่ะ ระบายทุกความห่าเหวที่ต้องเจอแต่ละวัน แต่ทุกคนเชื่อมั้ยคะ ว่าหลังจากที่เราค่อย ๆ ปรับมายเซ็ต ปรับมุมมองชีวิตใหม่ จากบันทึกหลังกำแพงก็กลายเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กที่ได้อ่านค่ะ เราเริ่มเขียนในเชิงสร้างสรรค์ เขียนบทความที่ทำให้ผู้รับสารจะยิ้มและอบอุ่นหัวใจตามไปด้วย จนมีรุ่นพี่เข้ามาบอกว่า ทำหนังสือหรือสร้างเพจเถอะ บทความพวกนี้จะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คนได้นะ หรือวันหนึ่งที่ความรู้สึกมันจูนกัน หรือตรงกับบทความที่เราเขียน เขาจะอินมากและเข้าใจเราอย่างลึกซึ้งเลย
Part 4 เริ่มต้นจับปากกา ขีดเขียนระบายสีดำออกจากใจ
เนื่องจากเป็นคนที่ชอบเขียนเพื่อนระบายอารมณ์แทนการพูดคุยกับคนอื่น (เพราะไม่อยากเอาเรื่องแย่ ๆ ของเราไปเป็นภาระใคร และอีกใจหนึ่งก็คือกลัวถูกปฏิบัติแบบที่คุณหมอท่านนั้นทำ) เราเลยเริ่มร้อยเรียงจากบทความสั้น ๆ มาเป็นเรื่องราว มีตัวละคร มีฉาก เข้ามาในบทบาทให้ดูมีอะไรมากยิ่งขึ้นซึ่งนั่นก็คือการเขียนนิยายแนวยูริ (เป็นแนวที่ชอบส่วนตัวค่ะ)
แต่จุดเริ่มต้นตอนนั้น คือเป็นช่วงที่เรายังคงดำมืดอยู่ค่ะ ทำให้นิยายที่เราเขียนนั้นค่อนข้างดาร์ก รุนแรง และสารภาพตามตรงเลยว่าบทบ้งมาก ๆ ด้วยวุฒิภาวะในตอนนั้นด้วย และความที่ยังไม่ตระหนักรู้ปัญหาสังคมมากนัก แม้นิยายจะได้ผลตอบรับดี แต่เรากลับไม่ได้ภูมิใจในสิ่งที่ได้ ยิ่งได้ตระหนักรู้แล้ว ว่าสิ่งที่เราเขียนไปนั้นเข้าข่ายการ romanticize และเราเป็นถึงสื่อ ทำให้เราตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะลบนิยายดังกล่าวนั้นออกจากแพลตฟอร์ม และปิดนิยายเรื่องอื่น ๆ ไปจนหมด ไม่เหลือเลยสักเรื่อง
แต่ก็นั่นแหละค่ะ ต่อให้ลบออกไป ก็ใช่ว่าจะลบออกจากใจเราได้อยู่ดี มันคล้ายกับตราบาปที่ทำให้เราจำไม่ลืม ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้หลังจากหยุดพักไปนานพอสมควร เราได้ตกตะกอนอะไรหลาย ๆ อย่าง และคิดว่าต่อไปนี้เราอยากจะเขียนอะไรที่มันจรรโลงใจ และให้อะไรแก่ผู้อ่านมากกว่าความสนุก นิยายบางเรื่องถูกกลับมารีไรต์ใหม่อีกครั้ง ปรับบทที่ดาร์ก ดำสนิท ให้สดใสและมีความหมายมากยิ่งขึ้น แม้มันจะไม่ได้เลยในทีแรก ยังมีเรื่องที่บ้ง ๆ หรือบางอย่างที่เรายังมองข้ามไปอยู่บ้าง แต่เรายอมรับกับสิ่งที่ทำไป และพร้อมจะนำไปปรับปรุง พัฒนา เพื่อจุดประสงค์ที่เราต้องการคือ... เขียนนิยายถึงใจคน
Part 5 รีโนเวตหัวใจดวงเดิม สู่การเขียนนิยายถึงใจคนจากปลายปากกา
