แบงก์เร่งยกระดับป้องกันภัยการเงิน จ่อขึ้นระบบ “Realtime Fraud Prevention” เตือนเสี่ยงเป็นบัญชีม้าก่อนโอนเงิน ตีกรอบผู้ใช้บริการกลุ่มเสี่ยง “ผู้สูงอายุ-เด็ก” เข้มขึ้น “ทีทีบี-ออมสิน” มั่นใจสกัดบัญชีม้าได้ดีขึ้น-เป็นแสนบัญชี
นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) เปิดเผยว่า เพื่อยกระดับการป้องกันภัยทางการเงิน ธนาคารได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูล (Data) เข้ามาช่วยในเรื่องของการตรวจจับธุรกรรมที่ต้องสงสัย หรือการทุจริต (Fraud) ผ่านธุรกรรมทางการเงิน นอกเหนือจากการทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้นแบบ 1 ต่อ 1 หรือเป็น Segment of One
ทั้งนี้ จากข้อมูล ศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า มีการแจ้งความคดีผ่านออนไลน์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-31 ก.ค. 2567 ทั้งสิ้น 612,603 เรื่อง เฉลี่ย 694 เรื่องต่อวัน มูลค่าความเสียหาย 6.91 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยความเสียหาย 78 ล้านบาทต่อวัน โดยมีการขออายัด 463,399 บัญชี วงเงิน 3.97 หมื่นล้านบาท โดยสามารถอายัดได้ทัน 7,428 ล้านบาท
“อย่างไรก็ดี การฉ้อโกงหรือทุจริตผ่านช่องทางโมบายแบงกิ้ง จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.เกิดจากผู้โอนเต็มใจโอนให้ และ 2.เกิดจากการแฮกระบบ (Hacker) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของการเกิดความเสียหายจะพบว่า ผู้โอนเต็มใจโอนให้ และทุกครั้งที่เกิดการฉ้อโกงจะผ่านบัญชีม้า ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารดำเนินการ คือ การบล็อกรายการธุรกรรมที่ต้องสงสัยแบบทันที (Realtime)”
นอกจากนี้ สิ่งที่ธนาคารทำต่อเนื่อง คือ การดูวงเงินการโอนเงินของลูกค้าแบบรายบุคคล โดยหากเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ธนาคารจะจำกัดวงเงินในการโอนลดลงมา เช่น ลดเหลือ 1 หมื่นบาท และก่อนโอนเงินจะต้องสแกนใบหน้าก่อนโอนเงิน และกลุ่มไม่เสี่ยง หรือลูกค้าทั่วไป ธนาคารจะใช้วิธีการแจ้งเตือนก่อนโอนเงิน เป็นต้น แม้ว่ามาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะกำหนดเพดานการโอนเงินและสแกนใบหน้าอยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อครั้ง และไม่เกิน 2 แสนบาทต่อวัน แต่ธนาคารสามารถปรับเปลี่ยนตามระดับความเสี่ยงของกลุ่มลูกค้าได้
อีกหนึ่งแผนเร่งด่วนที่ธนาคารจะดำเนินการภายในเร็ว ๆ นี้ จะเป็นเรื่องของ “Realtime Fraud Prevention” โดยธนาคารจะขึ้นระบบการแจ้งเตือนบนหน้าแอปพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้ง หากพบว่าบัญชีปลายทางที่ลูกค้าจะทำธุรกรรมทางการเงินหรือโอนเงินเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัย หรือบัญชีม้าดำหรือม้าเทาที่ติดอยู่ในฐานข้อมูล CFR เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายได้มากขึ้น
“ประเทศไทยมีทางด่วนการโอนเงินที่สะดวกและดีที่สุดในโลกอย่างพร้อมเพย์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินที่ดี แต่มิจฉาชีพก็ใช้โครงสร้างนี้ในการหลอกหลวง สิ่งที่เราดำเนินการมาแล้ว ทั้งในส่วนของการบล็อกธุรกรรมต้องสงสัยได้เรียลไทม์ และการ Limit วงเงินของลูกค้าตามความเสี่ยง จะเห็นว่าธนาคารสามารถลดบัญชีม้าได้ถึง 28 เท่าของการเปิดบัญชีออนไลน์ใหม่ได้”
นายนริศกล่าวว่า แม้จะสามารถจับบัญชีม้าได้ระดับหนึ่ง แต่จะเห็นว่าเส้นทางการเงินของบัญชีม้ามีความหลากหลายมาก ซึ่งข้อมูลผ่าน CFR ยังอยู่เฉพาะในแบงก์พาณิชย์และแบงก์รัฐ ยังไม่ไปถึงพวกบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล หรือผู้ให้บริการชำระเงินอื่น ๆ หากผู้ประกอบการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูล CFR น่าจะสามารถตรวจเส้นทางการเงินได้ดีขึ้น
