“ณัฐชา” ทวงสัญญา กำจัด “ปลาหมอคางดำ” กี่โมง
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_802150/
ไหนว่าวาระแห่งชาติ! “ณัฐชา” ทวงสัญญา กำจัด “ปลาหมอคางดำ” กี่โมง ซัดรัฐบาลผลงานไม่คืบ ด้านตัวแทนเกษตรกร โอด มีความพยายามออกสื่อว่าดีขึ้น แต่หลังฉากหนักหนาสาหัสกว่าเดิมมาก
ที่มูลนิธิชีววิถี (BioThai) ครัวใบโหนด เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์คาบสมุทรสทิงพระ เครือข่ายความมั่นคงทางอาหารภาคใต้ และ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน(ขสช.) ร่วมจัดเวที “
ฟื้นฟูระบบนิเวศปกป้องความมั่นคงทางอาหาร กรณีการระบาดของปลาหมอคางดำ พื้นที่สงขลา-นครศรีธรรมราช” โดยมี นาย
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานอนุกมธ.ปลาหมอคางดำ สภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมเสวนาด้วย
นาย
ณัฐชา กล่าวว่า อานุภาพการทำลายล้างสูงของปลาหมอคางดำมี 2 อย่างสำคัญ คือ เกิดเร็วและหิวบ่อย แต่ไม่มีผู้ล่าตามธรรมชาติ เพราะเป็นปลาต่างถิ่นจากกานา เป็นคำตอบว่าทำไมจาก 2,000 ตัว ที่เอกชนนำเข้ามาเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว กลายเป็นหายนะในวันนี้
ทั้งนี้ การตรวจสอบตอนนั้น กรมประมง ชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า ดูด้วยสายตาแล้วกะเอา ตัวเลขข้อมูลทั้งหมด ฟากทางบริษัทส่งมาให้ หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดตามใดๆ จนมาพบเจอปลาสายพันธุ์นี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตำบล อำเภอ จังหวัดเดียวกันกับศูนย์เพาะเลี้ยงที่ขอนำเข้ามา นี่คือข้อเท็จจริงที่ได้มา
หลังจากนั้น สถานการณ์ระบาดของปลาหมอคางดำหนักขึ้นเรื่อยมา จนทำให้ปัญหายังคงลุกลามและบานปลายไปถึง 19 จังหวัดในปัจจุบัน โดยเฉพาะการระบาดไปถึงชายแดนไทยกัมพูชาและมาเลเซียมีความน่ากังวล เพราะหากมีการระบาดอาจนำไปสู่การฟ้องร้องรัฐบาลไทยได้ อีกทั้งจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารแน่นอน
ดังนั้น ถึงเวลาที่พี่น้องประชาชนต้องลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้อง ในเมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นต้องตั้งคำถามกับภาครัฐว่าจะเอาอย่างไร ตนเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำ คือ การเอาผิดกับต้นตอที่ทำให้เกิดการระบาดด้วยการนำเข้ามา
ซึ่งขณะนี้ทางกรรมาธิการรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นรายงานไว้แล้ว หากภาครัฐจะเอาจริงเมื่อไหร่ หยิบรายงานเป็นข้อมูลฟ้องร้องบริษัทและใครก็ตามที่เกี่ยวข้องได้ทันที แต่ถึงตอนนี้แม้ประกาศวาระแห่งชาติแล้ว กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ และรัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยาผู้เสียหายด้วย
‘อนุดิษฐ์’ แนะ ‘ทัพฟ้า’ ชะลอซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่
https://ch3plus.com/news/political/ch3onlinenews/424567
‘อนุดิษฐ์’ แนะ กองทัพอากาศ ชะลอซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่ 1.9 หมื่นล้าน หลัง ‘ทรัมป์’ คืนเก้าอี้ ประธานาธิปดี มะกัน เชื่ออาจได้ข้อเสนอที่คุ้มค่ามากขึ้น
น.อ.