ในส่วนของพาร์ตหลัง (ซึ่งเป็นพาร์ตปัจจุบันแล้วค่ะ) ตอนนี้นิยายที่เคยถูกสร้างจากปีศาจในใจเราได้หายไปจากแพลตฟอร์มแล้ว แต่เราวางแผนไว้ว่า อนาคตเราอาจจะหยิบยกเรื่องราวพวกนั้นกลับมารีไรต์ใหม่ เล่าใหม่ในแบบฉบับที่โตแล้ว คงความมืดมนได้แต่ต้องพบเจอแสงสว่างที่ปลายทางเหมือนที่เราได้เจอในชีวิต ปัจจุบันนี้เรามีนิยายที่เขียนจบไปหลายเรื่อง ช่วงแรก ๆ ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีสาระอะไรมากนักตามช่วงวัยที่เขียน แต่ช่วงหลังเริ่มพยายามที่จะเขียนนิยายที่ให้คุณค่ามากขึ้นไม่ว่าเรื่องใดก็เรื่องหนึ่งค่ะ
เราไม่สามารถพูดได้แบบเต็มปากหรอกว่า นิยายทุกเรื่องของเราดีที่สุด และเราไม่ใช่นักเขียนที่ดีที่สุดด้วย แต่เราเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่รักในการเขียน เคยจมอยู่ในห้วงความทุกข์ทรมานกับปีศาจในใจเรา และการเขียนก็ทำให้เรามองเห็นทางออกของความมืดมนเหล่านั้น การเขียนทำให้เราเห็นแสงสว่างเล็ก ๆ ที่จุดประกายให้เรามีวันนี้
เราเองก็อยากให้ทุกคน...ได้พบเจอแสงสว่างของตัวเองในสักวันหนึ่ง อาจไม่เหมือนกัน อาจมาในวันที่ไม่ทันตั้งตัว แต่เราเชื่อเสมอว่า แสงเล็ก ๆ นั้นมีอยู่ในใจทุกคน ถ้าวันนี้คุณยังหาไม่เจอ ก็ไม่เป็นไรเลยนะ ขอแค่อย่าฝืน อย่าเร่งรีบ แต่จงอยู่กับตัวเองอย่างอ่อนโยนให้เวลาค่อย ๆ คลี่แสงนั้นออกมา
เพราะคุณ...ก็มีคุณค่าในแบบของคุณเอง และอย่าลืมนะคะว่า คุณ...ก็ควรเห็นคุณค่าของตัวเองด้วยเหมือนกัน
Part 6 ความฝันสูงสุดในการเป็นนักเขียน
สุดท้ายนี้เราก็อยากมาบอกเล่าว่าความฝันสูงสุดในการเป็นนักเขียนของเราคืออะไร เราเคยวาดฝันว่าสักวันหนึ่งนิยายของเราจะได้หยิบยกไปเป็นซีรีส์ หรือได้เห็นตัวละครที่เราสร้างขึ้นพูดถึงนามปากกาของเราผ่านหน้าจอทีวี มันอาจจะเป็นฝันที่ใหญ่เกินเอื้อม แต่เราก็ยังรู้สึกว่าภาพที่วาดไว้นั้นมันช่างน่าอภิรมย์เมื่อนึกถึง เลยขอยกไว้ให้เป็นฝันที่ไม่กล้าฝัน แม้จะไกลเกินเอื้อมแต่ก็จะไม่ลืมความฝันนี้ค่ะ
แต่ทว่า ณ ตอนนี้...สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองประสบผลสำเร็จมากที่สุด คือคอมเมนต์จากนักอ่านที่บอกว่า "อ่านนิยายเรื่องนี้แล้วได้อะไรกลับไปเยอะเลย" ซึ่งมันคือสิ่งที่เราใฝ่ฝันว่าอยากเขียนนิยายถึงใจคน เราว่าสิ่งนี้เราทำสำเร็จแล้วค่ะ แม้ตอนนี้เราจะยังเป็นนักเขียนตัวเล็ก ๆ นิยายยังไม่ถูกค้นพบมากนัก เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่มีใครสักคนมองเห็น และเข้าใจความหมายที่เราต้องการใส่ลงไป นั่นแหละคือสิ่งที่เราภูมิใจในตัวเองที่สุด
และทั้งหมดที่เขียนมานี้ เราไม่ได้เขียนเพื่ออวยตัวเอง ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งหรือเป็นนักเขียนที่ดีกว่าใคร อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่า เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากมาบอกเล่าเรื่องราว วันที่เริ่มเขียน วันที่เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จนเราได้รู้แล้วว่า เราไม่ได้อยากเก่งกว่าใคร เราแค่อยากมีชีวิตอยู่เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในจินตนาการของเราออกมาสู่สายตาทุกคน เราอยากมีความหมายสำหรับใครสักคน หรือแม้แต่ตัวเราเองค่ะ
