ดูแลจิตเมื่อร่างป่วย วิธีคิดเพื่อรับมือกับความเจ็บป่วย

1.     อย่าใช้สมองเหมือนเหวี่ยงแห หาความเครียด 
หนึ่งวัน แทนที่จะหาหนึ่งเรื่องเครียด ปรับเป็น หนึ่งวัน หาเรื่องที่ทำแล้วเป็นสุข

จิตเสื่อม สร้างสภาพร่างกายที่เสื่อม ใช้จิตสั่งร่างกายให้ฟื้นฟู 
แม้ว่าร่างกายไม่ฟื้นฟูโดยสมบูรณ์ จิตก็นำพาคุณไปหาความสุขจวบจนวันสุดท้าย  

ถ้าเครียดมากๆ ฝึกโฟกัสเรื่องที่ควรมุ่งมั่น เช่น อ่านเกี่ยวกับโรคของเรา
ไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ที่เขาก็ต้องใช้เวลากว่าจะค้นพบ

ฝึกมองโลกในมุมสูง 
แล้วคุณจะเห็นอะไรมากมาย ที่มา ที่ไป ทางเลือกต่างๆ

2.     อย่าโทษสิ่งอื่น หรือ คนอื่น  สุขภาพของเรา เราดูแลเอง
บางคนคิดว่า ชั้นจะมีความสุข ถ้าลูกจะเป็นแบบนั้น เมียเป็นแบบนี้
ประเทศต้องเป็นแบบโน้น เราเปลี่ยนสิ่งอื่นไม่ได้ ที่ท้าทาย คือ เปลี่ยนตัวเอง

สิ่งที่นำเรามาถึงวันนี้ คือ พฤติกรรมรูปแบบหนึ่ง และทัศนะคติแบบหนึ่ง
อยากให้ผลของร่างกายเปลี่ยน ก็ต้องไปเปลี่ยนวิธีการ 
เช่น เคยออกกำลังกายเย็น 
เปลี่ยนมาออกกำลังกายเช้า จะได้แดดวิตามินดี
เคยทานแต่ของหวาน เปลี่ยนมาทานผัก 
เปลี่ยนจากทานข้าวแป้ง เป็นพวกงาดำ สมุนไพร ถั่ว 

บางคนคิดว่า จะทำๆๆๆๆ แต่พอร่างกายเตือน ทีนี้ จะไม่ได้ ต้องทำเลย 
น่าเสียดาย หากร่างเตือน แล้วคุณยังไม่ทราบ 

3.     เชื่อฟังคุณหมอ  ปล่อยให้เขาทำหน้าที่ หมอคือคนขับเรือ
คนไข้โรคเรื้อรังที่พอจะช่วยตัวเองได้ คือ ผู้พาย อย่าไปขับเรือเสียเอง
หมอจะนำเราสู่จุดหมายคือ ร่างกายที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า
เราจะเปลี่ยนหมอไม่ได้หากพบปัญหา 

โดยส่วนใหญ่ หมอทำงานอย่างดี พยายามพาเรามาถูกทาง 
คนไข้ ต้องช่วยหมอให้ทำงานได้ง่าย 

4.     ฝึกสมาธิ สมัยก่อน คำนี้ แปลว่า ทำจิตให้ว่าง 
อีกความหมาย แปลว่า ทำจิตให้พุ่งไปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง 

คนฉลาดหลายคนมีระบบสารเคมีในสมอง
ที่ทำให้เขาคิดหลายเรื่องเกินไป ไม่บรรลุแม้แต่เรื่องเดียว
ลองใช้เวลาในศึกษาสุขภาพตัวเอง ประหนึ่งเรียนหนังสืออีก 1 หลักสูตร
ราวกับเป็นน้องๆ แพทย์ ใช้ชุดความรู้นี้ดูแลคุณ

