เวลาภาวนาอย่าใจร้อน

กระทู้คำถาม
เวลาเรานั่งภาวนา รู้สึกตัวขึ้นมา แล้วคอยสังเกต ถนัดดูร่างกาย ก็สังเกตร่างกาย ร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็หายใจออก เดี๋ยวก็

หายใจเข้า เดี๋ยวก็ยืน เดิน นั่ง นอน เฝ้ารู้เฝ้าดูไป เห็นร่างกายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ว่าร่างกายจะอยู่ในสภาพอันไหน ก็อยู่ได้ชั่วคราว ถูกบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างเราหายใจเข้า เราก็หายใจเข้าได้ชั่วคราว ความทุกข์ก็บีบคั้นให้เราต้องหายใจออก ถ้ามองอย่างนี้ได้ เราก็จะเห็นร่างกายนี้เป็นของถูกบีบคั้น เป็นทุกข์

หรือมองไปอีกอย่าง ร่างกายเป็นแค่วัตถุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา เป็นแค่วัตถุ อย่างมีธาตุลมไหลเข้าทางจมูกเรา ธาตุลมก็ไหลออกไป มีธาตุน้ำ ธาตุดินไหลเข้ามาทางปาก แล้วก็ไหลออกไป เฝ้ารู้เฝ้าดู อย่างพอธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลมเข้าไปใน

ร่างกาย มันทำงานได้ ก็เกิดพลังงาน เกิดความร้อน เห็นร่างกายเรานี้คายความร้อนออกมาตลอดเวลา เหมือนเตา เหมือนเตาถ่าน เตาแก๊สอะไรก็ได้ ข้างในมันร้อน ความร้อนมันระบาย ดูไปๆ ไม่มีเราที่ไหน มีแต่ธาตุ

เวลาเรานั่งภาวนา ถ้าจิตใจเราสงบ มีเรี่ยวมีแรงพอแล้ว เราก็เจริญปัญญา ดูกายได้ก็ดูกายไป ถ้าดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย ร่างกายมันไม่หายไปไหน ดูง่าย ก็นั่งอยู่นี่ล่ะ คอยรู้สึกลงไปในร่างกาย แต่จิตมันว่องไว มันหนีเก่ง มันปรุงแต่งเก่ง สติ สมาธิเราไม่พอ มองจิตไม่ออก ก็ไปนั่งเพ่งจิต บอกว่าดูจิตๆ การดูจิต ถ้าใจเราสบายๆ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับจิตใจ จิตใจเดี๋ยวก็ปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงชั่ว เดี๋ยวก็ปรุงสุข เดี๋ยวก็ปรุงทุกข์ เดี๋ยวก็ไปดูรูป เดี๋ยวก็ไปฟังเสียง เดี๋ยวไปดมกลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัสทางกาย เดี๋ยวก็คิดนึกทางใจ ดูจิตดูใจก็ดูมันไปอย่างนี้ล่ะ
การภาวนามีลำดับของมัน

ทีแรกดูได้หยาบๆ จิตเราหยาบ มีกิเลสแรงๆ ถึงจะเห็น อย่างโกรธแรงๆ แล้วถึงจะรู้ โลภแรงๆ แล้วถึงจะรู้ เราหัดรู้หัดดูบ่อยๆ สติเราก็ว่องไวขึ้น ขัดใจเล็กๆ ก็มองเห็นแล้ว อย่างนี้ถือว่าเราก็พัฒนาขึ้น มีความสุขแผ่วๆ โชยขึ้นมาจากกลางอกอย่างนี้ เราก็เห็น เฝ้ารู้เฝ้าดูมันไป เสร็จแล้วจิตมันจะค่อยๆ วางของหยาบ มันทวนกระแสเข้ามาที่ตัวรู้มากขึ้นๆ ของหยาบๆ ในทางจิตนั้นคืออะไร สุขทุกข์มันของหยาบ ดีชั่วก็ยังเป็นของหยาบ การที่จิตวิ่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ยังหยาบอยู่ ของหยาบๆ มันก็ดูง่าย เบื้องต้นก็ดูหยาบๆ ไป ภาวนาจนจิตรวมลงที่จิตแล้ว เราก็จะเห็นความปรุงแต่งของจิต หรือเห็นสังขารของจิต ตัวจิตตสังขาร

