หน้าแรก
คอมมูนิตี้
ห้อง
แท็ก
คลับ
ห้อง
แก้ไขปักหมุด
ดูทั้งหมด
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
แท็ก
แก้ไขปักหมุด
ดูเพิ่มเติม
เกิดข้อผิดพลาดบางอย่าง
ลองใหม่
{room_name}
{name}
{description}
กิจกรรม
แลกพอยต์
อื่นๆ
ตั้งกระทู้
เข้าสู่ระบบ / สมัครสมาชิก
เว็บไซต์ในเครือ
Bloggang
Pantown
PantipMarket
Maggang
ติดตามพันทิป
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้
เกี่ยวกับเรา
กฎ กติกา และมารยาท
คำแนะนำการโพสต์แสดงความเห็น
นโยบายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
สิทธิ์การใช้งานของสมาชิก
ติดต่อทีมงาน Pantip
ติดต่อลงโฆษณา
ร่วมงานกับ Pantip
Download App Pantip
Pantip Certified Developer
ม่อนจอง ดินแดนแห่งสวรรค์ที่รอผู้มาเยือน EP 1
กระทู้สนทนา
เที่ยวภูเขา
บันทึกนักเดินทาง
ดอยม่อนจอง
ครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศครั้งไปพิชิตยอดดอยแห่งทุ่งหญ้าสีทองดินแดนที่เรียกกันว่า ดอยม่อนจอง ชึ่งยอดดอยแห่งนี้ตั้งอยู่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่นั้นเอง
แม้ว่าดอยม่อนจองจะมีระดับความโหดในการเดินเท้าไปพิชิตไม่มากนัก แต่ความสวยงามของยอดดอยนั้นผมยกให้ระดับ 5 ดาวเลยไม่แพ้ยอดดอยไหนๆเลยทีเดียว และส่วนตัวผมก็เชื่อว่าสำหรับนักเดินป่าใครหลายๆคนก็ต้องมีดอยม่อนจองสถานที่แห่งนี้แหละ คือดอยในดวงใจที่ต้องไปพิชิตยอดดอยแห่งนี้สักครั้งในชีวิตให้ได้ เอาละครับสำหรับคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ ผมจะเล่าประสบการณ์การขึ้นไปพิชิตดอยม่อนจอง พร้อมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ความรู้สึกที่ได้ไป หากว่าท่านสนใจสถานที่แห่งนี้ ผมก็จะมารีวิวดอยม่อนจองเพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับสำหรับนักเดินป่าหลายๆคนนะครับ
การจองเพื่อเดินพิชิตยอด ดอยม่อนจอง
ก่อนที่จะเริ่มจองไปดอยม่อนจองนะครับ ก็ต้องบอกก่อนว่ามันจะมีทางขึ้นได้ 2 เส้นทางให้เราเดิน นั้นก็คือเส้นทางเดินที่หมู่บ้านห้วยปูลิง(สายใหม่) และ เส้นทางเดินหมู่บ้านมูเชอ (สายเก่า) ทั้งสองเส้นทางสามารถเดินขึ้นยอดดอยม่อนจองได้ครับ ส่วนตัวผมและทีมกรุ๊ปเลือกที่จะไปที่บ้านห้วยปูลิง นี้คือเพจที่จะประสานงานเจ้าหน้าที่เพื่อเดินขึ้นยอดดอย สามารถเข้าไปสอบถามเพจพี่เขาได้นะครับ มีที่เดียวที่รับจองคิวถ้าหากเลือกจะไปหมู่บ้านห้วยปูลิง
ขอแปะลิ้งนะครับ
https://www.facebook.com/profile.php?id=100063718474044
แต่สำหรับใครที่เลือกไม่ถูกว่าจะทางไหนดี ผมจะบอกว่าความแตกต่างสองที่นี้ก็คือ ถ้าเดินจากห้วยปูลิงเส้นทางการเดินจะสั้นกว่าหมู่บ้านมูเชอนั้นเอง
ซึ่งเป็นทางเดินขึ้นป่าสายใหม่ จากเดิมจะต้องขึ้นบ้านมูเซอเท่านั้น อันนี้แล้วแต่ความชอบส่วนตัวเลยครับว่าต้องการลุยแบบยาวๆ หรือ สั้นๆแต่ก็ถึงที่หมายเหมือนกัน
วันแรกของการเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังอำเภออมก๋อย
ผมขับรถยนต์จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังอำเภออมก๋อยด้วยระยะทาง 247 กิโลเมตร เส้นทางถนนเป็นลาดยางตลอดทางไม่ต้องกลัวเรื่องขนาดรถครับไปได้หมดทุกชนิด อาจจะมีบางช่วงที่ขึ้นเขาและมีถนนเป็นหลุมเป็นบ่อบ้างบางช่วง แต่เส้นทางไปอมก๋อยตอนนี้ก็ดีกว่าสมัยก่อนเยอะที่เคยเป็นแต่ถนนลูกรังชะเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะไปถึงหมู่บ้านห้วยปูลิงหรือหมู่บ้านมูเซอก็ตามเราต้องไปที่ลงทะเบียนชำระค่าใช้จ่ายที่
หน่วยพิทักษ์ป่าปางตึง เขตรัษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย
ซึ่งสามารถหาในGoogle mapได้เลยครับ เน้นว่าอย่าลืมหากว่าเราลืมจะต้องขับรถย้อนกลับไปหลายกิโลเลยทีเดียว เพื่อไปลงทะเบียนก่อนขึ้นดอยม่อนจองจะเสียเวลาเอาครับ
พอผมลงทะเบียนเสร็จก็ไปเดินทางไปต่อที่หมู่บ้านห้วยปูลิงเพื่อไปพักโฮมสเตย์ที่นั้นเลย ระหว่างทางเจอวิวสวยๆจนอดใจไม่ได้เป็นอันต้องลงแวะไปถ่ายตลอด บรรยากาศวิวข้างทางคือฟินเลยทีเดียว
ผมเดินทางมาถึงทางเข้าของหมู่บ้านห้วยปูลิงตอนก็เป็นช่วงหัวค่ำแล้ว ก็ต้องบอกก่อนครับทางเข้าหมู่บ้านนี้ก็ต้องวัดใจกันหน่อยครับ ถ้าใครคิดว่ามือไม่แข็งขับรถจริงๆหรือช่วงนั้นมีฝนตกหนักชนิดน้ำไหลตามถนน แนะนำประสานให้ที่พักโฮมสเตย์เอารถมารับตรงทางเข้าหมู่บ้านได้ครับ ไม่ต้องเสี่ยงขับรถขึ้นไป ซึ่งวันนั้นผมเลือกที่จะเอารถขึ้นไป จะมีจังหวะได้เสี่ยวๆเหมือนกันครับแต่ก็รอดปลอดภัยกันมาได้ จนมาถึงบ้านโฮมสเตย์ของหมู่บ้านผมและเพื่อนๆก็พากันทานข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวแล้วก็หลับเพื่อพักผ่อนกัน เพื่อเก็บแรงไปพิชิตยอดดอยม่อนจองวันพรุ่งนี้ ตอนนั้นบรรยากาศภายในหมู่บ้านเงียบสงบมากๆ ซึ่งเหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ แถมบวกอากาศที่หนาวทำให้ความรู้สึกฟินมากครับสำหรับการได้มาพักผ่อนสถานที่แห่งนี้
วันที่สอง ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่นเตรียมพร้อมจะขึ้นดอยม่อนจอง
ผมตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับเสียงไก่ที่โห่ขันดังทั่วหมู่บ้าน ผมรู้สึกว่าวันเวลานานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงนี้ มันเป็นบรรยากาศที่ห่างหายไปนานมากที่ไม่ค่อยเจอโมเม้นแบบนี้ พอผมตื่นเสร็จก็ล้างหน้าแปรงฟันทำธุระส่วนตัวตามปกติ กินอาหารเช้าจากที่พักโฮมสเตย์ที่ได้จัดเตรียมไว้ เช้านี้คือเมนูข้าวต้มไข่ลวกที่เป็นเมนูยอดฮิตของที่พักหลายๆที่ ทั้งนี้ที่พักโฮมสเตย์ยังมีกาแฟเครื่องดื่มให้สั่งหรือใครจะกินพิชช่าดอยก็ต้องสั่งเขาล่วงหน้าไว้ 1 วันนะครับอันนี้ต้องโทรจองก่อนจะมา