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตผู้บังคับฝูงบิน F-16 และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่กองทัพอากาศไทย (ทอ.) กำลังพิจารณาจัดซื้อเครื่องบินรบแบบ JAS 39 Gripen จากประเทศสวีเดนว่า การเลือกซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่มีนัยสำคัญ ทั้งในแง่มูลค่างบประมาณที่ไม่ใช่แค่กว่า 1.9 หมื่นล้านบาทในเฟสแรก หรือ 4 ลำ แต่หมายถึงเกือบ 6 หมื่นล้านบาทเพื่อให้ครบฝูงบิน 12 ลำในอนาคตอันใกล้ และยังต้องคำนึงถึงในแง่ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ ตลอดจนผลดีผลเสียเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งกับประเทศคู่ค้า และกับชาติอื่นๆ ที่อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ดีกับชาติคู่ค้าที่ประเทศไทยจะไปซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ในครั้งนี้ด้วย
“
การพิจารณาเลือกซื้อเครื่องบินรบ Gripen จากสวีเดนในครั้งแรกนั้นเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับ F-16 block 70/72 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางสวีเดนได้นำเสนอนโยบายชดเชย (Offset Policy) ที่เหนือกว่าทางสหรัฐฯ แต่ในขณะนี้สหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำเป็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การทบทวนข้อเสนอใหม่กับสหรัฐฯ อาจช่วยให้ประเทศไทยได้รับเงื่อนไขที่คุ้มค่ากว่าเดิมหรือไม่” น.อ.
อนุดิษฐ์ กล่าว
น.อ.
อนุดิษฐ์ เปิดเผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ในสมัยประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก กองทัพอากาศไทยได้จัดซื้อเครื่องบินฝึกแบบ T-6 และเครื่องบินโจมตีแบบ AT-6 จากสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้น สหรัฐฯ ได้เสนอนโยบายชดเชยโดยตรง (Direct Offset) ที่ชัดเจน ซึ่งครอบคลุมถึงการให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีส่วนร่วมในการผลิตชิ้นส่วนและการมอบ Software Source Code ของเครื่องบินให้ไทยได้ใช้งานจริง สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้และช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ แม้ว่าทางสวีเดนจะเคยนำเสนอนโยบายชดเชยแบบทางอ้อมในการจัดซื้อ Gripen ฝูงบินแรก แต่กลับมีข้อสงสัยในด้านความโปร่งใสและชัดเจนของข้อเสนอดังกล่าว
“
การที่นโยบายชดเชยทางอ้อมไม่สามารถตรวจสอบและวัดผลได้อย่างชัดเจน จึงเป็นประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ในการจัดซื้อ Gripen ครั้งนี้ ควรมีการระบุข้อเสนอชดเชยที่เป็นรูปธรรมและสามารถตรวจสอบได้ในสัญญา เพื่อป้องกันความไม่ชัดเจนที่อาจเกิดขึ้น” น.อ.
อนุดิษฐ์ ระบุ
น.อ.
อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่ไทยซื้อกริพเพนฝูงแรกนั้น สวีเดนยังไม่ได้เข้าร่วมสมาชิกนาโต้เพราะต้องการรักษาสถานะภาพประเทศเป็นกลางเพื่อไม่ต้องการสร้างความหวาดระแวงจากรัสเซีย แต่ครั้งนี้การเลือกซื้อเครื่องบินจากสวีเดน ซึ่งเข้าเป็นสมาชิก NATO แล้วนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียก็เป็นได้ การที่ประเทศใน NATO มีบทบาทในภูมิภาคเอเชียและยุโรปเหนือ อาจสร้างความกังวลให้กับรัสเซีย ซึ่งอาจมองว่าสวีเดนอยู่ในฝั่งตรงข้าม การพิจารณาประเด็นนี้อย่างถี่ถ้วนจะช่วยให้ไทยรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“
การจัดซื้อเครื่องบินรบครั้งนี้ใช้เงินงบประมาณของชาติเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการทางยุทธการเท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศมหาอำนาจด้วย หากไทยต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ได้รับความสัมพันธ์ที่ลดต่ำลง นั่นอาจถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ” น.อ.
อนุดิษฐ์ ระบุ
น.อ.
อนุดิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ในกรณีที่การเจรจาซื้อเครื่องบินครั้งนี้ หากไม่สามารถได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมจากทั้งสวีเดนและสหรัฐฯ การชะลอการจัดซื้อออกไปอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อรอข้อเสนอที่ตรงตามความต้องการของประเทศในระยะยาว เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อครั้งนี้อย่างรอบคอบ และได้ข้อสรุปที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทย ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ และการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ แต่หากมีความจำเป็นทางด้านยุทธการอย่างยิ่งยวด ก็ยังสามารถหาเครื่องบินรบยุค 4.5 จำนวน 12 เครื่องเข้ามาทดแทนเครื่องรุ่นเก่าได้ไม่ยาก แถมราคายังประหยัดมากกว่า 50% อีกด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญใน ทอ.คงทราบดีว่าต้องทำอย่างไร เพราะในอดีตก็มีผู้ที่ทำสำเร็จมาแล้ว
"
หากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย แต่รัฐบาลยังยืนยันที่จะจัดซื้อให้ได้ ย่อมสะท้อนให้เห็นความบกพร่องและต้องการแต่การใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไม่คุ้มค่าเท่านั้น"
ลุ้น สศช.ประกาศจีดีพี Q3 หวั่นโตต่ำกว่า 3% ฉุดโมเมนตัม
https://www.prachachat.net/finance/news-1694296
ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จะแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ปี 2567 รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567-2568
โดยช่วงที่ผ่านมา หลายสำนักฟันธงค่อนข้างเหมือนกันว่า เศรษฐกิจปีนี้น่าจะขยายตัวไม่เกิน 3% แต่ปีหน้ามีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 3% อย่างไรก็ดี ปัจจัยภายนอกที่ขณะนี้รู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐแล้ว ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 แถมพรรครีพับลิกันยังครองทั้งสภาบนและสภาล่าง แน่นอนว่าจะส่งผลกับเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
“คลัง-ธปท.” คาดปีนี้โต 2.7%
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการคลังแถลงประมาณการครั้งล่าสุด คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวที่ 2.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.2% ถึง 3.2%) คงเดิมจากประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2566 ที่ขยายตัวที่ 1.9% ต่อปี นำโดยการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ส่วนปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) จากปัจจัยบวก 4 ด้านหลักคือ การบริโภคภาคเอกชน การส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 โตได้ใกล้เคียง 3% ส่วนทั้งปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ที่ 2.7% (เดิมคาด 2.6%) และปี 2568 คาดโตที่ 2.9% (เดิมคาด 3%) โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่ปรับดีขึ้นตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่ม รวมถึง SMEs ยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง
KKP หวั่น Q3 แผ่ว ฉุดแรงส่ง
ดร.
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เดิมประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 3 จะออกมาใกล้ ๆ 3% แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว เนื่องจากตัวเลขในภาคการผลิตหลายตัวดูแผ่วกว่าคาด ทำให้ไม่แน่ใจว่าแรงส่งจากภาคการคลังจะเพียงพอที่จะดันการเติบโตกลับไปใกล้ ๆ 3% ได้หรือไม่ ซึ่งก็มีโอกาสที่จะออกมาต่ำกว่า 3%
ขณะที่ไตรมาส 4 ยังต้องติดตามแรงกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่แต่เดิมคาดว่าจะทำให้จีดีพีไตรมาส 4 โตได้มากกว่า 4% แต่หากออกมาแผ่ว ก็จะทำให้ทั้งปีอาจจะโตไม่ถึง 2.7-2.8%
“
จริง ๆ ในไตรมาส 3 ควรจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งควรจะดีขึ้นจากที่ไตรมาส 1-2 งบฯ ยังไม่ออก แต่พอไปดูตัวเลขภาคการผลิต ก็มีหลายตัวที่แผ่วกว่าที่คาด แล้วยอดขายรถ ยอดขายบ้านที่แผ่วก็เป็นตัวฉุดเหมือนกัน”
นโยบาย ทรัมป์ กดดัน ศก.ไทย
ขณะที่ปี 2568 ดร.
