กระทู้นี้ ขอข้อแนะนำหรือความคิดเห็นหน่อยนะคะ
คุณแม่มีลูกชาย น้องเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าพูด แต่ไม่คิดว่าอาการน้องจะหนักกว่าที่คุณแม่พบเจอ คุณแม่มีลูกชายตอนคุณแม่อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นลูกชายคนแรกของครอบครัว น้องเกิดโดยใช้วิธีผ่าคลอด เลี้ยงปกติธรรมชาติ คุณแม่เลี้ยงด้วยตนเอง เลี้ยงดูปกติ น้องเดินได้ตอน 1ขวบเต็ม แต่ไม่ยอมพูด ไม่ฟังใคร จนถึง3ขวบ น้องเข้ารร.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยมีคุณแม่เป็นคุณครูที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำชั้นร่วมกับครูพี่เลี้ยงอีก1คน น้องก็นิสัยเหมือนเดิม ไม่ยอมพูดยอมคุยเล่นกับใคร เดินตามคุณแม่อย่างเดียว ซึ่งค่อนข้างลำบากต่อการสอนเด็กคนอื่น ประกอบด้วยคุณยายของน้องคิดว่าน้องเป็นเด็กสมาธิสั้น คุณแม่จึงพาน้องไปหาคุณหมอและตรวจอาการที่รพ. คุณหมอนัดดูอาการเป็นระยะ เพราะว่าน้องยังเล็กเกินไป ยังไม่สามารถดูอาการออกได้เลย ให้รอช่วงอายุที่จะพัฒนาการเห็นได้ชัดขึ้น ถึงช่วงน้อง 4ขวบ น้องเริ่มพูดคำง่ายๆได้กับคนใกล้ชิด เข้าใจคำพูดที่คนอื่นสนทนาด้วย
คุณแม่ได้ลาออกจากรร.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อมาเตรียมตัวสอบบรรจุครูผู้ช่วย เมื่อก้าวเข้าระดับชั้นอนุบาล 1 น้องได้ย้ายมาเรียน รร.รัฐบาลใกล้บ้าน โดยมีเพื่อนของคุณแม่ทำงานบรรจุเป็นครูอนุบาล3อยู่ที่นั้น คุณแม่ได้ถามไถ่อาการน้องกับเพื่อน และคุณครูประจำชั้นน้องตลอดระยะ โดยมี ผอ.รร.แห่งนั้นร่วมสังเกตอาการ เพราะผอ.เคยทำงานที่รร.เด็กพิเศษมาก่อน ทุกคนล้วนแต่บอกว่าน้อง เรียน เล่น ทำกิจกรรมได้เป็นปกติแต่น้องมักจะติดคุณครูประจำชั้นมาก คุณครูประจำชั้นน้องค่อนข้างมีอายุและจิตใจดี เป็นคนใจเย็นมากค่ะ
ต่อมาคุณแม่สอบครูผู้ช่วย แต่สอบไม่ผ่าน คุณแม่จึงกลับมาสอนอีกครั้งระดับชั้นอนุบาล2 ที่รร.เอกชนแห่งใหม่ ซึ่งมีสวัสดิการของครูเอกชนคือ ลูกสามารถเรียนฟรีไม่เสียค่าเทอม คุณแม่จึงนำลูกทั้งสอง มาเรียนด้วยกันคุณแม่มีลูก2คนนะคะ น้องเป็นลูกชายคนโต ส่วนคนที่2 เป็นลูกสาวห่างกับพี่ชาย 1ปี10เดือน (เลี้ยงดูเองมาเหมือนกันแต่น้องสาวปกติตามวัยเหมือนเด็กคนอื่นๆ) น้องได้ย้ายไปตอน ภาคเรียนที่ 2ของอนุบาล แต่คนละห้องที่คุณแม่สอนนะคะ (ภาคเรียนที่ 2 ตอนอนุบาล 2 น้องไม่ได้ไป รร.เลยค่ะ เพราะสถานการณ์โควิด ที่รัฐบาลสั่งให้เรียนอยู่กับบ้าน รับงานและนำมาทำที่บ้านทุกสัปดาห์ เท่ากับน้องไม่เคยเรียนกับครูประจำชั้นตอนเทอมแรกของ อ.2เลย)