นิยายที่เราเขียน อาจไม่สวยงามในสายตาทุกคน แต่เราหวังว่ามันจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ สำหรับใครสักคน ที่กำลังรู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่
ถ้าคุณได้อ่าน แล้วรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดดเดี่ยว ยังมีนักเขียนคนนี้ที่อยู่เป็นเพื่อนคุณ
ถ้าคุณได้อ่าน และได้สัมผัสความรู้สึกต่าง ๆ ในเรื่องราวเหล่านั้น จะอมยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ แค่นั้น...มันก็มีความหมายกับเรามากพอแล้วค่ะ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นิยายของเราจะเป็นหนึ่งในลิสต์เรื่องโปรดของคุณ
สุดท้ายนี้ ขอฝากนามปากกา "นิลธารา" นักเขียนนิยายยูริตัวเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ นิยายอาจไม่ได้ฟีลกู้ดมากนัก แต่ทุกเรื่องราวแฝงความหมายมากมาย และจะมี "เพื่อน" คอยกับคุณทุกช่วงเวลาอย่างแน่นอน
"ขอบคุณที่อ่านกันจนจบนะคะ
ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับปีศาจในใจ
ลองค่อย ๆ หา 'กิจกรรมเล็ก ๆ' ที่ช่วยให้เราอยู่กับพวกเขาได้อย่างไม่กลัว
แล้ววันหนึ่ง...คุณจะรู้ว่า 'รอยยิ้ม'
เกิดขึ้นได้ในวันที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด
แต่มาจากใจที่เรียนรู้จะรักตัวเองได้มากขึ้นในทุกวัน"
จากคนที่เคยเขียนนิยายแค่เพื่อหนีความเศร้า...สู่คนที่อยู่กับซึมเศร้าได้ด้วยปลายปากกา
สวัสดีค่ะ
นี่เป็นกระทู้แรกเลยที่เราเลือกที่จะออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อที่จะมาแชร์ประสบการณ์ตรงของเราเอง ซึ่งอาจจะไม่ได้แฮปปีเอ็นดิ้ง หรือเป็นสูตรสำเร็จอะไร เพราะตอนนี้เราเองก็ยังอยู่กับโรคซึมเศร้า เพียงแต่ว่าสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ เราไม่ได้หายดี แค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันแบบที่จะไม่ยอมให้มันมาทำร้ายตัวเราอีก และใช่ค่ะ เราเลิกทานยามานานหลายปีแล้ว เรื่องนี้อาจจะเขียนยาวหน่อยนะคะ ว่าเรามีที่มาที่ไปอย่างไร อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้มาเขียนนิยายจนสามารถเป็นเพื่อนกับโรคซึมเศร้าได้ หากพร้อมแล้วก็มารับฟัง(อ่าน)ไปด้วยกันนะคะ
Part 1 ช่วงดำดิ่งสู่ความมืดมน จากเสียงเคาะของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
เพราะซึมเศร้ามันไม่เลือกเวลา ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกว่าคุณจะรวยหรือจน แต่หากมันเข้ามาแล้ว มันก็เหมือนแขกไม่ได้รับเชิญที่ย้ายเข้ามาอยู่ในใจเรา