กินข้าวไรกันเสร็จก็ถึงเวลาเตรียมของที่จะขึ้นดอยม่อนจอง สำหรับใครที่คิดว่าแบกของไม่ไหวก็จ้างลูกหาบเอาครับ เหมือนว่าจะคิดกิโลกรัมละ 40 บาท (รวมทั้งขาไปขากลับ) ครั้งนี้ตัวผมเองลองแบกของเองน้ำหนักก็จะอยู่ประมาณ 16 กิโลกรัม ชึ่งก็พอแล้วสำหรับการเดินขึ้นครั้งนี้ ก็ต้องบอกก่อนว่าเอาที่ตัวเองแบกไหวนะครับเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเที่ยวแบบลำบาก จะไม่สนุกเอา
สักประมาณ 8 โมงรถโฟวิลล์ก็จะมารับเราขึ้นไปยังจุดเริ่มเดินด้วยเท้าขึ้นดอยม่อนจอง ถนนทางเดินรถถือว่าโหดมาก ผมคิดในใจพี่เขาขับขึ้นมาได้ยังไง ทั้งสูงทั้งชันและขรุขระตลอดทาง โยกตัวจนสนั่นหวั่นไหวราวกับเราอยู่ในเครื่องปั่นยังไงอย่างนั้นเลย แต่ก็สนุกมากครับ ถ้าจะเป็นสายลุยไม่หวั่นไหวอยู่แล้วใช่ไหมครับ 555
ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ไม่รู้แต่ที่รู้ในตอนนั้นผมที่นั้งหน้ารถจะอ้วกแล้ว ไม่ได้แฮงเหล้าแต่แฮงรถนั้นละครับ ถึงจุดเริ่มเดินก็ถ่ายรูปหมู่กันชะหน่อยก่อนขึ้นเพื่อเก็บไว้เทียบตอนขากลับอีกทีว่าหน้าตาสภาพร่างกายแค่ละคนจะเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหนตอนขากลับ ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็พร้อมที่จะลุยเดินทางกัน!! เรส สะ โก
สำหรับทางขึ้นจะมีชันเป็นระยะบ้างให้ได้ดันดอยกัน แต่ก็ถือว่าระยะทางเดินไม่ยาวมากครับ มีทั้งทางเรียบให้เดินสลับกันไป มีเหนื่อยกันบ้างแต่ก็พักให้หายเหนื่อยแล้วก็เดินต่อ เพื่อนในกรุ๊ปก็พูดคุยตลกๆกันไปตลอดทางจึงทำให้ทริปนี้สนุก ชึ่งจะบอกว่าใครไม่มาถือว่าพลาดมาก พลาดที่โดนนินทาจากเพื่อนๆ เฮ้ย!!ไม่ใช่อันนี้ล้อเล่นครับ
วิวสำหรับทางเดินเท้าจะเต็มไปด้วยต้นไม้สูงๆให้ได้เดินแบบเย็นสบาย ซึ่งจะมาร้อนทีก็ก่อนที่จะถึง ภูหินช่อ นั้นล่ะครับมุมถ่ายยอดฮิตก่อนจะถึงยอดดอยม่อนจอง แต่เขากั้นไว้ไม่ให้ขึ้นไปถ่ายสาเหตุก็น่าจะเรื่องความปลอดภัยครับแอบเสียดายเหมือนกัน
0
พอเราเดินไปเรื่อยๆ จนถึงเนินที่ถือว่าชันที่สุดของการเดินขึ้นยอดดอยม่อนจองแห่งนี้ นั้นก็คือเนินฮิบฮอบหรือว่าดอยหมาหอบนั้นเอง ระดับความชันถือว่าชันมากเลยทีเดียว ผมกะระดับสายตาความชันก็น่าจะประมาณ 60-70 องศาอะไรประมาณนั้นครับ ระยะมางของเนินแม้จะไม่ยาวมากนักแต่ก็เอาพละกำลังพวกเราถดถอยได้เหมือนกันครับ เรียกได้ว่าเหนื่อนสุดก็เนินนี้ละครับ
พอพ้นเนินฮิบฮอบหรือดอยหมาฮอบไปแล้ว จากนี้ไปก็ไม่มีไรต้องให้เหนื่อยอีกแล้ว เดินไปเรื่อยๆไม่ไกลเราก็จะผ่านลานกอล์ฟช้าง ที่เป็นดอยหัวโล้นที่มีหญ้าปกคลุมมองไปก็เหมือนสนามกอล์ฟยังไงยังนั้นซึ่งก็สวยจริงครับ นี้ก็ถือได้ว่าเรามาดอยม่อนจองแห่งนี้สำเร็จแล้ว พวกผมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆในการเดิน เมื่อมาถึงจุดนี้อันดับแรกผมต้องไปที่จุดกางเต้นท์เราก่อนเพื่อสำหรับที่จะพักในค่ำคืนนี้ ก่อนที่ผมจะเดินทางไปจุดสูงสุดของดอยม่อนจองนั่นก็คือ ดอยผาหัวสิง นั้นเอง ถ้าไม่ไปก็เหมือนมาไม่ถึงนะครับ