น้องมาเรียนภาคเรียนที่2กับคุณครูคนใหม่ ซึ่ง สอนระดับชั้นเดียวกับคุณแม่ แต่คนละห้อง ทุกคนสังเกตอาการน้องมีอาการเริ่มหนัก คือ จะร้องไห้ไม่ยอมเข้าห้องเรียน เวลาเรียนก็จะทำไปร้องไห้ไป ทำงานไป ไม่ยอมเล่นยอมพูดกับใคร ไม่กล้าขออนุญาตครูเข้าห้องน้ำ ทำให้ฉี่ในห้องเรียนบ่อยครั้ง หนักสุดคือคุณครูแจกใบงานและมาขยำทิ้ง พอถึงช่วงเลิกเรียนน้องก็จะร่าเริงสดใสผิดกับตอนเรียน พูดคุยวิ่งเล่นกับน้องสาวหรือลูกครูในวัยเดียวกันทุกวันก่อนกลับบ้าน
น้องเริ่มเข้าสู่ ชั้น อ.3 น้องก็ยังเหมือนเดิม ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นกับใครจะอยู่คนเดียวนิ่งๆเงียบๆ น้องเริ่มกล้าเปล่งออกเสียงเบาๆในการสะกดคำท่อง ก-ฮ,A-Z,หรืออ่านคำง่ายๆ นอกเหนือจากการท่องต่างๆในเวลาเรียน(คุณครูประจำชั้นน้องเล่าให้ฟังนะคะ)แต่น้องก็จะไม่พูดคุยเหมือนเดิม ใครถามอะไรก็ไม่ตอบ ต้องขอบคุณคุณครูที่ช่วยดูแลน้องเป็นอย่างดี ซึ่งดีขึ้นมา คุณแม่เป็นห่วงเรื่องเรียนกับการใช้ชีวิตใน รร.ในช่วงวัยน้อง เพราะน้องอยู่บ้านจะเป็นปกติ ถือว่าพูดเก่งมากเลยค่ะ แต่อยู่รร.น้องจะหวาดกลัวไปทุกสิ่งอย่าง
พอถึงช่วง ป.1 น้องได้ย้ายรร.ไป รร.ที่ใหญ่ขึ้น( รร.เอกชนนี้เป็น รร.ขนาดใหญ่นะค่ะ มี 2ที่ ที่แรกคือระดับชั้น อนุบาล ที่คุณแม่สอน สอนอีกที่ รร.เดียวกันแต่แยกอยู่คนละที ห่างกัน ประมาณ 3 กม. มีระดับชั้นประถม-มัธยม น้องมีอาการหนักรุนแรงเท่าที่คุณแม่เคยเจอ น้องนิ่งเงียบมาก ไม่ยอมพูดยอมจากับใครเมื่ออยู่รร. ไม่ยอมพูดแม้กระทั่งครู ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่ไปซื้อขนม จะนั่งอยู่กับที่ตลอดเวลา เวลาทำงาน ทำได้แต่ทำช้า ชอบนั่งเหม่อลอย ไม่ค่อยสนใจฟัง ไม่ชอบทำงาน ทำไปก็นั่งร้องไห้ไปด้วย ฉี่ราดในห้องเพราะไม่ยอมขอครูเข้าห้องน้ำ ครูสั่งให้ทำอะไรก็จะนั่งนิ่งๆไม่ขยับเขยื้อนเล่นเหมือนเพื่อนคนอื่น ตามวัยเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่จะซุกซนเป็นธรรมดา เมื่อคุณหมอเกี่ยวกับจิตเวชนัด คุณหมอบอกว่าน้องไม่ใช่สมาธิสั้นหรือโรคอื่นๆที่ได้ทำแบบประเมิน แต่ น้องเป็นโรควิตกกังวล หวาดระแวง ไม่ไว้ใจใคร กลัวสังคมคนเยอะๆ ให้คุณแม่กับคุณครูประจำชั้นมีส่วนช่วยน้องร่วมกันคือ หาเพื่อน1คนเป็นบัดดี้ให้น้องสนิทใจกล้าคุยกล้าเล่นมากขึ้น เวลาน้องทำถูกให้ชื่นชม เวลาทำผิดอย่าดุให้สอนใช้น้ำเสียงที่ใจเย็น พาน้องเข้าสังคมบ่อย เช่น เดินเล่น ทำกิจกรรมร่วมกัน (ซึ่งคุณแม่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว น้องก็ปกติ ยกเว้นที่ รร.อย่างเดียว) คุณครูประจำชั้นก็ให้ความร่วมมือ แต่คุณครูบางท่านอาจยังไม่เข้าใจในตัวเด็ก เพราะว่าน้องเรียนเป็นรายวิชาในแต่ละชม.