บางวันมันเงียบ...บางวันมันเสียงดังจนเราไม่ได้ยินแม้แต่เสียงความคิดตัวเอง บางครั้งมันไม่ได้ร้องไห้ให้ใครเห็น แต่มันดันกัดกินข้างในหัวใจเราเงียบ ๆ จนหมดแรง ไม่อยากจะหายใจอีกต่อไป
ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่ทำให้เรารู้ตัวค่ะ ว่าตัวเองเริ่มผิดปกติ ไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำได้ดีอีกต่อไปแล้ว ไม่อยากจะเข้าสังคม หรือพูดคุยกับเพื่อนสนิท นอกจากนี้ยังได้ฟีดแบ็กจากคนรอบข้างด้วยว่าตัวเราไม่สดใสเหมือนเดิม นัยน์ตาดูเศร้ามาก สิ่งแรกที่เราทำได้คือการต้องยอมรับมัน ว่าเรากำลังมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเคาะประตูหัวใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนที่เรารู้ว่าตัวเองเป็น เราพยายามค้นข้อมูลให้มาก ๆ พูดคุยกับเพื่อนที่มีเป็นโรคนี้ นอกจากนี้ยังหาดูสื่อ ซีรีส์ต่าง ๆ ที่เริ่มมีการหยิบยกเรื่องซึมเศร้าออกมาเป็นวงกว้างมากขึ้น ทำแบบสอบถาม และสรุปได้ว่า ตัวเรามีภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรง ตอนนั้นตัดสินใจโทรหาคลินิกรักษาใจใกล้ฉันอย่างไม่ลังเลเลยค่ะ
Part 2 ช่วงยอมรับและเงยหน้ามองปีศาจร้ายที่อยู่ในใจ
เราตัดสินใจไปพบแพทย์คนเดียวโดยไม่บอกใคร ผลสรุปก็คือ เราเป็นซึมเศร้าจริง ๆ และต้องทานยา ปฏิบัติตามคำแนะนำอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกทางบ้าง ขอออกตัวก่อนนะคะว่าเราเป็นคนที่ค่อนข้างได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวมาก พ่อแม่ให้ความรักเป็นอย่างดี ให้อิสระเราได้ทำในสิ่งที่รักอย่างเต็มที่ และนั่นแหละค่ะเป็นเหตุให้แม่เราร้องไห้หนักมากที่รู้ว่าเราเป็นโรคซึมเศร้า แม่โทษตัวเองว่าดูแลเราไม่ดีพอเหรอ จนเราต้องเข้าไปกอดแล้วบอกท่านว่า มันคือสารเคมีในสมองนะ มันห้ามกันไม่ได้ พูดปรับความเข้าใจกันอยู่นาน จบลงด้วยการกอดกันร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง
หลังจากนั้นแม่ก็พร้อมที่จะพาเราไปปรึกษาจิตแพทย์ ไปฟังคำแนะนำด้วยกัน เรากับแม่เริ่มพูดคุยปรับตัวกันมากขึ้น และเราเองก็มีเพื่อนอีกคนที่ศึกษาด้านนี้มา คอยพูดคุยให้กำลังใจอยู่ตลอดเลยค่ะ จนวันหนึ่งที่ฟางเส้นสุดท้ายมันขาดลง คือการที่เราไปพบจิตแพทย์แล้วเห็นว่าคุณหมอเขาเอาแต่มองนาฬิกา เหลือเวลาอีกประมาณ 15 นาทีได้ที่เราต้องคุยกับคุณหมอ แต่พอมีผู้ช่วยเดินเข้ามาบอกว่า อีกเคสมาถึงแล้วนะ คุณหมอตัดจบเรื่องของเราทันทีเพื่อไปต้อนรับอีกเคสนึง ทั้ง ๆ ที่เราได้เพียงคำว่า "สู้ ๆ นะคะ มองบวกเข้าไว้ เดี๋ยวมันก็ดีเอง"
Part 3 ตัดฟางเส้นสุดท้าย และปรับเปลี่ยนมุมมองความคิด
