สั้น ๆ ก็คือ เริ่มต้น
ภาษาฝรั่งเศสนั้นจะมีนิเสธตัวเดียว คือ
Jeo [ne] dis "ฉัน[ไม่]พูด"
ซึ่งนี่เป็น phase ที่ 1
ต่อมาภาษาฝรั่งเศสก็จะเข้า
เป็น phase ที่ 2 ในปัจจุบัน คือ
Je [ne] dis [pas] ต้นเหตุนั้น
หลัก ๆ มี 2 สมมติฐานคือ
- สมมติฐานแรก
นิเสธ มีความสำคัญกับรูปประโยคมาก ๆ
เราพูดผิดจาก "ฉันชอบกิน" เป็น "เขาชอบกิน"
ก็ยังพอรู้อยู่อีกว่า ใครสักคนหนึ่งชอบกิน
แต่พอพูดผิดจาก "ฉันชอบกิน" เป็น "ฉันไม่ชอบกิน"
ประโยคมันจะกลับกันคนละเรื่องเลย
ทำให้นิเสธต้องเน้นย้ำสัก 2 รอบ เพื่อให้ชัดเจน
อย่างในภาษาอังกฤษยุคเก่าแบบ I no say
กลายเป็นแบบ I no say not ในอังกฤษยุคกลาง
- ส่วนสมมติฐานที่สอง
นิเสธตัวที่สอง เดิมมันไม่ได้เป็นนิเสธด้วยซ้ำ
เพียงแต่มันดันใช้กับคำนิเสธบ่อยจนมองว่าเป็นนิเสธ
อย่างคำว่า pas เดิมแปลว่า ก้าวเดิน
(รากศัพท์ละติน passus) อย่างในประโยค
"Je ne marches pas" แปลว่า "ฉันออกไปเดิน"
แต่เพราะ pas พบเจอกับ ne บ่อย
จน pas กลายเป็นนิเสธไปโดยปริยาย
นอกจาก pas ที่เปลี่ยนแล้ว อย่างคำว่า
Personne ที่แปลว่าผู้คน ก็กลายเป็น ไม่มีใคร
อย่างในประโยค "Je ne dis personne"
เพราะ personne ใช้คู่กับ ne บ่อยจัด
ทีนี้ Jespersen's Cycle มันยังมีอีก phase
คือ phase 3 จาก "Je ne dis pas"
กลายเป็น "Je dis pas" เหมือนภาษาพูด
ของภาษาฝรั่งเศสในปัจจุบัน
ในภาษาอังกฤษ ก็ได้ผ่านครบ 3 phase แล้ว
จาก "I no say" เป็น "I no say not"
ตามด้วย "I say not" แล้วก็มีการปรับเปลี่ยน
ใช้ "I do not + say" เป็น "I don't say"
ซึ่งก็อยู่ใน phase ที่ 1
ปล.
ถ้าภาษาฝรั่งเศส แปลผิด ก็ขออภัยล่วงหน้านะ
อ้างอิง:
Trust me bro!
(ขึ้เกียจแปะเปเปอร์อ้างอิงละ)
[Jespersen's Cycle] ต้นเหตุที่ว่าทำไมภาษาฝรั่งเศสถึงถึงมีนิเสธสองตัว "Je [ne] dis [pas]"
ภาษาฝรั่งเศสนั้นจะมีนิเสธตัวเดียว คือ
Jeo [ne] dis "ฉัน[ไม่]พูด"
ซึ่งนี่เป็น phase ที่ 1
ต่อมาภาษาฝรั่งเศสก็จะเข้า
เป็น phase ที่ 2 ในปัจจุบัน คือ
Je [ne] dis [pas] ต้นเหตุนั้น
หลัก ๆ มี 2 สมมติฐานคือ
- สมมติฐานแรก
นิเสธ มีความสำคัญกับรูปประโยคมาก ๆ
เราพูดผิดจาก "ฉันชอบกิน" เป็น "เขาชอบกิน"
ก็ยังพอรู้อยู่อีกว่า ใครสักคนหนึ่งชอบกิน
แต่พอพูดผิดจาก "ฉันชอบกิน" เป็น "ฉันไม่ชอบกิน"
ประโยคมันจะกลับกันคนละเรื่องเลย
ทำให้นิเสธต้องเน้นย้ำสัก 2 รอบ เพื่อให้ชัดเจน
อย่างในภาษาอังกฤษยุคเก่าแบบ I no say
กลายเป็นแบบ I no say not ในอังกฤษยุคกลาง
- ส่วนสมมติฐานที่สอง
นิเสธตัวที่สอง เดิมมันไม่ได้เป็นนิเสธด้วยซ้ำ
เพียงแต่มันดันใช้กับคำนิเสธบ่อยจนมองว่าเป็นนิเสธ
อย่างคำว่า pas เดิมแปลว่า ก้าวเดิน
(รากศัพท์ละติน passus) อย่างในประโยค
"Je ne marches pas" แปลว่า "ฉันออกไปเดิน"
แต่เพราะ pas พบเจอกับ ne บ่อย
จน pas กลายเป็นนิเสธไปโดยปริยาย
นอกจาก pas ที่เปลี่ยนแล้ว อย่างคำว่า
Personne ที่แปลว่าผู้คน ก็กลายเป็น ไม่มีใคร
อย่างในประโยค "Je ne dis personne"
เพราะ personne ใช้คู่กับ ne บ่อยจัด
ทีนี้ Jespersen's Cycle มันยังมีอีก phase
คือ phase 3 จาก "Je ne dis pas"
กลายเป็น "Je dis pas" เหมือนภาษาพูด
ของภาษาฝรั่งเศสในปัจจุบัน
ในภาษาอังกฤษ ก็ได้ผ่านครบ 3 phase แล้ว
จาก "I no say" เป็น "I no say not"
ตามด้วย "I say not" แล้วก็มีการปรับเปลี่ยน
ใช้ "I do not + say" เป็น "I don't say"
ซึ่งก็อยู่ใน phase ที่ 1
ปล.
ถ้าภาษาฝรั่งเศส แปลผิด ก็ขออภัยล่วงหน้านะ
อ้างอิง:
Trust me bro!
(ขึ้เกียจแปะเปเปอร์อ้างอิงละ)