ผมเริ่มเดินไปยอดดอยหัวสิงห์จุดสูงสุดของดอยม่อนจองตอนบ่ายสาม บอกเลยว่าร้อนพอได้ครับแต่ไม่ถือว่าร้อนจนแสบไหม้ ผมต้องเอาเสื้อกันหนาวไปด้วย หากพระอาทิตย์เริ่มตกอากาศมันน่าจะลดอุณหภูมิลงวูบ พกเอาไว้เผื่อกันหนาวก็ดีครับ ระยะทางจากจุดลานกอล์ฟช้างถึงจุดยอดดอยหัวสิงก็ไกลอยู่นะครับ สำหรับทางเดินจะสลับขึ้นลงผ่านแต่ละเนินถือว่าไม่ได้เหนื่อยสักเท่าไหร่ เดินไปเรื่อยๆชิวๆครับ
จนในที่สุดพวกผมก็สามารถขึ้นไปยังดอยหัวสิงห์ได้ ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถ้าจำไม่ผิดนะครับ บนยอดดอยหัวสิงจะเห็นวิวที่สวยงามที่เป็นเนินดอยต่างๆสลับชับช้อนและยังเห็นลำน้ำแม่ตื่นด้วยนะครับวิวข้างบนสวยงามมากครับ
พระอาทิตย์เริ่มกำลังตกลงเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มหนาวลงวูบอย่างที่คิดจริงๆด้วย บวกกับลมเย็นที่พัดแรง ทำให้ผมต้องกลับไปที่ลานกอล์ฟช้างเพื่อกลับไปลานกางเต้นท์ก่อนที่จะหมดแสงพระอาทิตย์ของวันนี้ บอกได้ว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นบรรยากาศที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้เลย เพราะแสงพระอาทิตย์ที่ตกดินที่นี้สวยงามมาก แสงสีโทนส้มอันอบอุ่นประกอบกับลมหนาว มันช่างเป็นการเดินป่าที่สุดแสนจะวิเศษกันเลยทีเดียวเดินไปก็อดที่จะถ่ายภาพเก็บไว้ไม่ได้จริงๆครับ
(มีต่อคลิ๊กดู EP 2 ได้เลยครับ) ม่อนจอง ดินแดนแห่งสวรรค์ที่รอผู้มาเยือน EP 2
แก้ไขข้อความเมื่อ
▼
กำลังโหลดข้อมูล...
▼
แสดงความคิดเห็น
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
เอารถแตนๆ เก่าๆ ปั่นขึ้นพระธาตุดอยตุง
ด้วยว่า จองตั๋วกลับบ้านที่แม่สาย แล้วมารู้ทีหลังว่า มีงานวิ่งปั่นขึ้น พระธาตุดอยตุงพอดี แต่จะเอาเสือหมอบคันประจำขึ้นมาด้วย ก็ต้องซื้อน้ำหนักอีก เลยคิดว่า เอาเจ้า Bianchi Kuma ที่ซื้อไว้ปั่นซื้อกับข้าว
Niceguy_C3
แบกเป้ขึ้นดอยคนเดียวครั้งแรก แล้วค้นพบว่าความกล้ามันอยู่ใกล้กว่าที่คิด
สวัสดีค่ะ ทริปนี้เริ่มจากความดื้อเงียบๆ ของเราเองล้วนๆ อยู่ๆ ก็อยากรู้ว่าถ้าไม่มีเพื่อนไปด้วย ไม่มีคนคอยช่วยถือของ เราจะพาตัวเองขึ้นดอยได้ไหม เลยจองรถขึ้นเหนือแบบไม่บอกใครล่วงหน้า ปลายทางคือหมู่บ้านเ
สมาชิกหมายเลข 9278202
พิชิตยอดดอยหลวงแม่ละเมา เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัด ตาก
ดอยหลวงแม่ละเมา พิกัดไม่ลับฉบับ Unseen มนต์เสน่ห์แห่งป่าดิบเขา (Montane Forest) ที่มีความชุ่มชื้นสูง ทำให้ที่นี่ เขียวขจีตลอดปี ไม่ว่าคุณจะมาฤดูไหน ป่าแห่งนี้ก็พร้อมจะโอบกอดคุณด้วยความสดชื่นตลอดเส้นทา
สมาชิกหมายเลข 1186370