นี่แหละค่ะคือจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งใหญ่ เรามีความคิดว่าแม้แต่หมอยังทำหน้าที่เท่าที่ควรทำ แล้วทำไม..."เราถึงยอมให้โรคซึมเศร้าเข้ามามีบทบาทในชีวิตเราขนาดนี้" ไม่แน่ใจว่ามันคือความคิดบ้า ๆ ตอนที่โกรธหมอหรือเปล่า แต่ยอมรับค่ะว่าโกรธจริง และเป็นแผลในใจเรามากที่เราหวังพึ่งเขา แต่กลับได้รับการปฏิบัติแบบนี้ (ความคิด ณ ขณะนั้นนะคะ) และนั่นทำให้เราต้องมาทบทวนตัวเอง และปรับเปลี่ยนมายเซ็ตครั้งใหญ่เลยค่ะ ว่าถ้าเราไม่รักตัวเอง ใครจะรักเรา ถ้าเราไม่พยายามมีความสุขด้วยตัวเอง แล้วใครจะมามีความสุขแทนเรา คนที่เห็นเราแล้วทุกข์ใจสาหัสกว่านั่นก็คือแม่ ครอบครัว และคนที่คอยอยู่ข้าง ๆ เรา
เราพยายามที่จะมีความสุขให้ได้แม้กับสิ่งเล็ก ๆ ออกไปดูดอกไม้ ท้องฟ้า และดื่มด่ำกับบรรยากาศ มองว่าทุกวันคือความสวยงามที่เรายังมีชีวิตอยู่ ช่วงแรกมันอาจจะทรมานหน่อยค่ะ ที่ต้องต่อสู้กับความคิดลบในตัวเอง ต่อสู้กับปีศาจภายในใจ แต่เราตั้งมั่นไว้อย่างเดียวเลยคือ อยากได้รอยยิ้มของแม่คืน เพราะถ้าแม่มีรอยยิ้ม ตัวเราเองก็จะมีรอยยิ้มเช่นกัน เช่นเดียวกับที่แม่คิด หากเราสุข แม่ก็จะสุข เราเลยโชคดีที่มีแม่คอยหนุนหลังและจูงมือผ่านไปด้วยกันในช่วงเวลาที่แย่ค่ะ
เราลืมบอกไปว่า ระหว่างที่เราทำการรักษา เราเขียนบทความเล็ก ๆ ชื่อว่า "บันทึกหลังกำแพง" (แต่ตอนนี้ลบทิ้งหมดแล้วนะคะ) เพื่อระบายความเจ็บปวดของตัวเองค่ะ ระบายทุกความห่าเหวที่ต้องเจอแต่ละวัน แต่ทุกคนเชื่อมั้ยคะ ว่าหลังจากที่เราค่อย ๆ ปรับมายเซ็ต ปรับมุมมองชีวิตใหม่ จากบันทึกหลังกำแพงก็กลายเป็นแสงสว่างเล็ก ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กที่ได้อ่านค่ะ เราเริ่มเขียนในเชิงสร้างสรรค์ เขียนบทความที่ทำให้ผู้รับสารจะยิ้มและอบอุ่นหัวใจตามไปด้วย จนมีรุ่นพี่เข้ามาบอกว่า ทำหนังสือหรือสร้างเพจเถอะ บทความพวกนี้จะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลาย ๆ คนได้นะ หรือวันหนึ่งที่ความรู้สึกมันจูนกัน หรือตรงกับบทความที่เราเขียน เขาจะอินมากและเข้าใจเราอย่างลึกซึ้งเลย
Part 4 เริ่มต้นจับปากกา ขีดเขียนระบายสีดำออกจากใจ
เนื่องจากเป็นคนที่ชอบเขียนเพื่อนระบายอารมณ์แทนการพูดคุยกับคนอื่น (เพราะไม่อยากเอาเรื่องแย่ ๆ ของเราไปเป็นภาระใคร และอีกใจหนึ่งก็คือกลัวถูกปฏิบัติแบบที่คุณหมอท่านนั้นทำ) เราเลยเริ่มร้อยเรียงจากบทความสั้น ๆ มาเป็นเรื่องราว มีตัวละคร มีฉาก เข้ามาในบทบาทให้ดูมีอะไรมากยิ่งขึ้นซึ่งนั่นก็คือการเขียนนิยายแนวยูริ (เป็นแนวที่ชอบส่วนตัวค่ะ)
แต่จุดเริ่มต้นตอนนั้น คือเป็นช่วงที่เรายังคงดำมืดอยู่ค่ะ ทำให้นิยายที่เราเขียนนั้นค่อนข้างดาร์ก รุนแรง และสารภาพตามตรงเลยว่าบทบ้งมาก ๆ ด้วยวุฒิภาวะในตอนนั้นด้วย และความที่ยังไม่ตระหนักรู้ปัญหาสังคมมากนัก แม้นิยายจะได้ผลตอบรับดี แต่เรากลับไม่ได้ภูมิใจในสิ่งที่ได้ ยิ่งได้ตระหนักรู้แล้ว ว่าสิ่งที่เราเขียนไปนั้นเข้าข่ายการ romanticize และเราเป็นถึงสื่อ ทำให้เราตัดสินใจครั้งใหญ่ที่จะลบนิยายดังกล่าวนั้นออกจากแพลตฟอร์ม และปิดนิยายเรื่องอื่น ๆ ไปจนหมด ไม่เหลือเลยสักเรื่อง
