ลองถอดบทเรียนตัวเองจากการเป็นฟรีแลนซ์มาได้ 1 ปีก็พบว่า การทำงานนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากการมีกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเอง เพียงแค่เป็นกิจการที่มีเพียงเราแค่คนเดียว แต่ก็ยังคงต้องอาศัยทักษะการบริหารจัดการที่ดีเพื่อยืนระยะในการทำงาน
1
สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ คือทักษะทางการเงินและบัญชี เราให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากที่สุด เพราะมองว่ายิ่งสามารถมีเงินสดติดตัวได้มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ไม่เกิดความกดดันในการทำงานและเลือกรับงานที่อยากทำได้ รวมทั้งไม่รู้สึกมีปัญหากับการได้รับเงินช้า เราตั้งกติกากับตัวเองว่า ไม่ว่าเดือนนึงจะสร้างรายได้ได้เท่าไหร่ เราจะให้เงินเดือนตัวเองเดือนละ 20,000 บาท (บนต้นทุนที่อาศัยอยู่กับครอบครัว) ส่วนที่เหลือเก็บเป็นทุนให้ตัวเองเผื่อเกิดอะไรฉุกเฉินจะได้ใช้เงินส่วนนี้เป็นเงินเดือนให้กับตัวเองได้ ซึ่งพอทำไปเรื่อยๆ เงินส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นและทำให้เรากดดันในการหาเงินน้อยลง
2
หลายครั้งพบว่าลูกค้าก็ไม่ได้ต้องการงานที่ดีที่สุด เพียงแค่ต้องการงานที่เสร็จ และผ่านมาตรฐานในความหมายคือ ไม่ผิดพลาด ตรงตามเป้าหมายและเสร็จทันเวลา บางครั้งก็ท่องกับตัวเองเวลาทำงานที่แข่งกับเวลาว่า เราไม่ได้กำลังทำงานสร้างสรรค์ แต่กำลังทำงานเพื่อหาเงิน และเมื่อหาเงินได้เพียงพอ ค่อยเอาเวลาไปทุ่มเทสร้างสรรค์ให้กับงานที่อยากทำมันจริงๆ ดีกว่า
3
เข้าใจความหมายของคอนเนคชั่นก็เมื่อต้องมาทำฟรีแลนซ์ ในความหมายว่าไม่ใช่การใช้เส้นสายในการทำงาน แต่การแสดงความสามารถและความรับผิดชอบต่อทุกงานที่ได้ทำ การบอกต่อปากต่อปากยังมีผลอย่างมากต่อวงการงานที่เราทำอยู่ ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมาเห็นว่าเกือบทุกงานที่ได้ล้วนมาจากคอนเนคชั่นกับคนที่เคยทำงานกับเราและบอกต่อให้กับคนอื่นๆ รวมทั้งการได้รับการจ้างงานซ้ำจากนายจ้างคนเดิม
4
การเรียกร้องเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราพบว่าจากการแสดงความคิดเห็นเรื่องของค่าแรงนักเขียน ทำให้คนรอบตัวรวมทั้งคนที่จ้างงานเราตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น รู้สึกดีใจโดยเฉพาะเวลาทำงานกับคนภาคประชาสังคม ที่พวกเขามักให้ความเป็นธรรมกับงานสื่อมากกว่าสื่อด้วยกันเอง หลายครั้งคนจ้างก็เสนอให้ค่าแรงเพิ่ม เพราะเขามองว่างานของเรามีคุณค่ามากกว่าที่เราคิดต้นทุนออกมา มันทำให้เกิดคำถามเหมือนกันว่าที่ผ่านมาที่มันไม่พัฒนา ก็เพราะสื่อด้วยกันเองนี่แหละที่ขูดรีดกันเอง
5
การเป็นฟรีแลนซ์ให้โอกาสเติบโตในแบบที่เราออกแบบเองได้ รู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นมากนับจาก 1 ปีที่เริ่มทำ จากรับงานเขียนชิ้นละ 2,000 จนไปถึงมากที่สุดที่ 20,000 บาท (ซึ่งก็เป็นงานที่ใช้เวลาและยากมากเช่นกัน) แต่พบว่าฟรีแลนซ์ทำให้เราไม่อยากหยุดอยู่กับที่นานๆ เพราะรู้ว่าต้องพัฒนาตัวเอง แต่ทั้งนี้หลายครั้งเราก็เลือกปฏิเสธบางโอกาสที่รู้สึกว่ามันยากหรือกดดันเกินไป ยังไงซะสุขภาพกายและใจก็เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าเงินและการพัฒนา
.
สรุปแล้วทำไปทำมาก็เริ่มติดใจและตั้งตัวได้กับการเป็นฟรีแลนซ์ รู้สึกการมีอิสระที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ มันเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ศักยภาพในตัวเองได้อยากเต็มที่ โดยที่ไม่มีใครมาครอบเราไว้ ทั้งยังได้เรียนรู้ มีเวลาเลือกสิ่งที่สนใจให้กับตัวเอง แม้ว่าบางครั้งต้องมานั่งปั่นงานส่งตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นในบางวันก็ตาม
.
