JJNY : ก้าวไกลชนะ เสี่ยงเกิดรัฐประหาร│เลขาฯกกต.ปัดยื้อทำคดี│บจ.ตลาดหุ้นแบกหนี้ 35 ล.ล.│ผู้นำโลกร่วมประชุมเรื่องยูเครน

ก้าวไกลชนะเมื่อไรเสี่ยงเกิดรัฐประหาร ทักษิณ กลับมาไม่ช่วยเพื่อไทย ผลงานไม่มีคะแนนไม่เพิ่ม
https://www.matichon.co.th/matichon-tv/news_4628403
 
 
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร่วมสนทนาในรายการ The Politics X ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ วิเคราะห์การเมืองไทย รัฐบาลเพื่อไทย มุ่งโปรเจ็กต์ใหญ่หวังลงทุนต่างประเทศ แต่ไม่ได้ดูแลในประเทศ ทั้งผู้ประกอบการโรงใหญ่ SMEs และคนจน ไม่มีการใส่เงินลงไปในการสร้างงานสร้างอาชีพ แก้หนี้เติมทุน แต่หวังแต่แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ตซึ่งทำได้ครั้งเดียว ถ้าเป็นยุคไทยรักไทย จะเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายก่อน แต่ยุคนี้กลับสวนทางกันของแพงทั้งแผ่นดิน ส่วนดิจิทัลวอลเล็ตจะไม่ใช่พายุหมุน แต่จะเป็นแค่เงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่รวมมาแจกครั้งเดียว พ่อค้าแม่ค้าหลายคนบอกจะไม่เข้าร่วมโครงการเพราะไม่มีเงินหมุน พร้อมวิพากษ์ทำไม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาแต่ไม่มีวี่แววเศรษฐกิจจะดีขึ้น ในขณะที่การเดินสายขับเคลื่อนทางการเมือง แต่รัฐบาลยังไร้ผลงานและยังมีปัญหาเรื่องจุดยืนสลับขั้ว ไม่ทำตามสัญญา คะแนนก็จะไม่เพิ่ม

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

 
เลขาฯกกต. ปัดยื้อทำคดี ยุบภูมิใจไทย ยันเงินบริจาคชอบหรือไม่ หน่วยงานต้องอื่นชี้ ทำเองไม่ได้
https://www.matichon.co.th/politics/news_4628938

“เลขาฯกกต. แจงไม่ได้ยื้อคดียุบภท. แค่ให้หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบเงินอยู่
 
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย กรณีหุ้นหจก.บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ได้บริจาคเงินเข้าพรรค ว่าเรื่องที่ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เกี่ยวกับการยื่นยุบพรรคเสมอไป เพียงแต่ว่า คนจะนำมาโยงว่า สามารถยุบพรรคได้หรือไม่ และเรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องของการอำพรางหุ้น ไม่ได้เป็นเหตุของการยุบพรรคตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง แต่คนการเมืองที่ถูกร้อง จึงตีความว่าต้องเป็นเรื่องยุบพรรค
 
นายแสวง กล่าวว่า เมื่อเรื่องถูกร้องเรียนมาว่า เงินที่บริจาคมีที่มาหรือเป็นเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งใครจะมาบริจาค หรือยืมเงินใครมาบริจาคตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองยังทำได้ เพียงแต่ว่าเราต้องพิสูจน์ว่า เงินที่เขานำมาบริจาคเป็นเงินที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเงินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ตัดสินที่คน แต่ตัดสินที่กฎหมาย ดังนั้นจึงต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการตรวจสอบ ไม่ใช่กกต.หรือนายทะเบียน ที่เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งเรื่องนี้ อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบอยู่ และสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกว่าจะได้ข้อยุติ
 
เมื่อถามว่า กรณีนี้ไม่ได้เป็นการยื้อ หรือยืดเวลาออกไปใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ไม่ได้ยื้อ แต่เป็นกระบวนการ เรื่องนี้มาในช่องของการยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และเป็นความปรากฏ นายทะเบียนก็ตรวจตามมาตรา 93 ว่าด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง
 

 
บจ.ตลาดหุ้นแบกหนี้ 35 ล้านล้าน ผวาบริษัทถูก “หั่นเครดิต” เพิ่ม
https://www.prachachat.net/finance/news-1586907

บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยแบกหนี้สินรวม 35.57 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น 1.2 ล้านล้าน “บล.หยวนต้า” เผยหนี้สินต่อทุน 2.6 เท่า เจอภาระจ่ายดอกเบี้ยสูงลากยาวถึงสิ้นปี แบงก์กรุงไทยเผยกลุ่ม SET100 ความสามารถชำระหนี้ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด ธุรกิจยังแฮ้ง ผวา ! บจ.ขนาดใหญ่ถูกลดเครดิตเรตติ้งมากขึ้น
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้รายงานผลประกอบการช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 ไปแล้ว โดยพบว่าบริษัทใน SET มีกำไรสุทธิ 264,805 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) บริษัทใน mai มีกำไรสุทธิ 4,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.2% โดยบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) มีหนี้สินรวม 35.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.16 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.47% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) และเพิ่มขึ้น 1.28 ล้านล้านบาท หรือ 3.75% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ในส่วนของบริษัทใน SET อยู่ที่ 2.57 เท่า และบริษัทใน mai อยู่ที่ 0.76 เท่า

บจ.ภาระดอกเบี้ยจ่ายสูง
 
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ไตรมาสแรกปี 2567 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) อยู่ประมาณ 2.6 เท่า ไม่แตกต่างจากงวดไตรมาส 4/2566
 มากนัก สะท้อนฐานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนไทยค่อนข้างทรงตัว แต่ว่าภาระดอกเบี้ยจ่ายยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และประเมินสถานการณ์ภาระดอกเบี้ยจ่ายในปี 2567 จะอยู่ในระดับสูงกว่าปีที่แล้วในทุกไตรมาส เว้นแต่ว่ามีบริษัทใดจ่ายคืนหนี้
 
ผลจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาต่อเนื่องรวม 8 ครั้ง จากระดับ 1.25% จนขยับมาอยู่ที่ระดับ 2.5% ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ก็จะปรับขึ้นมาตลอดทาง โดยประเมินว่าปีนี้ กนง.จะลดดอกเบี้ยแค่ 1 ครั้ง ในช่วงปลายปี ซึ่งก็จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทจดทะเบียนไทยยังอยู่ในระดับสูง ลากยาวต่อไปในช่วงไตรมาส 2-3 ปีนี้
 
กลุ่มยานยนต์-อสังหาฯยอดแย่
 
นายณัฐพลกล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของยอดหนี้บริษัทจดทะเบียน อาจเป็นการขยายธุรกิจแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเศรษฐกิจไม่ได้ดีจนถึงขั้นเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจ บางส่วนเป็นแบบเงินทุนหมุนเวียนเพื่อประคองธุรกิจด้วย โดยพิจารณาจากผลประกอบการช่วงไตรมาส 1/2567 โดยภาพรวม เซ็กเตอร์ที่ค่อนข้างแย่คือ ยานยนต์ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสองเซ็กเตอร์ที่ต้องใช้คำว่า กระแสเงินสดหมุนช้า และรายได้ชะลอตามยอดขาย
 
โดยเซ็กเตอร์อสังหาฯต้องยอมรับว่า ยอดขายบ้านชะลอตัว ส่วนเซ็กเตอร์ยานยนต์ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งยังไม่สามารถที่จะดูดซับกับยอดที่หายไปได้ ทั้งนี้ ช่วงที่เหลือของปีนี้คงต้องรอลุ้นภาพเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 3-4 ว่าจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือไม่
 
“โรงไฟฟ้า-ไฟแนนซ์-สื่อสาร” หนี้สูง

นายณัฐพลกล่าวต่อว่า เซ็กเตอร์ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายในระดับสูง จากการก่อหนี้ด้วยการกู้ยืมหรือระดมทุนหุ้นกู้ค่อนข้างมาก ประกอบด้วย 
 
1. ธุรกิจโรงไฟฟ้า ซึ่งปีนี้รายได้จากค่า Ft ไม่ได้ขยับขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายหลักคือ ภาระดอกเบี้ยจ่ายค่อนข้างคงที่ในระดับที่สูง และต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ค่อนข้างสะวิง คาดเดาได้ยาก ทำให้สถานะธุรกิจโรงไฟฟ้าทรงตัว อาจต้องรอการประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ที่อาจทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้ากลับมาได้รับความน่าสนใจอีกครั้ง หรือกำไรกลุ่มโรงไฟฟ้าฟื้นกลับมาเพอร์ฟอร์มได้ ปัจจัยสำคัญคือ กนง.ต้องลดดอกเบี้ย
 
2. ธุรกิจไฟแนนซ์ (ลีสซิ่ง, เช่าซื้อ) ที่ถูกกระทบจากสินเชื่อขยายตัวช้าตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อย่างไรก็ดี จากที่ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ก็ทำให้ลูกค้าหันมาใช้บริการไฟแนนซ์มากขึ้น ส่งผลให้ผลกระทบเชิงลบยังไม่หนักมาก
 