แต่ก็นั่นแหละค่ะ ต่อให้ลบออกไป ก็ใช่ว่าจะลบออกจากใจเราได้อยู่ดี มันคล้ายกับตราบาปที่ทำให้เราจำไม่ลืม ดังนั้นสิ่งที่เราทำได้หลังจากหยุดพักไปนานพอสมควร เราได้ตกตะกอนอะไรหลาย ๆ อย่าง และคิดว่าต่อไปนี้เราอยากจะเขียนอะไรที่มันจรรโลงใจ และให้อะไรแก่ผู้อ่านมากกว่าความสนุก นิยายบางเรื่องถูกกลับมารีไรต์ใหม่อีกครั้ง ปรับบทที่ดาร์ก ดำสนิท ให้สดใสและมีความหมายมากยิ่งขึ้น แม้มันจะไม่ได้เลยในทีแรก ยังมีเรื่องที่บ้ง ๆ หรือบางอย่างที่เรายังมองข้ามไปอยู่บ้าง แต่เรายอมรับกับสิ่งที่ทำไป และพร้อมจะนำไปปรับปรุง พัฒนา เพื่อจุดประสงค์ที่เราต้องการคือ... เขียนนิยายถึงใจคน
Part 5 รีโนเวตหัวใจดวงเดิม สู่การเขียนนิยายถึงใจคนจากปลายปากกา
ในส่วนของพาร์ตหลัง (ซึ่งเป็นพาร์ตปัจจุบันแล้วค่ะ) ตอนนี้นิยายที่เคยถูกสร้างจากปีศาจในใจเราได้หายไปจากแพลตฟอร์มแล้ว แต่เราวางแผนไว้ว่า อนาคตเราอาจจะหยิบยกเรื่องราวพวกนั้นกลับมารีไรต์ใหม่ เล่าใหม่ในแบบฉบับที่โตแล้ว คงความมืดมนได้แต่ต้องพบเจอแสงสว่างที่ปลายทางเหมือนที่เราได้เจอในชีวิต ปัจจุบันนี้เรามีนิยายที่เขียนจบไปหลายเรื่อง ช่วงแรก ๆ ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีสาระอะไรมากนักตามช่วงวัยที่เขียน แต่ช่วงหลังเริ่มพยายามที่จะเขียนนิยายที่ให้คุณค่ามากขึ้นไม่ว่าเรื่องใดก็เรื่องหนึ่งค่ะ
เราไม่สามารถพูดได้แบบเต็มปากหรอกว่า นิยายทุกเรื่องของเราดีที่สุด และเราไม่ใช่นักเขียนที่ดีที่สุดด้วย แต่เราเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่รักในการเขียน เคยจมอยู่ในห้วงความทุกข์ทรมานกับปีศาจในใจเรา และการเขียนก็ทำให้เรามองเห็นทางออกของความมืดมนเหล่านั้น การเขียนทำให้เราเห็นแสงสว่างเล็ก ๆ ที่จุดประกายให้เรามีวันนี้
เราเองก็อยากให้ทุกคน...ได้พบเจอแสงสว่างของตัวเองในสักวันหนึ่ง อาจไม่เหมือนกัน อาจมาในวันที่ไม่ทันตั้งตัว แต่เราเชื่อเสมอว่า แสงเล็ก ๆ นั้นมีอยู่ในใจทุกคน ถ้าวันนี้คุณยังหาไม่เจอ ก็ไม่เป็นไรเลยนะ ขอแค่อย่าฝืน อย่าเร่งรีบ แต่จงอยู่กับตัวเองอย่างอ่อนโยนให้เวลาค่อย ๆ คลี่แสงนั้นออกมา
เพราะคุณ...ก็มีคุณค่าในแบบของคุณเอง และอย่าลืมนะคะว่า คุณ...ก็ควรเห็นคุณค่าของตัวเองด้วยเหมือนกัน
Part 6 ความฝันสูงสุดในการเป็นนักเขียน
สุดท้ายนี้เราก็อยากมาบอกเล่าว่าความฝันสูงสุดในการเป็นนักเขียนของเราคืออะไร เราเคยวาดฝันว่าสักวันหนึ่งนิยายของเราจะได้หยิบยกไปเป็นซีรีส์ หรือได้เห็นตัวละครที่เราสร้างขึ้นพูดถึงนามปากกาของเราผ่านหน้าจอทีวี มันอาจจะเป็นฝันที่ใหญ่เกินเอื้อม แต่เราก็ยังรู้สึกว่าภาพที่วาดไว้นั้นมันช่างน่าอภิรมย์เมื่อนึกถึง เลยขอยกไว้ให้เป็นฝันที่ไม่กล้าฝัน แม้จะไกลเกินเอื้อมแต่ก็จะไม่ลืมความฝันนี้ค่ะ