จะไปม่อนจอง ขึ้นทางบ้านมูเซอ มีที่พักแนะนำไหมครับก่อนขึ้นดอย
จะไปม่อนจอง ขึ้นทางบ้านมูเซอ มีที่พักแนะนำไหมครับก่อนขึ้นดอย
สมาชิกหมายเลข 7890913
พิชิตยอดดอยมณฑา อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ตาก
จากลำห้วย สู่เนินชัน วิวทิวเขา และ วิวทะเลหมอก กับระดับความสูง 1,057 เมตร จากระดับน้ำทะเล นี่คือ ดอยมณฑา ดอยเล็กๆ ที่ซ่อนตัว ในเขต อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช จังหวัดตาก เส้นทางเดินป่าระดับกลาง ระยะทาง
สมาชิกหมายเลข 1186370
รบกวนเพื่อนๆแนะนำสถานที่กางเต้นท์สวยๆช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมให้หน่อยครับ
อยากได้สถานที่กางเต้นท์ที่คนไม่ค่อยเยอะและไม่พลุกพล่านแถวๆภาคเหนือครับ ที่สำคัญขอแบบเดินทางไม่ลำบากมากเพราะขาไม่ค่อยดี(เคยประสบอุบัติเหตุ) ถ้านั่งไล่เอาที่ผมเคยไปมาแล้วก็มี - ตากสินมหาราช - แม่เมย - ป
T_Tinnaphat
เคยรู้จัก,เคยได้ยินแต่เลียงผา กวางผาหรือม้าเทวดาหน้าตาเป็นอย่างไร สัตว์ป่าสงวน๑ใน๑๕ชนิดของไทย
กวางผา หรือ “ม้าเทวดา” สัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ของประเทศไทย กวางผา (Goral) หรือที่พรานป่าสมัยก่อนขนานนามว่า “ม้าเทวดา” เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนที่หาตัวยากที่สุดชนิดหนึ่งของไทย
ต้นโพธิ์ต้นไทร
== แบกเป้ไปท้าความเสียว== (เลอกวาเดาะ ขุนเขาแห่งศรัทธา)
หยุดเดินป่าไปนาน กลับมาแบกเป้ เดินป่า ท้าความเสียวของผาสูงชันเลอกวาเดาะ เลอกอเดาะ เป็นพระธาติ ที่ชาวประกากะยอ ขนอิฐ หินปูนทราย ขึ้นไปสร้างบนยอดเขาสูง ชันทางเดินลำบาก ทริปนี้ผม แชร์ทริปไปกับ เพจ
-=Jfk=-
โอบไอหนาวนี้ที่ "หว่าหวาโจ หงอนไก่ ปุยหลวง จ.แม่ฮ่องสอน"
“May your trails be crooked, winding, lonesome, dangerous, leading to the most amazing view.” - Edward Abbey -"ขอให้เส้นทางของคุณคดเคี้ยว เปล่าเปลี่ยว อันตราย และนำไปสู่ทัศนียภาพที่น่
แกงเขียนหวานหมูเด้ง
ทริปแรกของปี 2020 ที่ดอยม่อนจอง
..ทริปแรกของปี 2020 ของเรา ไปม่อนจองกันเต๊อะ.. เปิดทริปแรกในช่วงต้นปี 2020 ด้วยทุ่งหญ้าสีทองในช่วงฤดูหนาวที่ม่อนจอง ทริปนี้เรามีสมาชิกด้วยกัน 3 คน ไปเดินชิลกันที่ม่อนจอง 2 วัน 1 คืน (24
Tammy Natthaporn
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
เที่ยวภูเขา
บันทึกนักเดินทาง
ดอยม่อนจอง
บนสุด
ล่างสุด
อ่านเฉพาะข้อความเจ้าของกระทู้
หน้า:
หน้า
จาก
แชร์ : 7
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
ยอมรับ
ม่อนจอง ดินแดนแห่งสวรรค์ที่รอผู้มาเยือน EP 1