พิพัฒน์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญ 3 ปัจจัยท้าทายที่สำคัญคือ
1. เรื่องความสามารถในการแข่งขัน ที่เห็นภาคการผลิตแผ่วมาสักพักแล้ว และยังไม่ดีขึ้น
2. งบดุลภาคครัวเรือน ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ยอดขายรถ ยอดขายบ้าน มีเอฟเฟ็กต์ค่อนข้างรุนแรง ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี แบงก์ยิ่งไม่ปล่อยกู้ ก็ไม่มีใครบริโภค แล้วยิ่งหากเจอการค้าโลกมีปัญหาอีก
และ 3. การท่องเที่ยวที่เคยเป็นแรงส่งสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็จะมีแรงส่งน้อยลงด้วย ดังนั้น หากภาคการผลิตไม่กลับมา การบริโภคไม่ดี ลงทุนไม่มี ก็จะเหนื่อยมาก
“
คิดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยน่าจะยังเหนื่อย ตอนนี้ต้องรอดูตัวเลขไตรมาส 3 ถ้าออกมาใกล้ ๆ 3% ก็ยังถือว่าโอเค แต่ถ้าต่ำกว่า 3% โมเมนตัมน่าจะฮวบเลย ซึ่งการมาของทรัมป์ ผมว่าน่าจะกดดันเศรษฐกิจไทยให้เหนื่อยยิ่งกว่าเดิม ต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม คือสมัยก่อนการส่งออกจะลิงก์กับการผลิตในประเทศ แต่ตอนนี้เริ่มไม่ลิงก์แล้ว ส่งออกดีขึ้น แต่การผลิตยังติดลบ ก็ไม่รู้ว่าเราเอาอะไรไปส่งออก” ดร.
พิพัฒน์กล่าว
JJNY : ทวงสัญญากำจัด“ปลาหมอคางดำ”กี่โมง│‘อนุดิษฐ์’ แนะ ‘ทัพฟ้า’ ชะลอซื้อ│ลุ้น สศช.ประกาศจีดีพี Q3│สเปนเผชิญน้ำท่วมซ้ำสอง
https://www.innnews.co.th/news/politics/news_802150/
ไหนว่าวาระแห่งชาติ! “ณัฐชา” ทวงสัญญา กำจัด “ปลาหมอคางดำ” กี่โมง ซัดรัฐบาลผลงานไม่คืบ ด้านตัวแทนเกษตรกร โอด มีความพยายามออกสื่อว่าดีขึ้น แต่หลังฉากหนักหนาสาหัสกว่าเดิมมาก
ที่มูลนิธิชีววิถี (BioThai) ครัวใบโหนด เครือข่ายกลุ่มออมทรัพย์คาบสมุทรสทิงพระ เครือข่ายความมั่นคงทางอาหารภาคใต้ และ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน(ขสช.) ร่วมจัดเวที “ฟื้นฟูระบบนิเวศปกป้องความมั่นคงทางอาหาร กรณีการระบาดของปลาหมอคางดำ พื้นที่สงขลา-นครศรีธรรมราช” โดยมี นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานอนุกมธ.ปลาหมอคางดำ สภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมเสวนาด้วย
นายณัฐชา กล่าวว่า อานุภาพการทำลายล้างสูงของปลาหมอคางดำมี 2 อย่างสำคัญ คือ เกิดเร็วและหิวบ่อย แต่ไม่มีผู้ล่าตามธรรมชาติ เพราะเป็นปลาต่างถิ่นจากกานา เป็นคำตอบว่าทำไมจาก 2,000 ตัว ที่เอกชนนำเข้ามาเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว กลายเป็นหายนะในวันนี้
ทั้งนี้ การตรวจสอบตอนนั้น กรมประมง ชี้แจงต่อกรรมาธิการว่า ดูด้วยสายตาแล้วกะเอา ตัวเลขข้อมูลทั้งหมด ฟากทางบริษัทส่งมาให้ หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดตามใดๆ จนมาพบเจอปลาสายพันธุ์นี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตำบล อำเภอ จังหวัดเดียวกันกับศูนย์เพาะเลี้ยงที่ขอนำเข้ามา นี่คือข้อเท็จจริงที่ได้มา
หลังจากนั้น สถานการณ์ระบาดของปลาหมอคางดำหนักขึ้นเรื่อยมา จนทำให้ปัญหายังคงลุกลามและบานปลายไปถึง 19 จังหวัดในปัจจุบัน โดยเฉพาะการระบาดไปถึงชายแดนไทยกัมพูชาและมาเลเซียมีความน่ากังวล เพราะหากมีการระบาดอาจนำไปสู่การฟ้องร้องรัฐบาลไทยได้ อีกทั้งจะเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารแน่นอน
ดังนั้น ถึงเวลาที่พี่น้องประชาชนต้องลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้อง ในเมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นต้องตั้งคำถามกับภาครัฐว่าจะเอาอย่างไร ตนเห็นว่าสิ่งที่ต้องทำ คือ การเอาผิดกับต้นตอที่ทำให้เกิดการระบาดด้วยการนำเข้ามา
