สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
แก้ไขยาก เข้าใจความรู้สึกของคุณนะครับ
แต่ถ้าคุณมีงาน มีเงินเป็นของตัวเอง คุณก็จะไม่ทุกข์ขนาดนี้ครับ
การใช้ชีวิตที่ต้องพึ่งคนอื่น 100% ก็แบบนี้ละครับ
เสียงก็ไม่ดัง เรียกร้องอะไรก็ไม่มีน้ำหนักครับ
แต่ถ้าคุณมีงาน มีเงินเป็นของตัวเอง คุณก็จะไม่ทุกข์ขนาดนี้ครับ
การใช้ชีวิตที่ต้องพึ่งคนอื่น 100% ก็แบบนี้ละครับ
เสียงก็ไม่ดัง เรียกร้องอะไรก็ไม่มีน้ำหนักครับ
สมาชิกหมายเลข 7814067 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6340510 ถูกใจ, พงษ์ภราธร ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3745515 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1013828 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1808133 ถูกใจ, Top_General ถูกใจ, Momose ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5876302 ถูกใจ, วัยรุ่นผู้เคว้งคว้างกับชีวิต ถูกใจรวมถึงอีก 60 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 3
มองว่าสมเหตุสมผล คุณ 70 น้อง 30 ภรรยาไม่จำเป็นต้อง 100 ไม่เกี่ยวว่ารักมากหรือรักน้อย สามีภรรยา เลิกกันก็เป็นคนอื่น พี่น้องยังไงก็เป็นพี่น้อง ตัดกันไม่ขาดต้องพึ่งพากันอยู่ดี (คหสต)
สมาชิกหมายเลข 7921246 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 7881989 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 7823312 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1391446 ถูกใจ, พงษ์ภราธร ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3745515 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1013828 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2889307 ถูกใจ, noonette ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 7822100 ถูกใจรวมถึงอีก 65 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 5
มันเงินประกันเขา ชีวิตเขา เขาจะให้ใครมันก็เป็นสิทธิของเขา เขาอาจมีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น อย่างผม ผมแต่งงานใหม่ๆก็ไม่ไว้ใจเมียหรอกครับ บอกกันตรงๆ ผมไว้ใจแม่ และพี่ชาย พี่สาวมากกว่าอีก ทำประกันก็คนในบ้านรับผลประโยชน์ครับ เมียไม่เกี่ยว
ซึ่งผมบอกเลย เมียผมทำประกันเขาก็ใช้ชื่อแม่เขาเช่นกัน ผมก็ไม่ได้ไปเอี่ยวอะไร ซึ่งเมียทำก่อนผมซะอีก ผมก็ไม่แคร์อะไร ตังเขา สิทธิเขา ผมไม่ได้อยากได้ตังเขา
เมื่อเวลาผ่านไป ความไว้ใจกันมันถึงเกิด อีกเป็น10ปี กว่าผมจะมีทำประกันใหม่ใช้ชื่อเมียเป็นผู้รับผลประโยชน์คนละครึ่งกับแม่ ซึ่งผมบอกเลยนะ แม่ผมก็ไม่เอาหรอก แม่ตาย มรดกมันก็มาอยู่ที่ผม/ลูกผมอยู่ดี แต่ที่ต้องใส่ 2 ชื่อ เพราะถ้าคนในชื่อผู้เอาประกันไม่อยู่แล้ว มันต้องมาแก้ไข การใส่ชื่อหลายคนที่เราไว้ใจเผื่อไว้ มันดีกว่า (เน้นว่าไว้ใจนะ)
ดังนั้นมันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก เขาแค่ต้องแบ่งความเสี่ยง
ซึ่งผมบอกเลย เมียผมทำประกันเขาก็ใช้ชื่อแม่เขาเช่นกัน ผมก็ไม่ได้ไปเอี่ยวอะไร ซึ่งเมียทำก่อนผมซะอีก ผมก็ไม่แคร์อะไร ตังเขา สิทธิเขา ผมไม่ได้อยากได้ตังเขา
