ความคืบหน้า แจกเงินดิจิทัล 10000 เฟส 4 กลุ่มอายุ 21-59 📌เงื่อนไขรับสิทธิ์

📌ความคืบหน้าการแจกเงินดิจิทัลเฟส 4กลุ่มอายุ 21-59 ปี
ขณะที่กลุ่มวัยทำงาน (21-59 ปี) โดยนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลมีแผนแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 โดยกันงบประมาณไว้ 1.5 แสนล้านบาท ยืนยัน กลุ่มอายุ 21 ปีขึ้นไป ได้รับเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท แน่นอน และจะต้องนำเสนอโครงการฯ เข้า ครม. ก่อน 30 กันยายน 2568

📌เงื่อนไขรับสิทธิ์
  * ต้องเป็นคนที่ลงทะเบียนแอปพลิเคชันทางรัฐ ที่ยืนยันตัวตน มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป (ก่อนวันที่ 16 ก.ย.67)
  * ไม่เป็นผู้มีรายได้เกิน 840,000 บาท (สำหรับปีภาษี 2566)
  * ไม่เป็นผู้ที่มีเงินฝากกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวมกันเกิน 500,000 บาท (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567)
  * ไม่เป็นผู้ที่อยู่ระหว่างต้องโทษจำคุกในเรือนจำ
  * ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการ/โครงการอื่น ๆ ของรัฐ
  * ไม่เป็นผู้ฝ่าฝืนเงื่อนไขของมาตรการ/โครงการอื่น ๆ ของรัฐ

📌รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนผ่าน 4 ธนาคารของรัฐ ไปรษณีย์ไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมให้บริการสำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนผ่านการตรวจสอบของ กสทช.
  * ธกส.
  * ธอส.
  * ธนาคารออมสิน
  * ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  * ไปรษณีย์ไทย
  * องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ
นโยบายนี้ยังคงได้รับการถกเถียงถึงความคุ้มค่า และผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งรัฐบาลต้องพิจารณาแนวทางให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนทุกกลุ่ม

"นักวิชาการเตือน แจกเงินดิจิทัลวัย 16-20 ปี ควรมุ่งเน้นสร้างอาชีพ มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ"

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา แสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทให้กับกลุ่มอายุ 16-20 ปี โดยมองว่ารัฐบาลมุ่งเน้นแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยขาดการพิจารณาถึงปัจจัยอื่นที่อาจช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า
นายสมพงษ์เสนอว่า รัฐบาลควรใช้เงินจำนวนนี้เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเรียนรู้การบริหารการเงินและพัฒนาทักษะเพื่อสร้างรายได้ผ่านแนวคิด "Learn to Earn" โดยเน้นกลุ่มเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา (NEET) ซึ่งมีอยู่กว่า 1.4 ล้านคน ให้สามารถอัพสกิล รีสกิล และนำเงินไปใช้สร้างธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ปลูกผักอินทรีย์ ขายของกิน หรือเรียนฝึกอาชีพ

นอกจากนี้ เขาแนะนำให้สถานศึกษาเพิ่มหลักสูตรการบริหารเงิน เพื่อให้เด็กสามารถนำเงินที่ได้รับไปลงทุนหรือประกอบอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์


ที่มา https://www.sanook.com/money/935895/?utm_source=taboola&utm_medium=organic_content_recirculation
ที่มา https://www.matichon.co.th/local/education/news_5093840
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่