ซึ่งขณะนี้ทางกรรมาธิการรวบรวมข้อมูลจัดทำเป็นรายงานไว้แล้ว หากภาครัฐจะเอาจริงเมื่อไหร่ หยิบรายงานเป็นข้อมูลฟ้องร้องบริษัทและใครก็ตามที่เกี่ยวข้องได้ทันที แต่ถึงตอนนี้แม้ประกาศวาระแห่งชาติแล้ว กลับยังไม่มีการดำเนินการใดๆ และรัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยาผู้เสียหายด้วย
‘อนุดิษฐ์’ แนะ ‘ทัพฟ้า’ ชะลอซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่
https://ch3plus.com/news/political/ch3onlinenews/424567
‘อนุดิษฐ์’ แนะ กองทัพอากาศ ชะลอซื้อเครื่องบินรบฝูงใหม่ 1.9 หมื่นล้าน หลัง ‘ทรัมป์’ คืนเก้าอี้ ประธานาธิปดี มะกัน เชื่ออาจได้ข้อเสนอที่คุ้มค่ามากขึ้น
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตผู้บังคับฝูงบิน F-16 และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่กองทัพอากาศไทย (ทอ.) กำลังพิจารณาจัดซื้อเครื่องบินรบแบบ JAS 39 Gripen จากประเทศสวีเดนว่า การเลือกซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่มีนัยสำคัญ ทั้งในแง่มูลค่างบประมาณที่ไม่ใช่แค่กว่า 1.9 หมื่นล้านบาทในเฟสแรก หรือ 4 ลำ แต่หมายถึงเกือบ 6 หมื่นล้านบาทเพื่อให้ครบฝูงบิน 12 ลำในอนาคตอันใกล้ และยังต้องคำนึงถึงในแง่ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ ตลอดจนผลดีผลเสียเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งกับประเทศคู่ค้า และกับชาติอื่นๆ ที่อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ดีกับชาติคู่ค้าที่ประเทศไทยจะไปซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ในครั้งนี้ด้วย
“การพิจารณาเลือกซื้อเครื่องบินรบ Gripen จากสวีเดนในครั้งแรกนั้นเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับ F-16 block 70/72 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางสวีเดนได้นำเสนอนโยบายชดเชย (Offset Policy) ที่เหนือกว่าทางสหรัฐฯ แต่ในขณะนี้สหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำเป็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การทบทวนข้อเสนอใหม่กับสหรัฐฯ อาจช่วยให้ประเทศไทยได้รับเงื่อนไขที่คุ้มค่ากว่าเดิมหรือไม่” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
น.อ.อนุดิษฐ์ เปิดเผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ในสมัยประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก กองทัพอากาศไทยได้จัดซื้อเครื่องบินฝึกแบบ T-6 และเครื่องบินโจมตีแบบ AT-6 จากสหรัฐฯ ซึ่งในขณะนั้น สหรัฐฯ ได้เสนอนโยบายชดเชยโดยตรง (Direct Offset) ที่ชัดเจน ซึ่งครอบคลุมถึงการให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีส่วนร่วมในการผลิตชิ้นส่วนและการมอบ Software Source Code ของเครื่องบินให้ไทยได้ใช้งานจริง สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้และช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ แม้ว่าทางสวีเดนจะเคยนำเสนอนโยบายชดเชยแบบทางอ้อมในการจัดซื้อ Gripen ฝูงบินแรก แต่กลับมีข้อสงสัยในด้านความโปร่งใสและชัดเจนของข้อเสนอดังกล่าว