แม้ว่าดอยม่อนจองจะมีระดับความโหดในการเดินเท้าไปพิชิตไม่มากนัก แต่ความสวยงามของยอดดอยนั้นผมยกให้ระดับ 5 ดาวเลยไม่แพ้ยอดดอยไหนๆเลยทีเดียว และส่วนตัวผมก็เชื่อว่าสำหรับนักเดินป่าใครหลายๆคนก็ต้องมีดอยม่อนจองสถานที่แห่งนี้แหละ คือดอยในดวงใจที่ต้องไปพิชิตยอดดอยแห่งนี้สักครั้งในชีวิตให้ได้ เอาละครับสำหรับคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ ผมจะเล่าประสบการณ์การขึ้นไปพิชิตดอยม่อนจอง พร้อมข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ความรู้สึกที่ได้ไป หากว่าท่านสนใจสถานที่แห่งนี้ ผมก็จะมารีวิวดอยม่อนจองเพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับสำหรับนักเดินป่าหลายๆคนนะครับ
การจองเพื่อเดินพิชิตยอด ดอยม่อนจอง
ก่อนที่จะเริ่มจองไปดอยม่อนจองนะครับ ก็ต้องบอกก่อนว่ามันจะมีทางขึ้นได้ 2 เส้นทางให้เราเดิน นั้นก็คือเส้นทางเดินที่หมู่บ้านห้วยปูลิง(สายใหม่) และ เส้นทางเดินหมู่บ้านมูเชอ (สายเก่า) ทั้งสองเส้นทางสามารถเดินขึ้นยอดดอยม่อนจองได้ครับ ส่วนตัวผมและทีมกรุ๊ปเลือกที่จะไปที่บ้านห้วยปูลิง นี้คือเพจที่จะประสานงานเจ้าหน้าที่เพื่อเดินขึ้นยอดดอย สามารถเข้าไปสอบถามเพจพี่เขาได้นะครับ มีที่เดียวที่รับจองคิวถ้าหากเลือกจะไปหมู่บ้านห้วยปูลิง
ขอแปะลิ้งนะครับ https://www.facebook.com/profile.php?id=100063718474044
แต่สำหรับใครที่เลือกไม่ถูกว่าจะทางไหนดี ผมจะบอกว่าความแตกต่างสองที่นี้ก็คือ ถ้าเดินจากห้วยปูลิงเส้นทางการเดินจะสั้นกว่าหมู่บ้านมูเชอนั้นเอง
ซึ่งเป็นทางเดินขึ้นป่าสายใหม่ จากเดิมจะต้องขึ้นบ้านมูเซอเท่านั้น อันนี้แล้วแต่ความชอบส่วนตัวเลยครับว่าต้องการลุยแบบยาวๆ หรือ สั้นๆแต่ก็ถึงที่หมายเหมือนกัน
วันแรกของการเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังอำเภออมก๋อย
ผมขับรถยนต์จากตัวเมืองเชียงใหม่ไปยังอำเภออมก๋อยด้วยระยะทาง 247 กิโลเมตร เส้นทางถนนเป็นลาดยางตลอดทางไม่ต้องกลัวเรื่องขนาดรถครับไปได้หมดทุกชนิด อาจจะมีบางช่วงที่ขึ้นเขาและมีถนนเป็นหลุมเป็นบ่อบ้างบางช่วง แต่เส้นทางไปอมก๋อยตอนนี้ก็ดีกว่าสมัยก่อนเยอะที่เคยเป็นแต่ถนนลูกรังชะเป็นส่วนใหญ่ ก่อนที่จะไปถึงหมู่บ้านห้วยปูลิงหรือหมู่บ้านมูเซอก็ตามเราต้องไปที่ลงทะเบียนชำระค่าใช้จ่ายที่ หน่วยพิทักษ์ป่าปางตึง เขตรัษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ซึ่งสามารถหาในGoogle mapได้เลยครับ เน้นว่าอย่าลืมหากว่าเราลืมจะต้องขับรถย้อนกลับไปหลายกิโลเลยทีเดียว เพื่อไปลงทะเบียนก่อนขึ้นดอยม่อนจองจะเสียเวลาเอาครับ
พอผมลงทะเบียนเสร็จก็ไปเดินทางไปต่อที่หมู่บ้านห้วยปูลิงเพื่อไปพักโฮมสเตย์ที่นั้นเลย ระหว่างทางเจอวิวสวยๆจนอดใจไม่ได้เป็นอันต้องลงแวะไปถ่ายตลอด บรรยากาศวิวข้างทางคือฟินเลยทีเดียว
