ตามหัวข้อเลยค่ะ เราเป็นแม่ลูกสาม มีลูกสาวทั้งหมด 3 คน เลิกกับสามีตั้งแต่ลูกคนเล็กอายุได้ 4 เดือน เลี้ยงลูกมาเองตัวคนเดียวตลอดโดยสามีไม่ได้ช่วยส่งเสีย ไม่ได้ติดต่อกันเลยตลอดเวลา 15 ปี ที่เลิกกัน เรารับภาระหน้าที่ในการดูแลทุกคนในบ้านมีปัญหาเรื่องเครียดที่ต้องคอยคิดอยู่ตลอดจนสุดท้านเราป่วยเป็นโรคซึมเศร้า เรื่องมีอยู่ว่าลูกสาวคนที่ 2 อายุ 16 ปีมีปัญหาสุขภาพจิต เหมือนเราค่ะ น้องเป็นเด็กเงียบๆ มีอะไรมักไม่ค่อยพูดไม่ค่อยบอก เก็บไว้คนเดียว ในหนึ่งเพราะเขากลัวว่าแม่จะเครียด เพราะแม่ป่วยแบกรับเรื่องเยอะแล้ว ฐานะทางบ้านพวกเราไม่ได้ดี เราทำงานเงินเดือนตก22000/ต่อบางเดือนก็ได้น้อยกว่านั้น ส่งลูกคนโตเรียนมหาลัย อีก 2 คนเล็กเรียนมัธยมปลายตอนนี้ ลูกเคยมาปรึกษาว่าอยากไปหาหมอ เขานอนไม่หลับ เขามักพูดเสมอว่าหนูไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่รู้ว่าจะเรียนอะไรดี คนอื่นมีเป้าหมายกันหมดแต่หนูยังไม่รู้เลย ไม่ชอบอะไรสักอย่าง เมื่อเพื่อนๆคุยกันเรื่องจะเรียนต่ออะไรดี หนูรู้สึกไม่อยากคุยเรื่องพวกนี้ แต่เพื่อนไม่เข้าใจ ช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ลูกขอไปทำงานพาร์ทไทม์เพราะอยากมีรายได้เป็นของตัวเอง เราก็อนุญาตให้ไปทำได้ ลูกบอกว่ารู้สึกดีมากที่ไม่ได้ขอเงินแม่ หนูไม่กล้าขอแม่ เพราะรู้ว่าแม่ก็ไม่ค่อยมี (เรื่องนี้เราเคยพูดกับลูกๆ ว่าแม่อาจไม่สามารถซับพอตร์พวกหนุได้ทั้งหมดทุกเรื่องเพราะเป็นที่แม่เองที่มีให้ได้แค่นี้ถ้าลูกอยากทำอะไร ขอแค่ให้บอกแม่ล่วงหน้าก่อนสักหน่อยเพื่อให้แม่มีเวลาหาเงินมาให้) หลังจากลูกได้ไปทำงานก็มาเล่าให้ฟังว่ามีคนมาจีบตกลงคบหามาบอกให้แม่รับรู้ว่ามีแฟนเป็นใครคนที่ไหน ต่อมาเขาก็ทะเลาะกันแม่สังเกตลูกกลับมามีอาการซึมเงียบขรึมอยู่กับโทรศัทพ์ร้องไห้ในช่วงแรกเขาก็ไม่พูดบอกแค่ว่าทะเลาะกับแฟน จนต่อมาพฤติกรรมของลูกเริ่มแย่ลงอีกมักชอบแวะไปหารุ่นพี่ที่ทำงานคนหนึ่งที่ทำงานด้วยกันบ่อยๆจนกลับบ้านผิดเวลาเลยเถิดจนโกหกว่าไปนอนบ้านเพื่อนทำทีว่าไปบ้านเพื่อนให้เพื่อนมารับแล้ววีดีโอคลอมาให้แม่เห็นแต่ความจริงคือไปนอนกับพี่ที่ทำงานคนนั้น(เป็นผู้หญิง)และขาดเรียนไม่ไปเรียน ไม่ค่อยรับสายแม่หรือเมินข้อความ มักพูดโกหกเพื่อให้แม่วางใจเสมอสุดท้ายก็มาบอกว่าเลิกกับแฟนแล้ว ทะเลาะกันถูกด่าว่า โง่ ร่าน เป็นลูกกะหรี และไล่ให้ลูกเราไปตายซะ เราก็ปลอบใจลูก จนกระทั่งเปิดเรียน น้องขอทำงานต่อไปหลังเลิกเรียนคือเข้า 18:00-22:00 เราบอกกับลูกว่าถ้ายังอยากทำก็ได้นะ แต่ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหวมันหนักเกินไปแม่อยากให้ออกมาก่อน(เราค่อยข้างเป็นห่วงกลัวเขาพักผ่อนไม่เพียงพอและการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน จากโรงเรียนไปที่ทำงานค่อยข้างไกล) ต่อมาพฤติกรรมของลูกก็แย่ลงไปอีก เริ่มมีการทำร้ายตัวเอง(กรีดแขน เจาะตามตัว กรีดที่ฝ่าเท้า) กลับจากทำงานก็มุดตัวนอนเลย แอบเอายาของแม่ซึ่งเป็นยารักษาอาการซึมเศร้าไปกินปริมาณมาก มีความคิดไม่อยากอยู่แล้ว