เมื่อเวลาผ่านไป ความไว้ใจกันมันถึงเกิด อีกเป็น10ปี กว่าผมจะมีทำประกันใหม่ใช้ชื่อเมียเป็นผู้รับผลประโยชน์คนละครึ่งกับแม่ ซึ่งผมบอกเลยนะ แม่ผมก็ไม่เอาหรอก แม่ตาย มรดกมันก็มาอยู่ที่ผม/ลูกผมอยู่ดี แต่ที่ต้องใส่ 2 ชื่อ เพราะถ้าคนในชื่อผู้เอาประกันไม่อยู่แล้ว มันต้องมาแก้ไข การใส่ชื่อหลายคนที่เราไว้ใจเผื่อไว้ มันดีกว่า (เน้นว่าไว้ใจนะ)
ดังนั้นมันไม่ได้สำคัญอะไรหรอก เขาแค่ต้องแบ่งความเสี่ยง
ผู้ช่วยตัวโกง ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1391446 ถูกใจ, พงษ์ภราธร ถูกใจ, a-la-pool ถูกใจ, Seris ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2889307 ถูกใจ, Tony Bana ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 7822100 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6800009 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2787473 ถูกใจรวมถึงอีก 39 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 23
70/30 ถือว่าโอเค ดูคำตอบของคุณ คุณยังแบ่งครึ่งๆระหว่างคุณกับแม่เลย
ประเทศนี้ไม่ได้เป็นประเทศที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่เป็นประเทศที่คนหาเงินเป็นใหญ่ เพราะประเทศเราเศรษฐกิจไม่ได้ร่ำรวย คนรวยน้อยคนจนเยอะ ถ้าอยากได้ความแฟร์ คุณคงต้องทำงาน
ประเทศนี้ไม่ได้เป็นประเทศที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่เป็นประเทศที่คนหาเงินเป็นใหญ่ เพราะประเทศเราเศรษฐกิจไม่ได้ร่ำรวย คนรวยน้อยคนจนเยอะ ถ้าอยากได้ความแฟร์ คุณคงต้องทำงาน
เด็กเอาแต่ใจ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2889307 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2787473 ถูกใจ, Momose ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4522283 ถูกใจ, Capture the Timeline ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1149597 ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 1
อย่าคิดมากให้ตัวเองเป็นทุกข์เลยค่ะ
น้องของเขาที่มาก่อนคุณเขาอาจจะรักน้องเป็นห่วงน้องมากจึงคิดจะแบ่งเงินประกันให้น้องถ้าเขาตายลงไป
น้องชายของเขาก็คือคนในครอบครัวของเขาค่ะ
ฉะนั้นเมื่อลูกพอช่วยเหลือตัวเองได้คุณควรหางานทำจะได้มีเงินเป็นของตัวเองค่ะ
น้องของเขาที่มาก่อนคุณเขาอาจจะรักน้องเป็นห่วงน้องมากจึงคิดจะแบ่งเงินประกันให้น้องถ้าเขาตายลงไป
น้องชายของเขาก็คือคนในครอบครัวของเขาค่ะ
ฉะนั้นเมื่อลูกพอช่วยเหลือตัวเองได้คุณควรหางานทำจะได้มีเงินเป็นของตัวเองค่ะ
พงษ์ภราธร ถูกใจ, หมาบิ๊ก ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1063152 ถูกใจ, มีลูกชื่อหยอง หลงรัก, สมาชิกหมายเลข 7311719 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6095458 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5090846 ถูกใจ, นาคสีส้ม ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1076526 ถูกใจ, lady of sea ถูกใจรวมถึงอีก 10 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
สามีแบ่งเงินประกันให้น้องสามี 30% เราต้องรู้สึกยังไง