3. ธุรกิจสื่อสาร ที่มีทั้งการลงทุนโครงข่าย, เสาสัญญาณ ที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ปีนี้ธุรกิจสื่อสารมีทิศทางรายได้เริ่มขยับขึ้นมาจากการแข่งขันที่ลดลง เพราะเหลือผู้เล่นหลัก 2 ราย
 
“ทุกเซ็กเตอร์ที่กล่าวมาข้างต้น ภาระหนี้ที่สูงเป็นไปตามเนเจอร์ของการทำธุรกิจ ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวมาหักล้าง”
 
ห่วงกลุ่มอสังหาฯสต๊อกล้น
 
นายณัฐพลระบุว่า สำหรับเซ็กเตอร์ที่น่าห่วงในตลาดหุ้นกู้ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีการระดมทุนออกหุ้นกู้ในสัดส่วนที่สูง แม้ว่าภาระหนี้โดยรวมอาจจะไม่มาก แต่บางบริษัทมีหนี้สูง โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เพิ่งเติบโต มีช่องทางในการขยายธุรกิจก็จะกู้ยืม หรือออกหุ้นกู้ค่อนข้างมาก
และลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยในช่วงที่เศรษฐกิจช็อกพอดี ทำให้สินค้าคงเหลือระบายไม่ทัน ซึ่งเคยเกิดปัญหากับบางดีเวลอปเปอร์มาแล้ว ดังนั้นแม้จะยังไม่เห็นปัญหาหนี้ แต่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยห่วงเรื่องการระบายสินค้าคงเหลือที่เริ่มช้าลง
 
อสังหาฯจะไปได้ด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ ดอกเบี้ย กับความเชื่อมั่น ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยยังไม่ลง และความเชื่อมั่นสูญเสียไป จากเรื่อง GDP ไตรมาส 1/2567
 ที่ออกมาค่อนข้างต่ำ (โต 1.5%) และมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯของรัฐบาลยังไม่ได้ช่วยมากนัก ก่อนหน้านั้นถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อระดับบน แต่ปีนี้ดีเวลอปเปอร์ชะลอเปิดโครงการแนวราบ จึงไม่ค่อยมี Inventory มาขาย ประกอบกับบ้านและคอนโดฯหรูในระดับ 30 ล้านบาทขึ้นไป ก็เริ่มขายได้ช้าลง คงคาดหวังการฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง ที่รัฐบาลเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการลงทุนและการบริโภค น่าจะทำให้ความเชื่อมั่นดีขึ้น หนุนภาคอสังหาฯน่าจะหมุนได้ดีขึ้น” นายณัฐพลกล่าวและว่า
 
สำหรับกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 2567 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท มีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 92 บาท/หุ้น เติบโต 20% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุผลคือช่วงไตรมาส 4/2566 ธนาคารมีการตั้งสำรองสูง และหลายบริษัทมีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ ทำให้กำไรช่วงไตรมาส 4 ปีก่อนฐานต่ำ และไตรมาส 2-3 ปีที่แล้ว มีการเลือกตั้งเป็นสุญญากาศไม่มีตัวเร่งอีกด้วย
บจ.ความสามารถชำระหนี้ยังแย่
 
ด้านนายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย (KTB) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นับจากก่อนโควิดจนปัจจุบัน หุ้นในกลุ่ม SET100 ความสามารถในการทำกำไรกลับมามีอัตรากำไรได้ในระดับเดียวกับก่อนโควิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกำไรขั้นต้น (Gross Margin) และกำไรสุทธิ (Net Margin)
 
แต่ด้านอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Leverage Ratio) ถือว่ายังห่างจากก่อนโควิด โดยหนี้สินต่อทุน (D/E) ในกลุ่มบริษัท SET100 อยู่ในระดับ 0.80 เท่า เมื่อช่วงก่อนโควิด และพุ่งขึ้นไปแตะ 0.93-0.98 เท่า ในช่วงปี 2563-2566 และล่าสุดสิ้นไตรมาส 1/2567 อยู่ที่ 0.93 เท่า ถือว่าภาวะหนี้ยังสูงกว่าช่วงก่อนโควิด
 
สะท้อนว่าคนไทยสร่างไข้โควิดแล้ว แต่เศรษฐกิจและภาคธุรกิจยังแฮงอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ได้แย่ลงเพราะวิกฤตโควิดแล้ว แต่เป็นเพราะปัจจัยพื้นฐานโดยรวมของเศรษฐกิจ” นายสงวนกล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่