สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
ผมจะใส่ซองช่วยงานตามกำลังที่พอดี ดูไม่น่าเกลียด เพระเรายังร่วมงานกันอยู่ ไม่จะไม่ได้อยู่ร่วมแผนก แต่ก็องค์กรเดียวกัน
น้องที่หน่วยงานแต่ตำแหน่งงานสูงกว่าผม บอกว่างานแต่งเขาเขาไม่แจกซองคนในหน่วยงาน แต่ผมไปร่วมงานพร้อมซอง และทุกคนก็ในหน่วยงานก็ทำแบบนี้
การแสดงความมีน้ำใจ เริ่มทีเราได้เลย ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นเขาทำก่อนแล้วเราค่อยตอบแทน
ถ้าคุณไม่ชอบความแล้งน้ำใจเรื่องของเขา คุณจะทำตัวแล้งน้ำใจเหมือนเขาเหรอครับ
น้องที่หน่วยงานแต่ตำแหน่งงานสูงกว่าผม บอกว่างานแต่งเขาเขาไม่แจกซองคนในหน่วยงาน แต่ผมไปร่วมงานพร้อมซอง และทุกคนก็ในหน่วยงานก็ทำแบบนี้
การแสดงความมีน้ำใจ เริ่มทีเราได้เลย ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นเขาทำก่อนแล้วเราค่อยตอบแทน
ถ้าคุณไม่ชอบความแล้งน้ำใจเรื่องของเขา คุณจะทำตัวแล้งน้ำใจเหมือนเขาเหรอครับ
ความคิดเห็นที่ 15
มันจะมีคนประเภทแจกซองหว่านไปเรื่อย
ตอนทำงานแรกๆ เราก็ไม่ทันโลก ก็จะไปงานพวกที่แจกหว่านมาแบบนี้
สิ่งที่เห็นในงานคือ โต๊ะไม่พอกับแขกที่มา ทำให้รู้เลยว่าแจกซองมั่วแล้วคิดว่าแขกจะไม่มาแต่ฝากใส่ซองอย่างเดียว
พอเริ่มรู้เดียงสา ซองพวกแจกหว่านผมจะไม่เคยไปร่วมงานเลย แต่ใส่ซองแล้วฝากคนอื่นไป
พอแก่พรรษามากขึ้น ซองพวกแจกหว่าน ผมไม่ไป ไม่ใส่ซอง ปล่อยผ่าน
ตอนทำงานแรกๆ เราก็ไม่ทันโลก ก็จะไปงานพวกที่แจกหว่านมาแบบนี้
สิ่งที่เห็นในงานคือ โต๊ะไม่พอกับแขกที่มา ทำให้รู้เลยว่าแจกซองมั่วแล้วคิดว่าแขกจะไม่มาแต่ฝากใส่ซองอย่างเดียว
พอเริ่มรู้เดียงสา ซองพวกแจกหว่านผมจะไม่เคยไปร่วมงานเลย แต่ใส่ซองแล้วฝากคนอื่นไป
พอแก่พรรษามากขึ้น ซองพวกแจกหว่าน ผมไม่ไป ไม่ใส่ซอง ปล่อยผ่าน
ความคิดเห็นที่ 8
ถ้าใครในที่ทำงานให้ซองมา เราใส่หมดค่ะ เราถือเป็นค่าภาษีสังคม แต่ใส่มากใส่น้อยแล้วแต่ความสนิท แล้วแต่ความรักความชอบส่วนตัว ถ้าอย่างที่ว่ามาก็คงเอาแบงก์ม่วงไปสักใบ พอละ อันนี้คือน้อยสุดเท่าที่เราจะใส่กรณีไม่ไปงาน ซึ่งแต่ละคนก็คงจะมีมาตรฐานเป็นของตัวเองไม่เท่ากัน
เราถือว่าใส่เป็นค่าไม่ให้ผิดใจกัน ยังไงก็ต้องทำงานร่วมกัน ถึงต่างแผนก วันหน้าอาจจะมีเหตุให้ต้องประสานงานหรือพึ่งพากัน
แต่ถ้าคุณไม่อยากใส่ ก็แล้วแต่คุณ แต่ก็ไม่มีใครตอบได้หรอกว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง วันหน้าเขาจะมีท่าทียังไง และคุณก็ไม่ได้ทำผิดอะไรที่จะไม่ใส่ เพียงแต่ใจคนมันยากแท้หยั่งถึง เงิน 500 สำหรับเรากินบุฟเฟต์มื้อเดียวยังไม่ได้เลย เพราะงั้นเราก็ใส่ๆ ไปอย่างที่บอก คิดซะว่าเป็นภาษีสังคมที่ต้องจ่าย แต่ถ้าคุณจะไม่คิดแบบเราก็ไม่ผิด เอาที่สบายใจ
