ชุมพรไปเรื่อย 3 วัน 2 คืน เที่ยวไทย ปล่อยใจชิวววว !!!

สวัสดีค่ะ พวกเราได้รับโจทย์จากทางวิชา GEN441 การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
ให้ไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยต้องไกลจากกรุงเทพ 300 กิโลเมตรขึ้นไปค่ะ
โดยทริปนี้นะคะ พวกเราตัดสินใจไปท่องเที่ยงจังหวัดเปิดประตูสู่ภาคใต้ หรือ ชุมพร นั่นเองค่ะ
โดยที่เราตัดสินใจไปจังหวัดนี้นะคะเนื่องจาก ชุมพรเนี่ยเป็นบ้านเกิดของเพื่อนคนนึงในกลุ่มของพวกเราค่ะ
ทำให้เรื่องที่พักเนี่ยค่อนข้างสะดวก ตามฉบับนักศึกษางบน้อย การไม่ต้องไปเสียค่าที่พัก Save เงินในกระเป๋าได้มาก
พวกเราจึงเห็นตรงกันว่าชุมพรเนี่ยแหละ จังหวัดที่ใช่ ไปแพ็คกระเป๋ากัน let goo !!!

Day 1  วันที่ 10/11/2566  เวลา 16.00-18.00 น. แพ็คกระเป๋าเตรียมเดินทาง
หลังเลิกเรียนเสร็จ พวกเรามีการพูดคุยเพื่อนัดเจอกันที่หอเพื่อนคนหนึ่งเวลา 20.00 น.
ก่อนจะแยกย้ายกันไปเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋า

แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อยู่ ๆฝนก็ตกลงอย่างหนัก จนน้ำท่วม กลายเป็นทะเลบางมด ดังรูป 🥲

ทำให้สมาชิกคนนึงในกลุ่ม กลัวว่ารถจะติดหนักขึ้น เราจึงลงความเห็นกันว่าจะออกเร็วขึ้น เเละนัดเจอกันตอน 19.00 เเทนค่ะ 
เวลา 19.00-19.30 น พวกเรามารวมตัวกันที่หอเพื่อนตามเวลานัด 
เเละได้ทำการเรียกใช้บริการรถเเท็กซี่ จากเเอพบริการเเอพหนึ่ง(สปอนไม่เข้าขอไม่บอกชื่อนะคะ😆)

เวลา 20.00-20.30 น. พวกเรากลัวรถติดจนไปถึงสถานีรถไฟไม่ทัน จึงตัดสินใจเลือกใช้ทางด่วน เสียค่าบริการ 50 บาท 
(ค่าใช้จ่าย 5 คนตกคนละ 10 บาทคับ) ถึงสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์เวลา  20.30  น. โดยประมาณ

เวลา 20.30-21.30 น. พวกเรามาถึงก่อนเวลา จึงมีเวลาเหลือไปหาข้าวเย็นกินในศูนย์อาหารของทางสถานี
ราคาอาหารอยู่ในช่วง 50-60 บาท (ค่าใช้จ่าย เฉลี่ยตกคนละ 55 บาท)

เวลา 21.30-22.00 น. พวกเราพากันเดินเข้ามานั่งรอบริเวณทางขึ้นชานชาลาเพื่อรอขึ้นรถไฟ เวลา 22.10 น.
ระหว่างนั้นมีการเตรียมตัวเเปรงฟัน เข้าห้องน้ำ รอไม่นานนักก็ได้ยินเสียงประชาสัมพันธ์เรียกให้ไปขึ้นรถไฟ 

เอาบรรยากาศพวกเราช่วงไปเเปรงฟันมาฝากคับ 555555

เวลา 22.10 น.เนื่องจากพวกเรามีการซื้อตั๋วรถไฟเเละจองที่นั่งมาล่วงหน้าเเล้ว ทำให้เมื่อถึงเวลาขึ้นรถไฟจึงค่อนข้างสะดวก 
เพียงเปิดรูปตั๋วอิเล็คทรอนิคให้พนักงานสเเกนคิวอาโค้ดตรวจสอบ ก็สามารถขึ้นรถไฟได้เลยยย😚

ตั๋วรถไฟที่พวกเราขึ้นคือ รถไฟด่วนพิเศษ สถานีต้นทาง : กรุงเทพอภิวัฒน์  สถานีปลายทาง : ชุมพร
(ค่าใช้จ่ายค่าตั๋วรถไฟเฉพาะขาไป 429 บาท)