ผมเดินทางมาถึงทางเข้าของหมู่บ้านห้วยปูลิงตอนก็เป็นช่วงหัวค่ำแล้ว ก็ต้องบอกก่อนครับทางเข้าหมู่บ้านนี้ก็ต้องวัดใจกันหน่อยครับ ถ้าใครคิดว่ามือไม่แข็งขับรถจริงๆหรือช่วงนั้นมีฝนตกหนักชนิดน้ำไหลตามถนน แนะนำประสานให้ที่พักโฮมสเตย์เอารถมารับตรงทางเข้าหมู่บ้านได้ครับ ไม่ต้องเสี่ยงขับรถขึ้นไป ซึ่งวันนั้นผมเลือกที่จะเอารถขึ้นไป จะมีจังหวะได้เสี่ยวๆเหมือนกันครับแต่ก็รอดปลอดภัยกันมาได้ จนมาถึงบ้านโฮมสเตย์ของหมู่บ้านผมและเพื่อนๆก็พากันทานข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน ทำธุระส่วนตัวแล้วก็หลับเพื่อพักผ่อนกัน เพื่อเก็บแรงไปพิชิตยอดดอยม่อนจองวันพรุ่งนี้ ตอนนั้นบรรยากาศภายในหมู่บ้านเงียบสงบมากๆ ซึ่งเหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ แถมบวกอากาศที่หนาวทำให้ความรู้สึกฟินมากครับสำหรับการได้มาพักผ่อนสถานที่แห่งนี้
วันที่สอง ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่นเตรียมพร้อมจะขึ้นดอยม่อนจอง
ผมตื่นมาตอนเช้าพร้อมกับเสียงไก่ที่โห่ขันดังทั่วหมู่บ้าน ผมรู้สึกว่าวันเวลานานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงนี้ มันเป็นบรรยากาศที่ห่างหายไปนานมากที่ไม่ค่อยเจอโมเม้นแบบนี้ พอผมตื่นเสร็จก็ล้างหน้าแปรงฟันทำธุระส่วนตัวตามปกติ กินอาหารเช้าจากที่พักโฮมสเตย์ที่ได้จัดเตรียมไว้ เช้านี้คือเมนูข้าวต้มไข่ลวกที่เป็นเมนูยอดฮิตของที่พักหลายๆที่ ทั้งนี้ที่พักโฮมสเตย์ยังมีกาแฟเครื่องดื่มให้สั่งหรือใครจะกินพิชช่าดอยก็ต้องสั่งเขาล่วงหน้าไว้ 1 วันนะครับอันนี้ต้องโทรจองก่อนจะมา กินข้าวไรกันเสร็จก็ถึงเวลาเตรียมของที่จะขึ้นดอยม่อนจอง สำหรับใครที่คิดว่าแบกของไม่ไหวก็จ้างลูกหาบเอาครับ เหมือนว่าจะคิดกิโลกรัมละ 40 บาท (รวมทั้งขาไปขากลับ) ครั้งนี้ตัวผมเองลองแบกของเองน้ำหนักก็จะอยู่ประมาณ 16 กิโลกรัม ชึ่งก็พอแล้วสำหรับการเดินขึ้นครั้งนี้ ก็ต้องบอกก่อนว่าเอาที่ตัวเองแบกไหวนะครับเพื่อจะได้ไม่ต้องมาเที่ยวแบบลำบาก จะไม่สนุกเอา
สักประมาณ 8 โมงรถโฟวิลล์ก็จะมารับเราขึ้นไปยังจุดเริ่มเดินด้วยเท้าขึ้นดอยม่อนจอง ถนนทางเดินรถถือว่าโหดมาก ผมคิดในใจพี่เขาขับขึ้นมาได้ยังไง ทั้งสูงทั้งชันและขรุขระตลอดทาง โยกตัวจนสนั่นหวั่นไหวราวกับเราอยู่ในเครื่องปั่นยังไงอย่างนั้นเลย แต่ก็สนุกมากครับ ถ้าจะเป็นสายลุยไม่หวั่นไหวอยู่แล้วใช่ไหมครับ 555
ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ไม่รู้แต่ที่รู้ในตอนนั้นผมที่นั้งหน้ารถจะอ้วกแล้ว ไม่ได้แฮงเหล้าแต่แฮงรถนั้นละครับ ถึงจุดเริ่มเดินก็ถ่ายรูปหมู่กันชะหน่อยก่อนขึ้นเพื่อเก็บไว้เทียบตอนขากลับอีกทีว่าหน้าตาสภาพร่างกายแค่ละคนจะเปลี่ยนแปลงมากแค่ไหนตอนขากลับ ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็พร้อมที่จะลุยเดินทางกัน!! เรส สะ โก
สำหรับทางขึ้นจะมีชันเป็นระยะบ้างให้ได้ดันดอยกัน แต่ก็ถือว่าระยะทางเดินไม่ยาวมากครับ มีทั้งทางเรียบให้เดินสลับกันไป มีเหนื่อยกันบ้างแต่ก็พักให้หายเหนื่อยแล้วก็เดินต่อ เพื่อนในกรุ๊ปก็พูดคุยตลกๆกันไปตลอดทางจึงทำให้ทริปนี้สนุก ชึ่งจะบอกว่าใครไม่มาถือว่าพลาดมาก พลาดที่โดนนินทาจากเพื่อนๆ เฮ้ย!!ไม่ใช่อันนี้ล้อเล่นครับ