เหนือสิ่งอื่นใดคือใครมีงานอะไรก็จ้างได้นะครับ
ถอดบทเรียนจากการเป็นฟรีแลนซ์มาได้ 1 ปี
1
สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ คือทักษะทางการเงินและบัญชี เราให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากที่สุด เพราะมองว่ายิ่งสามารถมีเงินสดติดตัวได้มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ไม่เกิดความกดดันในการทำงานและเลือกรับงานที่อยากทำได้ รวมทั้งไม่รู้สึกมีปัญหากับการได้รับเงินช้า เราตั้งกติกากับตัวเองว่า ไม่ว่าเดือนนึงจะสร้างรายได้ได้เท่าไหร่ เราจะให้เงินเดือนตัวเองเดือนละ 20,000 บาท (บนต้นทุนที่อาศัยอยู่กับครอบครัว) ส่วนที่เหลือเก็บเป็นทุนให้ตัวเองเผื่อเกิดอะไรฉุกเฉินจะได้ใช้เงินส่วนนี้เป็นเงินเดือนให้กับตัวเองได้ ซึ่งพอทำไปเรื่อยๆ เงินส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นและทำให้เรากดดันในการหาเงินน้อยลง
2
หลายครั้งพบว่าลูกค้าก็ไม่ได้ต้องการงานที่ดีที่สุด เพียงแค่ต้องการงานที่เสร็จ และผ่านมาตรฐานในความหมายคือ ไม่ผิดพลาด ตรงตามเป้าหมายและเสร็จทันเวลา บางครั้งก็ท่องกับตัวเองเวลาทำงานที่แข่งกับเวลาว่า เราไม่ได้กำลังทำงานสร้างสรรค์ แต่กำลังทำงานเพื่อหาเงิน และเมื่อหาเงินได้เพียงพอ ค่อยเอาเวลาไปทุ่มเทสร้างสรรค์ให้กับงานที่อยากทำมันจริงๆ ดีกว่า
3
เข้าใจความหมายของคอนเนคชั่นก็เมื่อต้องมาทำฟรีแลนซ์ ในความหมายว่าไม่ใช่การใช้เส้นสายในการทำงาน แต่การแสดงความสามารถและความรับผิดชอบต่อทุกงานที่ได้ทำ การบอกต่อปากต่อปากยังมีผลอย่างมากต่อวงการงานที่เราทำอยู่ ตลอด 1 ปี ที่ผ่านมาเห็นว่าเกือบทุกงานที่ได้ล้วนมาจากคอนเนคชั่นกับคนที่เคยทำงานกับเราและบอกต่อให้กับคนอื่นๆ รวมทั้งการได้รับการจ้างงานซ้ำจากนายจ้างคนเดิม
4
การเรียกร้องเป็นสิ่งที่สมควรทำ เราพบว่าจากการแสดงความคิดเห็นเรื่องของค่าแรงนักเขียน ทำให้คนรอบตัวรวมทั้งคนที่จ้างงานเราตระหนักเรื่องนี้มากขึ้น รู้สึกดีใจโดยเฉพาะเวลาทำงานกับคนภาคประชาสังคม ที่พวกเขามักให้ความเป็นธรรมกับงานสื่อมากกว่าสื่อด้วยกันเอง หลายครั้งคนจ้างก็เสนอให้ค่าแรงเพิ่ม เพราะเขามองว่างานของเรามีคุณค่ามากกว่าที่เราคิดต้นทุนออกมา มันทำให้เกิดคำถามเหมือนกันว่าที่ผ่านมาที่มันไม่พัฒนา ก็เพราะสื่อด้วยกันเองนี่แหละที่ขูดรีดกันเอง
5
การเป็นฟรีแลนซ์ให้โอกาสเติบโตในแบบที่เราออกแบบเองได้ รู้สึกว่าตัวเองเก่งขึ้นมากนับจาก 1 ปีที่เริ่มทำ จากรับงานเขียนชิ้นละ 2,000 จนไปถึงมากที่สุดที่ 20,000 บาท (ซึ่งก็เป็นงานที่ใช้เวลาและยากมากเช่นกัน) แต่พบว่าฟรีแลนซ์ทำให้เราไม่อยากหยุดอยู่กับที่นานๆ เพราะรู้ว่าต้องพัฒนาตัวเอง แต่ทั้งนี้หลายครั้งเราก็เลือกปฏิเสธบางโอกาสที่รู้สึกว่ามันยากหรือกดดันเกินไป ยังไงซะสุขภาพกายและใจก็เป็นสิ่งสำคัญมากกว่าเงินและการพัฒนา
.
สรุปแล้วทำไปทำมาก็เริ่มติดใจและตั้งตัวได้กับการเป็นฟรีแลนซ์ รู้สึกการมีอิสระที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ มันเปิดโอกาสให้เราได้ใช้ศักยภาพในตัวเองได้อยากเต็มที่ โดยที่ไม่มีใครมาครอบเราไว้ ทั้งยังได้เรียนรู้ มีเวลาเลือกสิ่งที่สนใจให้กับตัวเอง แม้ว่าบางครั้งต้องมานั่งปั่นงานส่งตั้งแต่เช้าจนดึกดื่นในบางวันก็ตาม
.
เหนือสิ่งอื่นใดคือใครมีงานอะไรก็จ้างได้นะครับ