นายวชิราวัชร์ มหาทัพกฤษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร์ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า ภายในไตรมาส 4 นี้ ธนาคารจะมีระบบแจ้งเตือนลูกค้าก่อนทำธุรกรรมโอนเงินว่าบัญชีปลายทางมีความเสี่ยงเข้าข่ายบัญชีม้า หรือเป็นบัญชีที่อยู่ในฐานข้อมูล Central Fraud Registry (CFR) รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงของบัญชีของแต่ละธนาคาร ซึ่งเป็นไปตามกรอบนโยบายของ ธปท. สมาคมธนาคารไทย (TBA) และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)
ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้มีการขึ้นระบบ “Secure Plus” บนแอปพลิเคชั่น “MyMo” โดยมีการกำหนดผู้ใช้บริการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มเด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกหลอกจากมิจฉาชีพได้ง่าย โดยมีการกำหนดชื่อปลายทาง ว่าจะต้องเป็นชื่อบัญชีของผู้โอนเท่านั้น ทั้งภายในธนาคารเดียวกันหรือบัญชีต่างธนาคาร รวมถึงสามารถชำระค่าสาธารณูโภค และจ่ายค่าสินค้าและบริการผ่านพร้อมเพย์ได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน
“การกำหนดกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพราะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ จากสถิติพบว่าจะไม่ค่อยมีธุรกรรมที่โอนให้บัญชีผู้อื่นมากนัก โดยตอนนี้ทุกแบงก์เดินตามกรอบ ธปท. ในเรื่องของภัยไซเบอร์ ซึ่งหลังจากมีระบบ CFR ซึ่งเป็นข้อมูลบัญชีรายบุคคล และข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในส่วนของรายชื่อที่เป็นม้าดำ ทำให้เราสามารถอายัดบัญชีม้าได้พอสมควรหลักหมื่นบัญชี และภาพรวมทั้งระบบ น่าจะสามารถสกัดและอายัดบัญชีได้เป็นแสนบัญชี”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.prachachat.net/finance/news-1665862
แบงก์สกัดธุรกรรมเสี่ยง-เข้ม “ผู้สูงอายุ-เด็ก” โอนเงิน
นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ธนาคารทหารไทยธนชาต (ทีทีบี) เปิดเผยว่า เพื่อยกระดับการป้องกันภัยทางการเงิน ธนาคารได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูล (Data) เข้ามาช่วยในเรื่องของการตรวจจับธุรกรรมที่ต้องสงสัย หรือการทุจริต (Fraud) ผ่านธุรกรรมทางการเงิน นอกเหนือจากการทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้นแบบ 1 ต่อ 1 หรือเป็น Segment of One
ทั้งนี้ จากข้อมูล ศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า มีการแจ้งความคดีผ่านออนไลน์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-31 ก.ค. 2567 ทั้งสิ้น 612,603 เรื่อง เฉลี่ย 694 เรื่องต่อวัน มูลค่าความเสียหาย 6.91 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยความเสียหาย 78 ล้านบาทต่อวัน โดยมีการขออายัด 463,399 บัญชี วงเงิน 3.97 หมื่นล้านบาท โดยสามารถอายัดได้ทัน 7,428 ล้านบาท
“อย่างไรก็ดี การฉ้อโกงหรือทุจริตผ่านช่องทางโมบายแบงกิ้ง จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.เกิดจากผู้โอนเต็มใจโอนให้ และ 2.เกิดจากการแฮกระบบ (Hacker) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ของการเกิดความเสียหายจะพบว่า ผู้โอนเต็มใจโอนให้ และทุกครั้งที่เกิดการฉ้อโกงจะผ่านบัญชีม้า ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารดำเนินการ คือ การบล็อกรายการธุรกรรมที่ต้องสงสัยแบบทันที (Realtime)”