ไม่อยากไปเรียน ไม่อยากทำอะไร เราจึงพาลูกไปหาหมอที่โรงพยาบาลตามสิทธิก่อนครั้งแรกประเมินอาการเบื้องต้น ครั้งที่ 2 พบนักจิตบำบัดเด็ก สุดท้าย หมอคุยกับแม่ ขอตรวจเลือดตรวจฉี่น้อง และบอกว่าเคสน้องอยู่ในขั้นวิกฤตจำเป็นต้องส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยายาบาลศรีธัญญาในวันนี้เลย เราก็ยอมรับคำแนะนำของหมอและดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง และบอกกับลูกไปตามตรง ว่าหนูอาจจะต้องแอดมิดนะ ไม่ต้องกลัว ซึ่งลูกมีอาการหงุดหงิดฉุนเฉียวไม่อยากแอดมิด อยากกลับบ้าน บอกว่าหนูสบายใจที่อยู่กับแม่มากกว่าอีก แต่แม่คิดว่าแม่ไม่สามารถดูแลลูกได้ตลอดเวลาในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ลูกมีอาการแย่ลง ตัวแม่เองก็อาการแย่ลงด้วยเช่นกัน เมื่อทางโรงพยาบาลทำเรื่องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลศรีธัญญา หมอก็ให้ลูกเราเข้าไปพูดคุย จากนั้นก็คุยกับเราอีกที หมอแจ้งเราว่าประเมินอาการของน้องแล้วอยากให้น้องอยู่รักษาตัวที่โรงพบาลก่อนอย่างต่ำ 1 - 2 สัปดาห์ แต่ก็อยากถามว่าในความคิดเราที่เป็นแม่อยากให้ลูกอยู่ที่นี่ไหม เราตอบไปว่า แม่เป็นห่วงลูกนะ แต่ตอนนี้แม่เองก็อาการแย่ลงแม่รู้ตัวเอง และถ้าแม่ไม่ให้เขาอยู่ที่นี่ก็เหมือนแม่ละเลยก้าวข้ามจุดปมปัญหานี้ไป ซึ่งมันยังไม่ถูกแก้ไข ดังนั้นแม่เห็นด้วยกับหมอว่าควรให้ลูกอยู่ที่นี่ หมอก็ถามเรากลับอีกว่า แม่คิดมั้ยว่าการที่ตัดสินใจให้ลูกอยู่คือการลงโทษลูก เราบอกว่าไม่เคยมีความคิดนั้น เราแค่อยากให้ลูกเราหาย เราอายกได้ลูกคนเดิมที่น่ารักมีรอยยิ้มของเรากลับคืนมา หมอก็ถามย้อนกลับมาว่า แล้วแม่คิดว่าลูกจะคิดมั้ยว่าเราลงโทษเขา แม่ก็ตอบไปอีกว่า คิดค่ะ แต่ถ้าการที่แม่ทำแบบนี้แล้วจะช่วยลูกได้ ไม่เป็นไรเกลียดแม่ได้เลย เมื่อลูกเรารู้ว่าต้องนอนแอดมิดเขาก็ร้องไห้ออกมา เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ เขาบอกหนูอยากกลับบ้าน หนูไม่อยากอยู่ที่นี่ หนูไม่ชอบโรงพยาบาล จนหมอต้องสั่งฉีดยาคลายเครียดให้ ทางโรงพยาบาลไม่ให้พกอะไรติดตัวเข้าไปเลย มีแค่คอนแท็กเลนส์สายตา น้ำยาคอนแท็ก และน้ำตาเทียมเพราะลูกมักมีอาการตาแห้งเสมอ ลูกต้องตัดขาดโลกภายนอก แม้แต่โทณศัพท์ก็ห้ามพกเข้าไป เรารู้สึกเหมือนส่งลูกเข้าไปติดคุก ทรมานใจมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นห่วงเขามากๆ หมอไม่ให้เข้าเยียมจนกว่าจะครบ 1 สัปดาห์ ระหว่างนี้เราทำได้แค่ฝากเงิน และ ขนมเข้าไปให้เท่านั้น ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเมื่อลูกรักษาเสร็จออกมา เขาจะมองเรายังไง คำสุดท้ายที่เราพูดกับลูกคือ จำไว้นะลูกคนเรามักมีสิ่งที่ อยากทำแต่ไม่ได้ทำ กับ ไม่อยากทำแต่จำเป็นต้องทำเสมอ แม่รู้ว่าว่านี่คือสิ่งที่หนูไม่อยากทำ แม่เองก็ไม่อยาก แต่เราทั้งคู่จำเป็นต้องทำและผ่านมันไปให้ได้ ไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจเรามั้ย แต่ก็คาดหวังว่าดีขึ้น
ไม่รู้คิดถูกหรือผิดที่ยอมส่งลูกเข้าแอดมิดรักษาอาการซึมเศร้าที่ศรีธัญญา