แต่ทว่า ณ ตอนนี้...สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองประสบผลสำเร็จมากที่สุด คือคอมเมนต์จากนักอ่านที่บอกว่า "อ่านนิยายเรื่องนี้แล้วได้อะไรกลับไปเยอะเลย" ซึ่งมันคือสิ่งที่เราใฝ่ฝันว่าอยากเขียนนิยายถึงใจคน เราว่าสิ่งนี้เราทำสำเร็จแล้วค่ะ แม้ตอนนี้เราจะยังเป็นนักเขียนตัวเล็ก ๆ นิยายยังไม่ถูกค้นพบมากนัก เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่มีใครสักคนมองเห็น และเข้าใจความหมายที่เราต้องการใส่ลงไป นั่นแหละคือสิ่งที่เราภูมิใจในตัวเองที่สุด
และทั้งหมดที่เขียนมานี้ เราไม่ได้เขียนเพื่ออวยตัวเอง ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งหรือเป็นนักเขียนที่ดีกว่าใคร อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่า เราเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากมาบอกเล่าเรื่องราว วันที่เริ่มเขียน วันที่เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ จนเราได้รู้แล้วว่า เราไม่ได้อยากเก่งกว่าใคร เราแค่อยากมีชีวิตอยู่เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในจินตนาการของเราออกมาสู่สายตาทุกคน เราอยากมีความหมายสำหรับใครสักคน หรือแม้แต่ตัวเราเองค่ะ
นิยายที่เราเขียน อาจไม่สวยงามในสายตาทุกคน แต่เราหวังว่ามันจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ สำหรับใครสักคน ที่กำลังรู้สึกว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่
ถ้าคุณได้อ่าน แล้วรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดดเดี่ยว ยังมีนักเขียนคนนี้ที่อยู่เป็นเพื่อนคุณ
ถ้าคุณได้อ่าน และได้สัมผัสความรู้สึกต่าง ๆ ในเรื่องราวเหล่านั้น จะอมยิ้ม หัวเราะ หรือร้องไห้ แค่นั้น...มันก็มีความหมายกับเรามากพอแล้วค่ะ
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นิยายของเราจะเป็นหนึ่งในลิสต์เรื่องโปรดของคุณ
สุดท้ายนี้ ขอฝากนามปากกา "นิลธารา" นักเขียนนิยายยูริตัวเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ นิยายอาจไม่ได้ฟีลกู้ดมากนัก แต่ทุกเรื่องราวแฝงความหมายมากมาย และจะมี "เพื่อน" คอยกับคุณทุกช่วงเวลาอย่างแน่นอน
"ขอบคุณที่อ่านกันจนจบนะคะ
ขอส่งกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับปีศาจในใจ
ลองค่อย ๆ หา 'กิจกรรมเล็ก ๆ' ที่ช่วยให้เราอยู่กับพวกเขาได้อย่างไม่กลัว
แล้ววันหนึ่ง...คุณจะรู้ว่า 'รอยยิ้ม'
เกิดขึ้นได้ในวันที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบที่สุด
แต่มาจากใจที่เรียนรู้จะรักตัวเองได้มากขึ้นในทุกวัน"