นอกจากนี้ สิ่งที่ธนาคารทำต่อเนื่อง คือ การดูวงเงินการโอนเงินของลูกค้าแบบรายบุคคล โดยหากเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ ธนาคารจะจำกัดวงเงินในการโอนลดลงมา เช่น ลดเหลือ 1 หมื่นบาท และก่อนโอนเงินจะต้องสแกนใบหน้าก่อนโอนเงิน และกลุ่มไม่เสี่ยง หรือลูกค้าทั่วไป ธนาคารจะใช้วิธีการแจ้งเตือนก่อนโอนเงิน เป็นต้น แม้ว่ามาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะกำหนดเพดานการโอนเงินและสแกนใบหน้าอยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อครั้ง และไม่เกิน 2 แสนบาทต่อวัน แต่ธนาคารสามารถปรับเปลี่ยนตามระดับความเสี่ยงของกลุ่มลูกค้าได้
อีกหนึ่งแผนเร่งด่วนที่ธนาคารจะดำเนินการภายในเร็ว ๆ นี้ จะเป็นเรื่องของ “Realtime Fraud Prevention” โดยธนาคารจะขึ้นระบบการแจ้งเตือนบนหน้าแอปพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้ง หากพบว่าบัญชีปลายทางที่ลูกค้าจะทำธุรกรรมทางการเงินหรือโอนเงินเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัย หรือบัญชีม้าดำหรือม้าเทาที่ติดอยู่ในฐานข้อมูล CFR เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายได้มากขึ้น
“ประเทศไทยมีทางด่วนการโอนเงินที่สะดวกและดีที่สุดในโลกอย่างพร้อมเพย์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินที่ดี แต่มิจฉาชีพก็ใช้โครงสร้างนี้ในการหลอกหลวง สิ่งที่เราดำเนินการมาแล้ว ทั้งในส่วนของการบล็อกธุรกรรมต้องสงสัยได้เรียลไทม์ และการ Limit วงเงินของลูกค้าตามความเสี่ยง จะเห็นว่าธนาคารสามารถลดบัญชีม้าได้ถึง 28 เท่าของการเปิดบัญชีออนไลน์ใหม่ได้”
นายนริศกล่าวว่า แม้จะสามารถจับบัญชีม้าได้ระดับหนึ่ง แต่จะเห็นว่าเส้นทางการเงินของบัญชีม้ามีความหลากหลายมาก ซึ่งข้อมูลผ่าน CFR ยังอยู่เฉพาะในแบงก์พาณิชย์และแบงก์รัฐ ยังไม่ไปถึงพวกบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัล หรือผู้ให้บริการชำระเงินอื่น ๆ หากผู้ประกอบการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูล CFR น่าจะสามารถตรวจเส้นทางการเงินได้ดีขึ้น
นายวชิราวัชร์ มหาทัพกฤษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานความมั่งคงปลอดภัยไซเบอร์ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า ภายในไตรมาส 4 นี้ ธนาคารจะมีระบบแจ้งเตือนลูกค้าก่อนทำธุรกรรมโอนเงินว่าบัญชีปลายทางมีความเสี่ยงเข้าข่ายบัญชีม้า หรือเป็นบัญชีที่อยู่ในฐานข้อมูล Central Fraud Registry (CFR) รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงของบัญชีของแต่ละธนาคาร ซึ่งเป็นไปตามกรอบนโยบายของ ธปท. สมาคมธนาคารไทย (TBA) และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)
ทั้งนี้ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้มีการขึ้นระบบ “Secure Plus” บนแอปพลิเคชั่น “MyMo” โดยมีการกำหนดผู้ใช้บริการที่เป็นกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มเด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกหลอกจากมิจฉาชีพได้ง่าย โดยมีการกำหนดชื่อปลายทาง ว่าจะต้องเป็นชื่อบัญชีของผู้โอนเท่านั้น ทั้งภายในธนาคารเดียวกันหรือบัญชีต่างธนาคาร รวมถึงสามารถชำระค่าสาธารณูโภค และจ่ายค่าสินค้าและบริการผ่านพร้อมเพย์ได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน
“การกำหนดกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพราะกลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ จากสถิติพบว่าจะไม่ค่อยมีธุรกรรมที่โอนให้บัญชีผู้อื่นมากนัก โดยตอนนี้ทุกแบงก์เดินตามกรอบ ธปท. ในเรื่องของภัยไซเบอร์ ซึ่งหลังจากมีระบบ CFR ซึ่งเป็นข้อมูลบัญชีรายบุคคล และข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ในส่วนของรายชื่อที่เป็นม้าดำ ทำให้เราสามารถอายัดบัญชีม้าได้พอสมควรหลักหมื่นบัญชี และภาพรวมทั้งระบบ น่าจะสามารถสกัดและอายัดบัญชีได้เป็นแสนบัญชี”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/finance/news-1665862