จะเปลี่ยนคาบเปลี่ยนคุณครูสอนตามรายวิชาทุก ชม.ครูบางท่านอาจไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เพราะคุณแม่เข้าใจว่า ห้องเรียน มีเด็ก 30กว่าคน เด็กมีความพร้อม พัฒนาการของเด้กแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยธรรมชาติเด็กจะมีความดื้อซน คุณครูต้องควบคุม อาจจะต้องใช้การดุ ใช้น้ำเสียงที่ดังมากๆ เมื่อเสียงดัง น้องก็จะหวาดกลัวและตกใจร้องไห้ทุกครั้ง และเป็นแบบนี้เกือบทุกวัน
เวลาน้องคุยกับคุณหมอ คุณหมอใจเย็นมากๆ น้องเริ่มไว้ใจนิดหนึ่ง แต่ยังไม่กล้าพูด ใช้ศีรษะพยักหน้ากับส่ายหัวเพื่อสื่อสารอย่างเดียวค่ะ คุณหมอปรึกษากับคุณแม่ว่าลองให้ยามั้ย เป็นยาแก้คลายกังวล ต้องกินติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6เดือน คุณแม่กับคุณครูปรึกษากัน สรุปน้องยังไม่ต้องกิน เพราะคุณแม่กลัวว่าจะเอาโรคไปให้น้อง ซึ่งยังไม่รู้ว่าน้องเป็นอะไรกันแน่ คุณครูก็กลัวว่าน้องยังไม่ถึงขนาดหนักมากเท่ากับเพื่อนน้องอีกคนที่สมาธิสั้นจึงยังไม่ให้ทานค่ะคุณตาแท้ๆน้องเป็นคนไม่ค่อยพูด(เสียแล้วนะคะ) คุณแม่เองสมัยก่อนเป็นคนโรคส่วนตัวสูงไม่พูดคุยกับใครเหมือนกัน แต่ตอนนี้ดีขึ้นนะคะเพื่อให้เข้ากับหน้าที่การงาน คุณแม่คิดว่าน่าจะเป็นพันธุกรรม แต่ก็ไม่หนักเท่ากับตัวน้องคะ
คุณครูทุกท่านบอกว่าการเรียนน้องถือว่าพอใช้ เรียนได้ปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดอย่างเดียว
จนคุณแม่ได้สอบบรรจุข้าราชการได้ จึงจำเป็นที่จะต้องออกจาก รร.เอกชน แห่งนี้ ซึ่งเราไม่ได้ใกล้ชิดสนิทกับคุณครูที่สอนน้องเหมือนก่อน จึงยากที่จะสังเกตน้องในการใช้ชีวิตใน รร. ใช้วิธีสอบถามคุณครูประจำชั้น กับพฤติกรรมน้องอย่างเดียว
ทุกคนที่อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างค่ะ เคยเจอเคสแบบนี้บ้างมั้ย หรือว่ามีคำแนะนำอย่างไรบ้างคุณแม่เครียดมาก ขอให้รร.ซ้ำชั้นน้องบ้าง เพราะคิดว่าน้องเรียนช้า ไม่ทันเพือนวัยเดียวกัน บางครั้งอยากเอาน้องไปรร.เด็กพิเศษมาก(ใช้ชีวิตลำบากเพราะน้องไม่ยอมพูดจนเพื่อนคิดว่าเป็นใบ้ มีปัญหากับการเรียน เพราะการเรียนต้องมีกิจกรรมออกมาพูดหน้าห้อง ซึ่งน้องไม่พูด ครูบังคับให้พูดอย่างไรก็ไม่พูด) หรือว่านำน้องไปเรียนรัฐบาลที่มี รร.เด็กน้อยๆค่ะ น้องจะมีปัญหาไม่ยอมพูดที่รร.อย่างเดียว ไปสถานที่อื่นๆที่มี คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ป้า น้า อา น้องสาวหรือคนอื่นๆที่เป็นบุคคลที่สนิทใกล้ชิดน้อง น้องจะร่าเริง พูดคุยสนุกสนานเป็นปกติตามประสาวัยเด็กค่ะ คุณแม่เป็นห่วงน้องจริงๆค่ะ
