ชวนศึกษา : อินทรีย์ ๕ ประการ มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ...อะไรเล่าย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้

ขอถวายความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย 
เชิญชวนร่วมกันศึกษาพระไตรปิฎก
การได้อ่านศึกษาพระไตรปิฎก (แม้จะเป็นพระไตรปิฎกแปล) น้อมกายใจเสมือนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ ของพระตถาคต

๒. อุณณาภพราหมณสูตร ว่าด้วยอุณณาภพราหมณ์
             [๕๑๒] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี
             ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่ออุณณาภะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า

             “ท่านพระโคดม อินทรีย์ ๕ ประการนี้ มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกันไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน
             อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
                          ๑. จักขุนทรีย์    ๒. โสตินทรีย์
                          ๓. ฆานินทรีย์   ๔. ชิวหินทรีย์
                          ๕. กายินทรีย์
             ท่านพระโคดม อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวของอินทรีย์ ๕ ประการนี้ 
ที่มีอารมณ์ต่างกันมีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน
และ อะไรเล่าย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้

             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
“พราหมณ์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน
             อินทรีย์ ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
                          ๑. จักขุนทรีย์    ๒. โสตินทรีย์
                          ๓. ฆานินทรีย์   ๔. ชิวหินทรีย์
                          ๕. กายินทรีย์
             พราหมณ์ ใจเป็นที่ยึดเหนี่ยวของอินทรีย์ ๕ ประการนี้
ที่มีอารมณ์ต่างกัน มีโคจรต่างกัน ไม่เสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของกันและกัน 
และใจย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นโคจรของอินทรีย์ ๕ ประการนี้

                       “ท่านพระโคดม อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใจ”

             “พราหมณ์ สติเป็นที่ยึดเหนี่ยวของใจ”

                       “ท่านพระโคดม อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวของสติ”

             “พราหมณ์ วิมุตติเป็นที่ยึดเหนี่ยวของสติ”

                       “ท่านพระโคดม อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวของวิมุตติ”

             “พราหมณ์ นิพพานเป็นที่ยึดเหนี่ยวของวิมุตติ”

                       “ท่านพระโคดม อะไรเป็นที่ยึดเหนี่ยวของนิพพาน”

             “พราหมณ์ ท่านล่วงเลยปัญหาไป ไม่สามารถกำหนดที่สุดแห่งปัญหาได้ 
ด้วยว่าพรหมจรรย์ที่บุคคลอยู่จบแล้ว หยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นเบื้องหน้ามีนิพพานเป็นที่สุด”

             ลำดับนั้น อุณณาภพราหมณ์ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว
ลุกจากที่นั่ง ถวายอภิวาท ทำประทักษิณแล้วจากไป

             ครั้นอุณณาภพราหมณ์จากไปได้ไม่นาน พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า

             “ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเรือนยอดหรือศาลาเรือนยอด มีหน้าต่างอยู่ด้านทิศตะวันออก 
เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น แสง (ดวงอาทิตย์) ส่องเข้าไปทางหน้าต่างจะปรากฏที่ไหน”

             “ที่ฝาด้านทิศตะวันตก พระพุทธเจ้าข้า”

             “ภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
ศรัทธาในตถาคตของอุณณาภพราหมณ์ตั้งมั่นหยั่งรากลงแล้วมั่นคง 
อันสมณะหรือพราหมณ์ เทวดาหรือมารพรหมหรือใคร ๆ ในโลกให้หวั่นไหวไม่ได้
ถ้าอุณณาภพราหมณ์พึงทำกาละในเวลานี้ไซร้ ย่อมไม่มีสังโยชน์ที่เป็นเครื่องประกอบให้อุณณาภพราหมณ์ต้องมาสู่โลกนี้อีก”

อุณณาภพราหมณสูตรที่ ๒ จบ
อ่านต้นฉบับแปลที่นี่
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=19&siri=223


กราบขอบพระคุณ คณะผู้แปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทยให้ข้าพเจ้าได้อ่านเรียนรู้ศึกษาคำสอนของพระตถาคต
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่