ป.ล. แต่เรื่องไปเยี่ยมที่โรงบาล ต่อให้สนิทกับคนที่ทำงานแค่ไหน ตราบใดที่ยังเป็นแค่ "เพื่อนร่วมงาน" (ไม่ถึงกับให้เข้าไปในโซนว่าเป็นเพื่อนจริงๆ) เราก็ไม่เคยไปเยี่ยมใครที่โรงพยาบาลเลยนะ เราว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และสลับกันถ้าเรานอนโรงบาล เราก็ไม่ต้องการให้คนที่ทำงานมาเยี่ยมเช่นกันค่ะ เราว่ามันเป็นพื้นที่ของครอบครัว คนรัก เพื่อนที่ต้องสนิทมากจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน ส่วนเรื่องโทรไป เป็นเราก็ไม่โทรค่ะ คิดว่าคนป่วยคงอยากพักผ่อนมากกว่ามานั่งรับสาย มากสุดคือส่งไลน์ไปถามไถ่และอวยพรให้หายไวๆ แค่นั้น
เราถือว่าใส่เป็นค่าไม่ให้ผิดใจกัน ยังไงก็ต้องทำงานร่วมกัน ถึงต่างแผนก วันหน้าอาจจะมีเหตุให้ต้องประสานงานหรือพึ่งพากัน
แต่ถ้าคุณไม่อยากใส่ ก็แล้วแต่คุณ แต่ก็ไม่มีใครตอบได้หรอกว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง วันหน้าเขาจะมีท่าทียังไง และคุณก็ไม่ได้ทำผิดอะไรที่จะไม่ใส่ เพียงแต่ใจคนมันยากแท้หยั่งถึง เงิน 500 สำหรับเรากินบุฟเฟต์มื้อเดียวยังไม่ได้เลย เพราะงั้นเราก็ใส่ๆ ไปอย่างที่บอก คิดซะว่าเป็นภาษีสังคมที่ต้องจ่าย แต่ถ้าคุณจะไม่คิดแบบเราก็ไม่ผิด เอาที่สบายใจ
ป.ล. แต่เรื่องไปเยี่ยมที่โรงบาล ต่อให้สนิทกับคนที่ทำงานแค่ไหน ตราบใดที่ยังเป็นแค่ "เพื่อนร่วมงาน" (ไม่ถึงกับให้เข้าไปในโซนว่าเป็นเพื่อนจริงๆ) เราก็ไม่เคยไปเยี่ยมใครที่โรงพยาบาลเลยนะ เราว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ และสลับกันถ้าเรานอนโรงบาล เราก็ไม่ต้องการให้คนที่ทำงานมาเยี่ยมเช่นกันค่ะ เราว่ามันเป็นพื้นที่ของครอบครัว คนรัก เพื่อนที่ต้องสนิทมากจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน ส่วนเรื่องโทรไป เป็นเราก็ไม่โทรค่ะ คิดว่าคนป่วยคงอยากพักผ่อนมากกว่ามานั่งรับสาย มากสุดคือส่งไลน์ไปถามไถ่และอวยพรให้หายไวๆ แค่นั้น
แสดงความคิดเห็น
ผมจะใจดำไหมครับไหม, ถ้าเราจะไม่ช่วยการ์ดงานแต่งของคนในที่ทำงานที่ไม่ได้สนิทกัน
ป.ล. ตอนเป็นโควิดผมเข้าใจครับแยกแยะออกครับว่าเยี่ยมไม่ได้, อีกอย่างผมกักตัวอยู่บ้าน (พอดีผมพื่งเคยตั้งกระทู้ครั้งแรกเลยไม่รู้ว่าแก้ไขเนื้อในอยู่ตรงไหน)
ป.ล.2. ตอนนี้ผมโอนไปให้เค้าแล้วครับ, เค้าบอกแค่ว่า "ขอบคุณ" (16/11/2566)