คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
กลับหลักฎีกาเก่า ฎีกาเก่าที่พิพากษาป็นโมฆะ สามารถใช้เป็นบันทัดฐานได้
--------------------------------------------
ขยายความ จากคำพิพากษา - โอมลอว์ --
1. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า… ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 มิได้ห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความ #โดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ
2. เมื่อคดีนี้เป็นเรื่อง #ฟ้องเรียกค่าส่วนกลาง และทนายความก็เรียกค่าวิชาชีพ #เป็นสัดส่วน #มีจำนวนแน่นอนเอาจากทรัพย์ที่บังคับคดีได้ ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 222/37 เรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ยังวางหลัก ให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความดังกล่าว
--------------------------------------------
ขยายความ จากคำพิพากษา - โอมลอว์ --
1. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า… ตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และประกาศข้อบังคับของสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 มิได้ห้ามมิให้ทนายความเข้าเป็นทนายความ #โดยวิธีแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทอันจะพึงได้แก่ลูกความ
2. เมื่อคดีนี้เป็นเรื่อง #ฟ้องเรียกค่าส่วนกลาง และทนายความก็เรียกค่าวิชาชีพ #เป็นสัดส่วน #มีจำนวนแน่นอนเอาจากทรัพย์ที่บังคับคดีได้ ประกอบกับ ป.วิ.พ. มาตรา 222/37 เรื่องการดำเนินคดีแบบกลุ่ม ยังวางหลัก ให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความดังกล่าว
แสดงความคิดเห็น
ค่าจ้างว่าความเรียกเป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนเงินที่ได้รับตามคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2563 วินิจฉัยว่า สัญญาจ้างว่าความซึ่งมีข้อตกลงคิดค่าว่าจ้างทนายความในอัตราของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ ไม่ขัด พรบ ทนายความ และข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ อีกทั้ง ปวิพ มาตรา 222/37 ก็บัญญัติให้คิดเงินรางวัลทนายความฝ่ายโจทก์ในอัตราร้อยละจากเงินที่ได้รับตามคำพิพากษาทำนองเดียวกับข้อตกลงในสัญญาจ้างว่าความคดีนี้ที่ผู้ว่าจ้างตกลงชำระค่าจ้างว่าความในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนทุนทรัพย์ที่สามารถบังคับคดีได้ สัญญาจ้างว่าความนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยตาม ปพพ มาตรา 150 ไม่เป็นโมฆะ (กลับหลักเดิม)