ธปท. เข้ม กวาดล้าง บัญชีม้า ระงับธุรกรรม – เปิดบัญชีใหม่ไม่ได้ พบอายัดไปแล้ว 2 แสนบัญชี

ธปท. เริ่มมี Take Action ให้ธนาคารทำ เยี่ยม

สถิติทุจริตการเงินมูลค่าเสียหายรวม 63,000 ล้านบาท ธปท. เข้ม “บุคคล” กลุ่มเสี่ยงเป็น บัญชีม้า จะระงับธุรกรรมช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ทุกบัญชี ทุกธนาคาร เปิดบัญชีใหม่ไม่ได้ สิ้นเดือน ก.ค. ใช้ ระบบข้อมูล Central Fraud Registry (CFR) ตรวจสอบข้ามธนาคาร และ ให้ “แบงก์” เพิ่มทางเลือก ลูกค้าสามารถล็อคบัญชีธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้คาดเริ่มไตรมาส 4/67

13 มิ.ย. 2567 นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัญหาภัยทุจริตทางการเงินว่า ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

โดยหนึ่งในการดําเนินการสําคัญ ได้แก่ การออกพระราชกําหนดมาตรการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โดยมีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อจัดการบัญชีม้าที่ถูกใช้ เป็นเครื่องมือในการรับเงินและถ่ายโอนเงินจากการกระทําผิด และแลกเปลี่ยนเส้นทางเงินเพื่อสนับสนุน การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง พรก. ยังได้กําหนดโทษเอาผิดกับบัญชีม้าให้ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา การจัดการกับบัญชีม้ายังมีข้อจํากัด ในครั้งนี้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงร่วมกันยกระดับ การจัดการบัญชีม้าให้เข้มงวดขึ้น เพื่อให้ธนาคารป้องกันความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ ที่เกิดกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจะดูแลให้กระทบประชาชนผู้สุจริตน้อยที่สุด
 
โดยมูลค่าความเสียหายจากการทุจริตทางการเงินทุกประเภท จากการแจ้งความ online ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 65 – 31 พ.ค. 67 พบว่ามี กว่า 63,000 ล้านบาท สูงสุดคือหลอกลงทุน รองลงมาคือการหลอกโอนเงิน และในช่วง 1 ปี (มี.ค.66 – เม.ย.67) มีการอายัดบัญชีรวมเกือบ 2 แสนบัญชี และกว่า 30% เป็นบัญชีเปิดใหม่

นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกํากับระบบการชําระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การยกระดับมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงิน ประกอบด้วยมาตรการ 2 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1: การยกระดับการจัดการ บัญชีม้า โดยปรับจากการดําเนินการระดับ “บัญชี” เป็นระดับ “บุคคล” รวมถึงการจัดการบัญชีต้องสงสัยได้เร็วขึ้น และดําเนินการเข้มข้นขึ้นทั้งบัญชีในปัจจุบันและการเปิดบัญชีใหม่ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1) การกวาดล้างบัญชีม้าในระบบ ด้วยการจัดการทุกบัญชีในทุกธนาคารของเจ้าของบัญชีต้องสงสัย โดยธนาคารจะใช้ข้อมูลจาก 3 แหล่ง ได้แก่
(1) สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
(2) ระบบข้อมูล Central Fraud Registry (CFR) ที่อยู่กับ ITMX และ
(3) ข้อมูลบัญชีที่ธนาคารตรวจสอบว่ามีพฤติกรรม ต้องสงสัย เช่น บัญชีที่โอนเงินเข้า-ออกมูลค่าน้อยในเวลาสั้น ๆ หลายครั้ง ก่อนมีเงินโอนเข้า-ออกมูลค่าสูง

เพื่อจัดระดับความเสี่ยงในการดําเนินการกับบัญชีเหล่านั้น ซึ่งทุกธนาคารจะมีมาตรฐานเดียวกัน เช่น การระงับการใช้บัญชีผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ทันที พิสูจน์ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามระดับความเสี่ยง ซึ่งจะทําให้การกวาดล้างบัญชีม้าทําได้ครอบคลุมและรวดเร็วขึ้น
 
2) การเพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีใหม่ให้กับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีพฤติกรรม ผิดปกติ เพื่อป้องกันการเกิดบัญชีม้าใหม่ โดยธนาคารจะตรวจสอบความเสี่ยงของลูกค้าจากฐานข้อมูล 3 แหล่งข้างต้น หากพบลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงมาเปิดบัญชี ทุกธนาคารต้องดําเนินการตามระดับความเสี่ยง ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
เริ่มตั้งแต่ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับเข้มข้น ไม่ให้เปิดบัญชีผ่านช่องทางออนไลน์ ให้เปิดบัญชีแบบมีเงื่อนไขไม่ให้ใช้บริการผ่านช่องทาง mobile banking ไปจนถึงการปฏิเสธไม่ให้เปิดบัญชีทุกช่องทาง ทั้งแบบออนไลน์และที่สาขา
 
3) ในการนี้ ธปท. ได้ออกหนังสือเวียน เรื่อง การเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการบัญชีเงินฝาก หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีลูกค้ามีความเสี่ยงสูงหรือใช้บัญชีที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมผิดปกติ
เพื่อให้ธนาคารนําข้อมูลรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงในระบบ CFR มาใช้ข้ามธนาคาร เพื่อดําเนินการ กับบัญชีต้องสงสัยได้ครอบคลุมและรวดเร็ว รวมทั้งเป็นมาตรฐานเดียวกัน
 
กลุ่มที่ 2: การมีผลิตภัณฑ์หรือบริการเพิ่มเติมเพื่อดูแลธุรกรรมของลูกค้าให้ปลอดภัยมากขึ้น
ธปท. กําหนดให้ธนาคารมีผลิตภัณฑ์หรือบริการเพิ่มเติมเพื่อดูแลให้ลูกค้าใช้บริการดิจิทัล ได้ปลอดภัยขึ้น ได้แก่ การล็อควงเงินที่ห้ามทําธุรกรรมออนไลน์ โดยการปลดล็อควงเงินดังกล่าว ให้ทําได้ยากขึ้น และ/หรือการปรับลดวงเงินต่อครั้งในการสแกนใบหน้าการทําธุรกรรมบน mobile banking ตํ่ากว่า 50,000 บาท

นอกจากนี้ ธนาคารแต่ละแห่งจะเสนอบริการเพื่อดูแลลูกค้า เพิ่มเติมได้ เช่น การโอนเงินที่อาศัยบุคคลอื่นช่วยอนุมัติ (double authorisation) การโอนเงิน เฉพาะรายชื่อที่กําหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะเริ่มเห็นการให้บริการตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2567

ธปท. มุ่งหวังว่ามาตรการครั้งนี้ จะช่วยจํากัดเส้นทางเดินเงินของกลุ่มมิจฉาชีพและดูแล ให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตาม ประเมินผลของมาตรการ รวมถึงพร้อมปรับเปลี่ยนมาตรการให้เท่าทันกับภัยรูปแบบใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเงินดิจิทัล ซึ่งถือเป็นปัจจัยสําคัญในการสร้าง เศรษฐกิจดิจิทัลที่มั่นคงและยั่งยืนของประเทศต่อไป

Cr. https://moneyandbanking.co.th/2024/112096/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่