วิวสำหรับทางเดินเท้าจะเต็มไปด้วยต้นไม้สูงๆให้ได้เดินแบบเย็นสบาย ซึ่งจะมาร้อนทีก็ก่อนที่จะถึง ภูหินช่อ นั้นล่ะครับมุมถ่ายยอดฮิตก่อนจะถึงยอดดอยม่อนจอง แต่เขากั้นไว้ไม่ให้ขึ้นไปถ่ายสาเหตุก็น่าจะเรื่องความปลอดภัยครับแอบเสียดายเหมือนกัน
พอเราเดินไปเรื่อยๆ จนถึงเนินที่ถือว่าชันที่สุดของการเดินขึ้นยอดดอยม่อนจองแห่งนี้ นั้นก็คือเนินฮิบฮอบหรือว่าดอยหมาหอบนั้นเอง ระดับความชันถือว่าชันมากเลยทีเดียว ผมกะระดับสายตาความชันก็น่าจะประมาณ 60-70 องศาอะไรประมาณนั้นครับ ระยะมางของเนินแม้จะไม่ยาวมากนักแต่ก็เอาพละกำลังพวกเราถดถอยได้เหมือนกันครับ เรียกได้ว่าเหนื่อนสุดก็เนินนี้ละครับ
พอพ้นเนินฮิบฮอบหรือดอยหมาฮอบไปแล้ว จากนี้ไปก็ไม่มีไรต้องให้เหนื่อยอีกแล้ว เดินไปเรื่อยๆไม่ไกลเราก็จะผ่านลานกอล์ฟช้าง ที่เป็นดอยหัวโล้นที่มีหญ้าปกคลุมมองไปก็เหมือนสนามกอล์ฟยังไงยังนั้นซึ่งก็สวยจริงครับ นี้ก็ถือได้ว่าเรามาดอยม่อนจองแห่งนี้สำเร็จแล้ว พวกผมใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆในการเดิน เมื่อมาถึงจุดนี้อันดับแรกผมต้องไปที่จุดกางเต้นท์เราก่อนเพื่อสำหรับที่จะพักในค่ำคืนนี้ ก่อนที่ผมจะเดินทางไปจุดสูงสุดของดอยม่อนจองนั่นก็คือ ดอยผาหัวสิง นั้นเอง ถ้าไม่ไปก็เหมือนมาไม่ถึงนะครับ
ผมเริ่มเดินไปยอดดอยหัวสิงห์จุดสูงสุดของดอยม่อนจองตอนบ่ายสาม บอกเลยว่าร้อนพอได้ครับแต่ไม่ถือว่าร้อนจนแสบไหม้ ผมต้องเอาเสื้อกันหนาวไปด้วย หากพระอาทิตย์เริ่มตกอากาศมันน่าจะลดอุณหภูมิลงวูบ พกเอาไว้เผื่อกันหนาวก็ดีครับ ระยะทางจากจุดลานกอล์ฟช้างถึงจุดยอดดอยหัวสิงก็ไกลอยู่นะครับ สำหรับทางเดินจะสลับขึ้นลงผ่านแต่ละเนินถือว่าไม่ได้เหนื่อยสักเท่าไหร่ เดินไปเรื่อยๆชิวๆครับ
จนในที่สุดพวกผมก็สามารถขึ้นไปยังดอยหัวสิงห์ได้ ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถ้าจำไม่ผิดนะครับ บนยอดดอยหัวสิงจะเห็นวิวที่สวยงามที่เป็นเนินดอยต่างๆสลับชับช้อนและยังเห็นลำน้ำแม่ตื่นด้วยนะครับวิวข้างบนสวยงามมากครับ
พระอาทิตย์เริ่มกำลังตกลงเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มหนาวลงวูบอย่างที่คิดจริงๆด้วย บวกกับลมเย็นที่พัดแรง ทำให้ผมต้องกลับไปที่ลานกอล์ฟช้างเพื่อกลับไปลานกางเต้นท์ก่อนที่จะหมดแสงพระอาทิตย์ของวันนี้ บอกได้ว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นบรรยากาศที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้เลย เพราะแสงพระอาทิตย์ที่ตกดินที่นี้สวยงามมาก แสงสีโทนส้มอันอบอุ่นประกอบกับลมหนาว มันช่างเป็นการเดินป่าที่สุดแสนจะวิเศษกันเลยทีเดียวเดินไปก็อดที่จะถ่ายภาพเก็บไว้ไม่ได้จริงๆครับ