บรรยากาศตอนตรวจตั๋วรถไฟก่อนขึ้นรถไฟ
หลังจากขึ้นรถไฟเเล้วพวกเราก็พักผ่อนตามอัธยาศัยคับ บางคนก็หลับออมเเรง บางคนก็ดูหนัง ส่วนตัวผู้เขียนเองนอนไม่ค่อยหลับ
เพราะเป็นคนนอนหลับยากเวลาเปลี่ยนสถานที่ เช้าวันต่อมาเลยเเอบๆเพลีย🥲 สำหรับคนที่ตัดสินใจจะนั่งรถไฟไป ที่นั่งรถไฟ
จะเบาะค่อนข้างเล็ก สำหรับคนตัวใหญ่อาจจะรส.ขยับตัวยากนิดนึง เเต่พี่พนักงานเดินทั้งคืน ปลอดภัยเเน่นอนค่า🥰

Day 2 วันที่ 11/11/2566 เวลา 7.00-8.00 น.
ถึงชุมพรเเล้ว เย้ 🥳 หลังจากนั่งรถไฟมา 8 ชม. เช้านี้ที่ชุมพรอากาศดีมาก 
พวกเราก็จัดการล้างหน้า เเปรงฟันในปั๊มน้ำมันใกล้ๆสถานีรถไฟชุมพรที่พวกเราลง

เเต่เเล้วสถานการณ์ที่พวกเราไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อยู่ ๆฝนก็ตกลงอย่างหนัก เหมือนไม่อยากให้ไป🥲
เเต่โชคดีที่รอไม่นานนัก ญาติของเพื่อนก็มารับพอดี เตรียมตัวเดินทางกันต่อเลยครับ 

เวลา 8.00-9.30 น. เดินทางไม่นานนัก ก็ถึงร้านสำหรับทานข้าวเช้าเเล้ว เราอยู่กันที่ร้าน ติ่มซำหอเจี๊ยะ ชุมพร
เป็นร้านติ่มซำที่มีชื่อเสียงของทางจังหวัดชุมพร ช่วงที่เราไปคนค่อนข้างเยอะมาก ตอนเเรกคิดว่าจะไม่ได้โต๊ะเเล้ว
เพราะไม่ได้จองล่วงหน้า เเต่พี่เจ้าของร้านค่อนข้างใจดี เขาเลยเสริมโต๊ะให้ ใครจะไปเราเเนะนำให้จองโต๊ะก่อนไปนะคะ

ติ่มซำรอไม่นานนักก็มาเสิร์ฟ หอมมากเเละอร่อย ไม่เเปลกใจที่คนค่อนข้างเยอะเลย มื้อนี้พวกเรากินกันค่อนข้างเยอะ
เนื่องจากมีของให้เลือกหลากหลายมาก อิ่มจนจุก  มื้อเเรกหมดไป 665 บาท (ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย ตกคนละ 133 บาท)
เเต่มื้อนี้คุณพ่อของเพื่อนอาสาเป็นเจ้าภาพให้  จะยื้อยังไงก็ไม่ยอมให้จ่ายเอง ขอบคุณมากๆค้าบ🥳

เวลา 9.30-11.00 เติมพลังจนท้องอิ่ม ได้เวลาเดินทางต่อ มาถึงเราก็ต้องไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมพรกันก่อนเลย นั่นก็คือ 
กรมหลวงชุมพรหรือพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือที่ชาวชุมพรจะเรียกท่านเเทนว่า สเด็จเตี่ย 
เวลาที่เราไปฝนยังตกปรอยๆ เเต่คนก็ยังเข้ามากราบไหว้เรื่อยๆไม่ขาด เเม้ฝนจะตกอย่างต่อเนื่อง 

หลังจากกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จนสบายใจ เนื่องจากกรมหลวงชุมพร อยู่ติดกับชายหาดเเละทะเล 
พวกเราจึงพากันไปเดินเล่นบริเวณใกล้เคียง บรรยากาศรอบๆเเละอากาศดีมาก เเม้จะมีฝนจะตกปรอยๆก็ตาม 🌧️