วันนี้เราถามเขาว่า ถ้าเกิดวันนึงเทอตาย ประกันตกเป็นของใคร (เราอยู่ในประเทศที่ผช เป็นใหญ่ ซึ่งน้องชายจะต้องเข้ามาจัดการทุกอย่างถ้าสามีตาย)
สามี : 50/50 ไม่ก็70/30 กับน้องชาย
เราอึ้งไปเลย เพราะตอนนี้เราเป็นแม่บ้าน แสดงว่าเขาไม่ได้คิดถึงอนาคตเราและลูกในตอนที่ไม่มีเขา ถูกไหมค่ะ
ใช่เราอาจจะหวังเรื่องเงิน เพราะเราไม่ได้ทำงานเราไม่มีเงิน
ตอนนี้ใช้กระเป๋าตังเดียวกัน เพราะเราไม่ได้คิดมาก
อีกอย่างเราอยากได้อะไร ซื้ออะไรก็ได้
แต่เรารู้สึกไม่โอเค กับคำตอบที่เขาให้มา
*เขาบอกว่าน้องชายเขาไม่เอาหรอก
เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่คำตอบที่ดี
เราต้องทำยังไงดีคะ
--------------------------------------
ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาคอมเม้นนะคะ
เราต้องขอประทานโทษ ไม่คิดว่าทุกคนจะตอบกันเยอะมากมายขนาดนี้
ขอบคุณคนที่เม้นกันอย่างสุภาพทั้งที่เราไม่เคยเจอกันมาก่อน บางครั้งเราแค่ต้องการกำลังใจหรือหาทางออก มันเป็นอารมณ์โมโหผัวล้วนๆ แต่สามีก็โทรมาเคลียร์ส่งเอกสารมาให้ดูแล้วว่าเป็นเราและลูก
ต้องขอบคุณ คุณโอซามุไค007 มากนะคะ และอีกหลายคอมเม้นที่ไม่ได้เอ่ยถึง สุดท้ายเราสามีภรรยาต้องคุยกัน ตอนนี้สามีก็เพิ่มเงินเดือนและเงินก้อน อิอิ เราสบายใจแล้วครัช รักทุกคนนะคะ
เราตามไปอ่านคอมเม้น คอมเม้นนึงถูกใจเรามาก คุณ nungning
เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ มันอาจทำให้เรารู้สึกสับสนและไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองได้ครับ เรื่องของการจัดการทางการเงินหลังจากการจากไปของคู่ชีวิตเป็นเรื่องสำคัญที่คู่สามีภรรยาควรจะนั่งลงมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกฝ่ายรู้สึกสบายใจและมั่นใจในอนาคตของตนเองและลูกๆ ครับ
การที่สามีแบ่งเงินประกันให้น้องชาย 30% อาจสะท้อนถึงความสำคัญที่เขาให้กับครอบครัวเดิมของเขา แต่ในฐานะภรรยาและแม่ของลูก คุณก็มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกไม่สบายใจ หากคิดว่าการจัดสรรนี้อาจไม่เป็นธรรมหรือไม่เพียงพอสำหรับคุณและลูกในอนาคต ในสถานการณ์แบบนี้ครับ สิ่งที่ควรทำคือ:
1. การสื่อสารที่เปิดเผย: นั่งคุยกับสามีอย่างจริงจังเกี่ยวกับความกังวลของคุณ และว่าทำไมคุณถึงรู้สึกว่าการจัดสรรเงินประกันในลักษณะนี้อาจไม่เหมาะสม
2. การวางแผนทางการเงินร่วมกัน: พยายามหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าเป็นธรรมและสบายใจ อาจรวมถึงการทำประกันชีวิตหรือการวางแผนการเงินอื่นๆ เพื่อความมั่นคงในอนาคต
3. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากจำเป็น ควรปรึกษากับทนายความหรือนักวางแผนการเงินเพื่อให้ได้คำแนะนำที่เหมาะสม
ในท้ายที่สุด การตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดสรรเงินประกันควรจะสะท้อนถึงความต้องการและความรับผิดชอบที่คุณทั้งสองมีต่อกันและต่อครอบครัวของคุณครับ การพูดคุยและคำนึงถึงอนาคตร่วมกันเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ทั้งคุณและสามีรู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและความมั่นคงของครอบครัวครับ