ลูกชาย6ขวบไม่ยอมพูด สนทนากับใครที่โรงเรียน
* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะคุณแม่มีลูกชาย น้องเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าพูด แต่ไม่คิดว่าอาการน้องจะหนักกว่าที่คุณแม่พบเจอ คุณแม่มีลูกชายตอนคุณแม่อายุ 26 ปี ซึ่งเป็นลูกชายคนแรกของครอบครัว น้องเกิดโดยใช้วิธีผ่าคลอด เลี้ยงปกติธรรมชาติ คุณแม่เลี้ยงด้วยตนเอง เลี้ยงดูปกติ น้องเดินได้ตอน 1ขวบเต็ม แต่ไม่ยอมพูด ไม่ฟังใคร จนถึง3ขวบ น้องเข้ารร.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยมีคุณแม่เป็นคุณครูที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำชั้นร่วมกับครูพี่เลี้ยงอีก1คน น้องก็นิสัยเหมือนเดิม ไม่ยอมพูดยอมคุยเล่นกับใคร เดินตามคุณแม่อย่างเดียว ซึ่งค่อนข้างลำบากต่อการสอนเด็กคนอื่น ประกอบด้วยคุณยายของน้องคิดว่าน้องเป็นเด็กสมาธิสั้น คุณแม่จึงพาน้องไปหาคุณหมอและตรวจอาการที่รพ. คุณหมอนัดดูอาการเป็นระยะ เพราะว่าน้องยังเล็กเกินไป ยังไม่สามารถดูอาการออกได้เลย ให้รอช่วงอายุที่จะพัฒนาการเห็นได้ชัดขึ้น ถึงช่วงน้อง 4ขวบ น้องเริ่มพูดคำง่ายๆได้กับคนใกล้ชิด เข้าใจคำพูดที่คนอื่นสนทนาด้วย
คุณแม่ได้ลาออกจากรร.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อมาเตรียมตัวสอบบรรจุครูผู้ช่วย เมื่อก้าวเข้าระดับชั้นอนุบาล 1 น้องได้ย้ายมาเรียน รร.รัฐบาลใกล้บ้าน โดยมีเพื่อนของคุณแม่ทำงานบรรจุเป็นครูอนุบาล3อยู่ที่นั้น คุณแม่ได้ถามไถ่อาการน้องกับเพื่อน และคุณครูประจำชั้นน้องตลอดระยะ โดยมี ผอ.รร.แห่งนั้นร่วมสังเกตอาการ เพราะผอ.เคยทำงานที่รร.เด็กพิเศษมาก่อน ทุกคนล้วนแต่บอกว่าน้อง เรียน เล่น ทำกิจกรรมได้เป็นปกติแต่น้องมักจะติดคุณครูประจำชั้นมาก คุณครูประจำชั้นน้องค่อนข้างมีอายุและจิตใจดี เป็นคนใจเย็นมากค่ะ
ต่อมาคุณแม่สอบครูผู้ช่วย แต่สอบไม่ผ่าน คุณแม่จึงกลับมาสอนอีกครั้งระดับชั้นอนุบาล2 ที่รร.เอกชนแห่งใหม่ ซึ่งมีสวัสดิการของครูเอกชนคือ ลูกสามารถเรียนฟรีไม่เสียค่าเทอม คุณแม่จึงนำลูกทั้งสอง มาเรียนด้วยกันคุณแม่มีลูก2คนนะคะ น้องเป็นลูกชายคนโต ส่วนคนที่2 เป็นลูกสาวห่างกับพี่ชาย 1ปี10เดือน (เลี้ยงดูเองมาเหมือนกันแต่น้องสาวปกติตามวัยเหมือนเด็กคนอื่นๆ) น้องได้ย้ายไปตอน ภาคเรียนที่ 2ของอนุบาล แต่คนละห้องที่คุณแม่สอนนะคะ (ภาคเรียนที่ 2 ตอนอนุบาล 2 น้องไม่ได้ไป รร.เลยค่ะ เพราะสถานการณ์โควิด ที่รัฐบาลสั่งให้เรียนอยู่กับบ้าน รับงานและนำมาทำที่บ้านทุกสัปดาห์ เท่ากับน้องไม่เคยเรียนกับครูประจำชั้นตอนเทอมแรกของ อ.2เลย)