เวลา 11.00-12.30 ออกเดินทางไปสถานที่ต่อไป นั่นคือเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร
ตอนแรกที่เราไปทางพี่เจ้าหน้าที่อุทยานเหมือนจะไม่อนุญาตให้เข้าชม เนื่องจากฝนตกหนักทางเดินเป็นไม้ และไม่มีเจ้าหน้าที่อุทยานประจำการที่จุด
จึงค่อนข้างอันตราย แต่คุณแม่ของเพื่อนช่วยเจรจาให้ ทางเจ้าหน้าที่ถึงยอม ใครจะไปเราแนะนำให้โทรเช็คกับทางอุทยานก่อนนะคะ เพื่อความสะดวกคับ

ระหว่างเดินทางเดินไม้เจอลิงด้วย คุณพ่อของเพื่อนบอกว่าน่าจะเป็นลิงเเสม

ภายในอุทยาน จะมีห้องนิทรรศการให้ชมด้วย พกเราเข้าชม จึงได้มีโอกาสเห็นถึงอาชีพเเละวิถีชีวิตของชาวชุมพรต่างๆคับ

ใครพอมีเวลาและชื่นชอบในเส้นทางธรรมชาติ เราแนะนำที่นี่เลย พื้นที่อุทยานค่อนข้างมากและเส้นทางเดินไม้ค่อนข้างยาว 
แต่ตอนเราไปฝนตกค่อนข้างหนักเลยเดินได้แค่ส่วนนอกที่ไม่ลึก เนื่องจากอาจเกิดอันตรายขึ้นได้คับ (ค่าใช้จ่าย ค่าเข้าอุทยานคนละ 30 บาท)

เวลา 12.30-14.00  สำหรับมื้อเที่ยงและมื้อเย็นสำหรับวันนี้พวกเราคุยกันว่าจะฝากท้องไว้กับตลาด มื้อเที่ยงพวกเราซื้อ
อาหารสำเร็จรูปที่ตลาดทาน เนื่องจากพวกเราเริ่มหิวแล้ว ถ้าจะทำเองคงไม่ทัน และมื้อเย็นพวกเราซื้อของสดไปทำกินกัน
ตลาดที่ไปไม่ใช่ตลาดขึ้นชื่อหรือตลาดสถานที่ท่องเที่ยว เป็นตลาดนัดทั่วไปขอชาวบ้าน แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกว้าวมาก คือ
อาหารทะเลที่นี่สดมาก ราคาก็ไม่แรง  จะบอกว่าใครที่ฟังภาษาใต้ไม่เข้าใจ คุยภาษาภาคกลางได้เลย พ่อค้าแม่ค้าเค้าเข้าใจคับ

(ค่าใช้จ่าย เราซื้อหลายๆร้านมาแบ่งกันกิน+ค่าของสด เฉลี่ยคนละประมาณ 200-300 บาท)
หลังจากนั้นพวกเราก็เดินทางกลับไปที่บ้านเพื่อน ใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็ถึงแล้ว
จากนั้นพวกเราก็กินข้าว อาบน้ำ แยกย้ายกันพักผ่อนครับ

Day 2  วันที่ 11/11/2566
     เช้าตรู่วันนี้ฝนตกไม่หยุดตั้งแต่ประมาณตี 5 ทำให้อากาศเย็นไปจนถึงหนาวเลย วันนี้คุณแม่ของเพื่อนมิ้งทำข้าวเช้าให้ โดยอาหารเช้าของพวกเราในวันนี้คือข้าวผัดโดยใช้กุ้งและปลาหมึกที่ซื้อมาจากตลาดสดท้องถิ่นเมื่อวาน และแกงจืดเต้าหู้ไข่ อยากบอกว่าอาหารฝีมือคุณแม่อร่อยมาก
     เมื่อพวกเราทานข้าวเช้าและจัดการธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปยัง หลาดใต้เคี่ยม หรือ ตลาดใต้เคี่ยม ในภาษากลาง ณ อำเภอละแม โดยชื่อนี้มาจากบริเวณที่เป็นที่ตั้งของตลาดอยู่ใต้ป่าต้นเคี่ยม ทำให้ตลาดนี้มีบรรยากาศที่ร่มรื่นและให้ความรู้สึกเป็นกันเอง เป็นตลาดชุมชนที่เหล่าเกษตรกรและคนท้องถิ่นนำผลผลิตและของพื้นเมืองมาแปรรูปขายเป็นอาหารท้องถิ่นและสินค้าต่างๆให้กับนักท่องเที่ยว