“การที่นโยบายชดเชยทางอ้อมไม่สามารถตรวจสอบและวัดผลได้อย่างชัดเจน จึงเป็นประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ในการจัดซื้อ Gripen ครั้งนี้ ควรมีการระบุข้อเสนอชดเชยที่เป็นรูปธรรมและสามารถตรวจสอบได้ในสัญญา เพื่อป้องกันความไม่ชัดเจนที่อาจเกิดขึ้น” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่ไทยซื้อกริพเพนฝูงแรกนั้น สวีเดนยังไม่ได้เข้าร่วมสมาชิกนาโต้เพราะต้องการรักษาสถานะภาพประเทศเป็นกลางเพื่อไม่ต้องการสร้างความหวาดระแวงจากรัสเซีย แต่ครั้งนี้การเลือกซื้อเครื่องบินจากสวีเดน ซึ่งเข้าเป็นสมาชิก NATO แล้วนั้น อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซียก็เป็นได้ การที่ประเทศใน NATO มีบทบาทในภูมิภาคเอเชียและยุโรปเหนือ อาจสร้างความกังวลให้กับรัสเซีย ซึ่งอาจมองว่าสวีเดนอยู่ในฝั่งตรงข้าม การพิจารณาประเด็นนี้อย่างถี่ถ้วนจะช่วยให้ไทยรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
“การจัดซื้อเครื่องบินรบครั้งนี้ใช้เงินงบประมาณของชาติเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการทางยุทธการเท่านั้น แต่ยังต้องส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศมหาอำนาจด้วย หากไทยต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ได้รับความสัมพันธ์ที่ลดต่ำลง นั่นอาจถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ
น.อ.อนุดิษฐ์ ทิ้งท้ายว่า ในกรณีที่การเจรจาซื้อเครื่องบินครั้งนี้ หากไม่สามารถได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมจากทั้งสวีเดนและสหรัฐฯ การชะลอการจัดซื้อออกไปอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อรอข้อเสนอที่ตรงตามความต้องการของประเทศในระยะยาว เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อครั้งนี้อย่างรอบคอบ และได้ข้อสรุปที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับประเทศไทย ทั้งในด้านการป้องกันประเทศ และการสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ แต่หากมีความจำเป็นทางด้านยุทธการอย่างยิ่งยวด ก็ยังสามารถหาเครื่องบินรบยุค 4.5 จำนวน 12 เครื่องเข้ามาทดแทนเครื่องรุ่นเก่าได้ไม่ยาก แถมราคายังประหยัดมากกว่า 50% อีกด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญใน ทอ.คงทราบดีว่าต้องทำอย่างไร เพราะในอดีตก็มีผู้ที่ทำสำเร็จมาแล้ว
"หากไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย แต่รัฐบาลยังยืนยันที่จะจัดซื้อให้ได้ ย่อมสะท้อนให้เห็นความบกพร่องและต้องการแต่การใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างไม่คุ้มค่าเท่านั้น"
ลุ้น สศช.ประกาศจีดีพี Q3 หวั่นโตต่ำกว่า 3% ฉุดโมเมนตัม
https://www.prachachat.net/finance/news-1694296
ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จะแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ปี 2567 รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567-2568
โดยช่วงที่ผ่านมา หลายสำนักฟันธงค่อนข้างเหมือนกันว่า เศรษฐกิจปีนี้น่าจะขยายตัวไม่เกิน 3% แต่ปีหน้ามีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 3% อย่างไรก็ดี ปัจจัยภายนอกที่ขณะนี้รู้ผลการเลือกตั้งสหรัฐแล้ว ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ คว้าชัยชนะ ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 47 แถมพรรครีพับลิกันยังครองทั้งสภาบนและสภาล่าง แน่นอนว่าจะส่งผลกับเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
“คลัง-ธปท.” คาดปีนี้โต 2.7%
เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงการคลังแถลงประมาณการครั้งล่าสุด คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะขยายตัวที่ 2.7% (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.2% ถึง 3.2%) คงเดิมจากประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2566 ที่ขยายตัวที่ 1.9% ต่อปี นำโดยการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ส่วนปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเร่งขึ้นที่ 3.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5% ถึง 3.5%) จากปัจจัยบวก 4 ด้านหลักคือ การบริโภคภาคเอกชน การส่งออกสินค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 โตได้ใกล้เคียง 3% ส่วนทั้งปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ที่ 2.7% (เดิมคาด 2.6%) และปี 2568 คาดโตที่ 2.9% (เดิมคาด 3%) โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคการท่องเที่ยว และการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งออกที่ปรับดีขึ้นตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน โดยการส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรมบางกลุ่ม รวมถึง SMEs ยังถูกกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง
KKP หวั่น Q3 แผ่ว ฉุดแรงส่ง
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เดิมประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 3 จะออกมาใกล้ ๆ 3% แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว เนื่องจากตัวเลขในภาคการผลิตหลายตัวดูแผ่วกว่าคาด ทำให้ไม่แน่ใจว่าแรงส่งจากภาคการคลังจะเพียงพอที่จะดันการเติบโตกลับไปใกล้ ๆ 3% ได้หรือไม่ ซึ่งก็มีโอกาสที่จะออกมาต่ำกว่า 3%
ขณะที่ไตรมาส 4 ยังต้องติดตามแรงกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่แต่เดิมคาดว่าจะทำให้จีดีพีไตรมาส 4 โตได้มากกว่า 4% แต่หากออกมาแผ่ว ก็จะทำให้ทั้งปีอาจจะโตไม่ถึง 2.7-2.8%
“จริง ๆ ในไตรมาส 3 ควรจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งควรจะดีขึ้นจากที่ไตรมาส 1-2 งบฯ ยังไม่ออก แต่พอไปดูตัวเลขภาคการผลิต ก็มีหลายตัวที่แผ่วกว่าที่คาด แล้วยอดขายรถ ยอดขายบ้านที่แผ่วก็เป็นตัวฉุดเหมือนกัน”
นโยบาย ทรัมป์ กดดัน ศก.ไทย
ขณะที่ปี 2568 ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญ 3 ปัจจัยท้าทายที่สำคัญคือ
1. เรื่องความสามารถในการแข่งขัน ที่เห็นภาคการผลิตแผ่วมาสักพักแล้ว และยังไม่ดีขึ้น
2. งบดุลภาคครัวเรือน ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย แบงก์ไม่ปล่อยกู้ ยอดขายรถ ยอดขายบ้าน มีเอฟเฟ็กต์ค่อนข้างรุนแรง ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี แบงก์ยิ่งไม่ปล่อยกู้ ก็ไม่มีใครบริโภค แล้วยิ่งหากเจอการค้าโลกมีปัญหาอีก
และ 3. การท่องเที่ยวที่เคยเป็นแรงส่งสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็จะมีแรงส่งน้อยลงด้วย ดังนั้น หากภาคการผลิตไม่กลับมา การบริโภคไม่ดี ลงทุนไม่มี ก็จะเหนื่อยมาก
“คิดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยน่าจะยังเหนื่อย ตอนนี้ต้องรอดูตัวเลขไตรมาส 3 ถ้าออกมาใกล้ ๆ 3% ก็ยังถือว่าโอเค แต่ถ้าต่ำกว่า 3% โมเมนตัมน่าจะฮวบเลย ซึ่งการมาของทรัมป์ ผมว่าน่าจะกดดันเศรษฐกิจไทยให้เหนื่อยยิ่งกว่าเดิม ต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม คือสมัยก่อนการส่งออกจะลิงก์กับการผลิตในประเทศ แต่ตอนนี้เริ่มไม่ลิงก์แล้ว ส่งออกดีขึ้น แต่การผลิตยังติดลบ ก็ไม่รู้ว่าเราเอาอะไรไปส่งออก” ดร.พิพัฒน์กล่าว