น้องมาเรียนภาคเรียนที่2กับคุณครูคนใหม่ ซึ่ง สอนระดับชั้นเดียวกับคุณแม่ แต่คนละห้อง ทุกคนสังเกตอาการน้องมีอาการเริ่มหนัก คือ จะร้องไห้ไม่ยอมเข้าห้องเรียน เวลาเรียนก็จะทำไปร้องไห้ไป ทำงานไป ไม่ยอมเล่นยอมพูดกับใคร ไม่กล้าขออนุญาตครูเข้าห้องน้ำ ทำให้ฉี่ในห้องเรียนบ่อยครั้ง หนักสุดคือคุณครูแจกใบงานและมาขยำทิ้ง พอถึงช่วงเลิกเรียนน้องก็จะร่าเริงสดใสผิดกับตอนเรียน พูดคุยวิ่งเล่นกับน้องสาวหรือลูกครูในวัยเดียวกันทุกวันก่อนกลับบ้าน
น้องเริ่มเข้าสู่ ชั้น อ.3 น้องก็ยังเหมือนเดิม ไม่ยอมพูดคุยหรือเล่นกับใครจะอยู่คนเดียวนิ่งๆเงียบๆ น้องเริ่มกล้าเปล่งออกเสียงเบาๆในการสะกดคำท่อง ก-ฮ,A-Z,หรืออ่านคำง่ายๆ นอกเหนือจากการท่องต่างๆในเวลาเรียน(คุณครูประจำชั้นน้องเล่าให้ฟังนะคะ)แต่น้องก็จะไม่พูดคุยเหมือนเดิม ใครถามอะไรก็ไม่ตอบ ต้องขอบคุณคุณครูที่ช่วยดูแลน้องเป็นอย่างดี ซึ่งดีขึ้นมา คุณแม่เป็นห่วงเรื่องเรียนกับการใช้ชีวิตใน รร.ในช่วงวัยน้อง เพราะน้องอยู่บ้านจะเป็นปกติ ถือว่าพูดเก่งมากเลยค่ะ แต่อยู่รร.น้องจะหวาดกลัวไปทุกสิ่งอย่าง
พอถึงช่วง ป.1 น้องได้ย้ายรร.ไป รร.ที่ใหญ่ขึ้น( รร.เอกชนนี้เป็น รร.ขนาดใหญ่นะค่ะ มี 2ที่ ที่แรกคือระดับชั้น อนุบาล ที่คุณแม่สอน สอนอีกที่ รร.เดียวกันแต่แยกอยู่คนละที ห่างกัน ประมาณ 3 กม. มีระดับชั้นประถม-มัธยม น้องมีอาการหนักรุนแรงเท่าที่คุณแม่เคยเจอ น้องนิ่งเงียบมาก ไม่ยอมพูดยอมจากับใครเมื่ออยู่รร. ไม่ยอมพูดแม้กระทั่งครู ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่ไปซื้อขนม จะนั่งอยู่กับที่ตลอดเวลา เวลาทำงาน ทำได้แต่ทำช้า ชอบนั่งเหม่อลอย ไม่ค่อยสนใจฟัง ไม่ชอบทำงาน ทำไปก็นั่งร้องไห้ไปด้วย ฉี่ราดในห้องเพราะไม่ยอมขอครูเข้าห้องน้ำ ครูสั่งให้ทำอะไรก็จะนั่งนิ่งๆไม่ขยับเขยื้อนเล่นเหมือนเพื่อนคนอื่น ตามวัยเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่จะซุกซนเป็นธรรมดา เมื่อคุณหมอเกี่ยวกับจิตเวชนัด คุณหมอบอกว่าน้องไม่ใช่สมาธิสั้นหรือโรคอื่นๆที่ได้ทำแบบประเมิน แต่ น้องเป็นโรควิตกกังวล หวาดระแวง ไม่ไว้ใจใคร กลัวสังคมคนเยอะๆ ให้คุณแม่กับคุณครูประจำชั้นมีส่วนช่วยน้องร่วมกันคือ หาเพื่อน1คนเป็นบัดดี้ให้น้องสนิทใจกล้าคุยกล้าเล่นมากขึ้น เวลาน้องทำถูกให้ชื่นชม เวลาทำผิดอย่าดุให้สอนใช้น้ำเสียงที่ใจเย็น พาน้องเข้าสังคมบ่อย เช่น เดินเล่น ทำกิจกรรมร่วมกัน (ซึ่งคุณแม่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว น้องก็ปกติ ยกเว้นที่ รร.