ในขั้นละเอียดเราจะเห็นว่า มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นได้ 3 แบบที่จิตเรานี้ อันหนึ่งปรุงดี อันหนึ่งปรุงชั่ว อันหนึ่งปรุงความว่างๆ หลีกเลี่ยงการกระทบอารมณ์ ถึงตรงนี้เราไม่ได้ไปดูโลภ โกรธ หลงอะไรแล้ว เพราะโลภ โกรธ หลงมันหยาบๆ มันละเอียดเข้าไป มันก็จะเห็นความปรุง เห็นสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วสิ่งนั้น

ทั้งหมดก็ดับไป เฝ้ารู้เฝ้าดูไป ถ้ามองให้ละเอียดขึ้น สิ่งบางสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น บางทีก็คือความปรุงดี บางทีก็คือความปรุงชั่ว ไม่ได้นับเป็นเรื่องๆ จะเห็นแค่ความปรุงแต่งเป็นขณะๆ ไป

อย่างเราภาวนา เราคิดถึงการภาวนา จิตมันก็เริ่มปรุงแต่ง อันนี้หยาบหน่อย เรียนหยาบๆ ก่อน อย่างเราคิดถึงการปฏิบัติ จิตเราก็ปรุง ปรุงดี คอยควบคุมตัวเอง คอยบังคับตัวเอง คอยจ้อง คอยเพ่ง คอยสังเกต มีการกระทำเพื่อจะให้จิตสุข จิตสงบ จิตดี หรือมีความอยากแทรกอยู่ อยากให้เกิดปัญญา อยากรู้ อยากมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ความอยากอย่างนี้ มันก็ทำให้เกิดความปรุงฝ่ายดีขึ้นมา อยากปฏิบัติอะไรอย่างนี้ก็ปรุงดี พอปรุงดีมันก็เป็นคนดี มันก็จะมีคนขึ้นมา มีตัวเรา มีของเราขึ้นมา ถ้าไม่จงใจปฏิบัติ จิตมันเคยชินจะชั่ว มันก็ปรุงชั่ว

ปรุงชั่วแรกๆ ก็คือมันจะหลง มันจะลืมเนื้อลืมตัว แล้วก็แส่ส่าย ส่ายไปส่ายมา เที่ยวแสวงหาว่าจะหาอารมณ์อะไรมาดูดี ส่ายๆ ไป ถ้าหยาบๆ ก็วิ่งไปดูทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ถ้าละเอียดขึ้นมาก็แส่ส่ายอยู่ทางใจ มีกามธรรมเกิดขึ้นในใจ คอยรู้ไป มันก็มีแต่ความปรุงแต่ง ไม่มีอะไรหรอก จนวันหนึ่งจิตเราเข้าถึงธาตุรู้ เราเข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ผู้รู้ วางผู้รู้ลงไป เข้ามาที่ธาตุรู้ได้ ถ้ายังไม่วางผู้รู้ลงไป เราสังเกต ผู้รู้มันทำงาน มันมีความแส่ส่ายในตัวของมัน ยังไม่รู้เลยว่ามันแส่ส่ายเรื่องอะไร มันส่ายๆ ข้างใน ถ้ารู้ทัน จิตก็พลิกตัววางความปรุงแต่งไป จิตก็เข้าถึงสภาพธรรมที่ไม่ปรุงแต่ง

การภาวนามีลำดับของมัน เริ่มจากของหยาบๆ เวลาเราดูได้แต่ของหยาบ เราก็ดูหยาบๆ จนวันหนึ่งมันละเอียดขึ้นมา ละเอียดประณีต เห็น เรียนปฏิบัติอย่ารีบร้อน อย่าใจร้อน หลวงพ่อเห็นบางคนเที่ยวถาม จะทำลายผู้รู้ได้อย่างไร เธออย่าเพิ่งทำลายผู้รู้เลย เธอมีผู้รู้เสียก่อน เธอยังไม่มีผู้รู้เลย จะทำลายผู้รู้ มันเพ้อ การทำลายผู้รู้นั้น ศีล สมาธิ ปัญญา มันสมบูรณ์แล้ว มันทำลายของมันเอง ไม่มีใครทำลายผู้รู้ได้หรอก เมื่อศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ แล้วมรรคมันทำลาย

ของมันเอง ฉะนั้นเราอย่าไปคิดเรื่องทำลายผู้รู้ๆ เพ้อไป พระอนาคามียังทำลายผู้รู้ไม่ได้เลย เราเพิ่งหัดดูจิตดูใจ 1 – 2 วัน จะมาทำลายผู้รู้ มันก็คือการล่มเรือในขณะที่อยู่กลางทะเลนั่นล่ะ ฉะนั้นเราไม่เว่อๆ ไม่เกินชั้นเกินภูมิของเรา

อ้างอิง https://www.dhamma.com/successive-steps/
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่