ทุกครั้งที่เจอปัญหา ถามตัวเองว่า นี่เราใช้ปัญญา หรือ อารมณ์ 
ถ้าอารมณ์ เหมือนรสชาติชีวิต แค่ไหน ถึงจะพอดี
สังเกต ข่าวอาชญากรรมมีแค่ 2 เรื่อง
ตั้งใจเลว กับ อารมณ์ชั่ววูบ  =
ใช้ปัญญาผิดทาง กับ ใช้อารมณ์ผิดทาง
 
5.     ใช้ศิลปะเยียวยา ( Healing )  
การเขียน หรือ การวาด จะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น  
หลายคนทำมาแล้ว และหายจากโรคจิตแปลกๆ ได้เลย เช่น
เขียนเพลงบ้าง เขียนกลอน เขียนด่าคนในสมุดบันทึกบ้าง
บางคนวาดรูป เมื่อคุณได้ระบายออกมาเป็นงานศิลปะ
คุณจะไม่เอามันมารกสมองอีก คุณนอนหลับไปอย่างหมดแรง
และไม่เอามันมาทำร้ายคนอื่น

ตอนคุณเป็นเด็ก คุณเข้าใจว่า โลกที่คุณเห็นคือ ความจริง ก็อาจจะใช่
ตอนเด็ก ตื่นตอนเช้าเห็นดวงอาทิตย์
และไม่เห็นอะไรมากกว่าท้องฟ้ากับดวงอาทิตย์ในวิวหน้าต่าง 
พอคุณโตขึ้น สิ่งที่คุณเห็นชักจะซับซ้อน บางที คุณลืมมองแม้แต่ฟ้ายามตะวันขึ้น
แต่คุณกลับคิดๆๆๆ จน อาจมีช่องว่าง ระหว่างความคิดกับความจริง

คนที่รู้ว่า ตายเมื่อไหร่ โชคดี กว่า ตายโดยไม่รู้
ไม่มีโอกาสบอกลา หรือ แม้แต่ทานอาหารมื้อสุดท้ายที่อยากกิน

เมื่อคุณก้าวผ่านคำว่า กลัวตาย คุณจะเห็นอะไรอีกมาก 
คุณจะเริ่มตั้งคำถาม ว่า ได้ทำสิ่งที่อยากทำหรือยัง
ห่วงคนอื่นมากกว่าตนเองอยู่มั้ย แคร์สังคมมากไปหรือเปล่า
เอาจริงๆ แค่ทำสวน ฟังเพลงสบายๆ ก็มีความสุขแล้ว

คุณจะหาสมดุลย์ใหม่ในชีวิตในแต่ละวัย
และสัมผัสได้ถึงคำว่า “being”
การมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง ไม่ว่า
การเป็นเจ้าของช่วงเวลานี้จะยาวนานหรือน้อยนิด
ก็ควรค่าแก่การรับรู้ และไปให้ถึง 

ยิ่งใจเย็น ยิ่งเป็นสุข  

6. สร้างระบบสมองที่ยืดหยุ่น 
อย่าสวมกรอบ/ระบบเดียวไว้ในสมอง
อย่าพึ่งพาสิ่งที่ถูกหล่อหลอม จนสุดตัว
ครอบครัวสอนมา โรงเรียนสอนมา
มหาวิทยาลัยสอนมา ประสพการณ์สอนมา
เหล่านี้ คือ โปรแกรมสร้างระบบคิดให้กับคุณ
แต่คุณจะทุกข์ เพราะคนอื่นไม่ได้เกิดมาที่เดียวกับคุณ เรียนห้องเดียวกับคุณ

ขณะเดียวกัน คุณก็ไม่ควรต่อต้านทุกอย่าง อะไรที่เราคิดว่าไม่ใช่ อาจจะใช่  
ลองหาโจทย์ใหม่ๆ แล้วดูว่าวิธีที่จะไปถึงจุดนั้นมีกี่วิธี 
เราอาจพบวิธีที่ง่ายกว่าที่ทำอยู่ 
 
ทำใจสบายๆ ดูแลร่างกายอย่างดี 
ทุกวันที่คุณส่งความรู้สึกดีให้คนรอบข้าง
เท่ากับคุณกำลังสร้างโลกใบใหม่ให้กับตัวเอง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่