อย่างเดียว) คุณครูประจำชั้นก็ให้ความร่วมมือ แต่คุณครูบางท่านอาจยังไม่เข้าใจในตัวเด็ก เพราะว่าน้องเรียนเป็นรายวิชาในแต่ละชม.จะเปลี่ยนคาบเปลี่ยนคุณครูสอนตามรายวิชาทุก ชม.ครูบางท่านอาจไม่ค่อยให้ความร่วมมือ เพราะคุณแม่เข้าใจว่า ห้องเรียน มีเด็ก 30กว่าคน เด็กมีความพร้อม พัฒนาการของเด้กแต่ละคนที่แตกต่างกัน โดยธรรมชาติเด็กจะมีความดื้อซน คุณครูต้องควบคุม อาจจะต้องใช้การดุ ใช้น้ำเสียงที่ดังมากๆ เมื่อเสียงดัง น้องก็จะหวาดกลัวและตกใจร้องไห้ทุกครั้ง และเป็นแบบนี้เกือบทุกวัน
เวลาน้องคุยกับคุณหมอ คุณหมอใจเย็นมากๆ น้องเริ่มไว้ใจนิดหนึ่ง แต่ยังไม่กล้าพูด ใช้ศีรษะพยักหน้ากับส่ายหัวเพื่อสื่อสารอย่างเดียวค่ะ คุณหมอปรึกษากับคุณแม่ว่าลองให้ยามั้ย เป็นยาแก้คลายกังวล ต้องกินติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6เดือน คุณแม่กับคุณครูปรึกษากัน สรุปน้องยังไม่ต้องกิน เพราะคุณแม่กลัวว่าจะเอาโรคไปให้น้อง ซึ่งยังไม่รู้ว่าน้องเป็นอะไรกันแน่ คุณครูก็กลัวว่าน้องยังไม่ถึงขนาดหนักมากเท่ากับเพื่อนน้องอีกคนที่สมาธิสั้นจึงยังไม่ให้ทานค่ะคุณตาแท้ๆน้องเป็นคนไม่ค่อยพูด(เสียแล้วนะคะ) คุณแม่เองสมัยก่อนเป็นคนโรคส่วนตัวสูงไม่พูดคุยกับใครเหมือนกัน แต่ตอนนี้ดีขึ้นนะคะเพื่อให้เข้ากับหน้าที่การงาน คุณแม่คิดว่าน่าจะเป็นพันธุกรรม แต่ก็ไม่หนักเท่ากับตัวน้องคะ
คุณครูทุกท่านบอกว่าการเรียนน้องถือว่าพอใช้ เรียนได้ปกติ มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดอย่างเดียว
จนคุณแม่ได้สอบบรรจุข้าราชการได้ จึงจำเป็นที่จะต้องออกจาก รร.เอกชน แห่งนี้ ซึ่งเราไม่ได้ใกล้ชิดสนิทกับคุณครูที่สอนน้องเหมือนก่อน จึงยากที่จะสังเกตน้องในการใช้ชีวิตใน รร. ใช้วิธีสอบถามคุณครูประจำชั้น กับพฤติกรรมน้องอย่างเดียว
ทุกคนที่อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างค่ะ เคยเจอเคสแบบนี้บ้างมั้ย หรือว่ามีคำแนะนำอย่างไรบ้างคุณแม่เครียดมาก ขอให้รร.ซ้ำชั้นน้องบ้าง เพราะคิดว่าน้องเรียนช้า ไม่ทันเพือนวัยเดียวกัน บางครั้งอยากเอาน้องไปรร.เด็กพิเศษมาก(ใช้ชีวิตลำบากเพราะน้องไม่ยอมพูดจนเพื่อนคิดว่าเป็นใบ้ มีปัญหากับการเรียน เพราะการเรียนต้องมีกิจกรรมออกมาพูดหน้าห้อง ซึ่งน้องไม่พูด ครูบังคับให้พูดอย่างไรก็ไม่พูด) หรือว่านำน้องไปเรียนรัฐบาลที่มี รร.เด็กน้อยๆค่ะ น้องจะมีปัญหาไม่ยอมพูดที่รร.อย่างเดียว ไปสถานที่อื่นๆที่มี คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย ป้า น้า อา น้องสาวหรือคนอื่นๆที่เป็นบุคคลที่สนิทใกล้ชิดน้อง น้องจะร่าเริง พูดคุยสนุกสนานเป็นปกติตามประสาวัยเด็กค่ะ คุณแม่เป็นห่วงน้องจริงๆค่ะ