พวกเราเดินทางโดยมีครอบครัวมิ้งไปส่ง ไปถึงตลาดตอนประมาณ 9 โมงกว่า ตอนที่ไปถึงฝนยังตกปรอยๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินเที่ยวของเราแต่อย่างใด เพราะถ้าฝนเป็นอุปสรรคในการเที่ยว การเดินทางของเราในครั้งนี้คงไม่ได้ไปที่ไหนเลยนอกจากบ้านเพราะฝนตกตลอดเกือบทั้งวัน

เมื่อเดินเข้าตลาดไปแล้วได้เจอกับซุ้มร้านรวงของร้านต่างๆที่ตกแต่งสไตล์ธรรมชาติ และจิตรกรรมบนไม้ไผ่ที่เอามาทำเป็นแนวกำแพงอย่างสวยงาม อาหารอย่างแรกเลยที่พวกเราซื้อมาลองกินคือ ไข่ปลาทอด เมื่อลองชิมดูแล้วอย่างแรกที่สะดุดเลยก็คือรสชาติและกลิ่นของเครื่องเทศที่หอมอยู่ในปาก ให้ความรู้สึกเหมือนไส้อั่วของภาคเหนือ 

อย่างต่อมาที่พวกเราได้ชิมคือปลาหมึกปิ้ง มีรสชาติเหมือนปลาสามรส เผ็ดๆเค็มๆ 

     อาหารท้องถื่นของที่นี่จะเป็นอาหารทะเลเสียส่วนมาก คงเนื่องมาจากชุมพรเป็นจังหวัดที่ติดทะเลและมีการประมงเป็นอาชีพหลัก ทำให้มีวัตถุดิบจากทะเลมากจนมีการนำมาประยุกต์เป็นอาหารหลายอย่าง
    กินของปิ้งย่างอร่อยๆมาเยอะจนคอเริ่มแห้งแล้ว พวกเราจึงเดินหาน้ำกินและได้ไปสะดุดตาเข้ากับร้านหนึ่งที่มีกระบอกไม้ไผ่เรียงรายอยู่ เมื่อเข้าไปจึงรู้ว่าเป็นน้ำอ้อยคั้นสดๆ และพ่อค้าบอกว่าน้ำอ้อยนี้ไม่ใส่น้ำตาลเลย แสดงว่าความหวานของน้ำนี้จะมาจากอ้อยล้วนๆ นับได้ว่าน้ำอ้อยนี้เป็นสินค้าออร์แกนิคล้วนๆเลย อีกทั้งยังราคาแค่ 20 บาทเท่านั้น สบายกระเป๋านักศึกษาแบ็คแพ็คอย่างเรามาก

เครื่องดื่มนั้นนอกจากน้ำอ้อยแล้ว ยังมีน้ำใส่โอ่ง เมื่อซื้อแล้วสามารถนำโอ่งดินนี้กลับบ้านไปใช้ทำอย่างอื่นได้ โดยคุณพ่อมิ้งบอกว่าจะนำไปใช้ปลูกต้นไม้

      จากที่ได้เดินตลาดมาสักพักหนึ่งก็สังเกตได้ว่า ภาชนะใส่อาหารของที่นี่ส่วนใหญ่จะทำมาจากวัสดุธรรมชาติอย่างกระบอกไม้ไผ่หรือใบตองทั้งนั้น แสดงให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่นและความใส่ใจในเรื่องขยะของชาวบ้านเป็นอย่างดี สร้างความประทับใจให้กับพวกเราที่เป็นนักศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวช่วยกันคัดแยกขยะก่อนทิ้ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการจัดการขยะอย่างเหมาะสม จะช่วยลดปัญหาขยะล้นเกลื่อนกลาดและกลิ่นได้เป็นอย่างดี โดยขยะที่นี่ส่วนใหญ่เป็นขยะออร์แกนิคทั้งจากเศษอาหารและภาชนะ สามารถจัดการได้โดยนำไปหมักเป็นปุ๋ยในที่ๆเหมาะสมไม่ส่งกลิ่นรบกวน และสามารถนำปุ๋ยนั้นไปขายต่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกต่อนึง
      ทานอาหารกินเล่นมาพอสมควรแล้ว ก็ถึงแก่เวลาของอาหารมื้อหลักเพิ่มพลังงานก่อนตะลุยที่ต่อไป พวกเราจึงซื้อเมนูที่เป็นข้าวมาสองอย่างคือ ข้าวยำ และ ข้าวอบ

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่