[รีวิว] Past Lives - รักแรกที่ลืมยากของฝั่งชายกับรักปัจจุบันของฝั่งหญิงและนายอเมริกันตัวร้าย

Past Lives เป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นส่วนตัวของเซลีน ซง เป็นอย่างมาก เพราะจากบทสัมภาษณ์ตัวเธอเล่าว่า เนื้อเรื่องส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์ของเธอเอง โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่องที่ทั้งสามตัวละครนั่งกันอยู่ในบาร์ เป็นการจับห้วงอารมณ์ที่ติดอยู่ในความทรงจำของเธอ มาขยายออกเป็นเรื่องราวของความรักของคนสอง(สาม)คนที่มี “โชคชะตา” เป็นอุปสรรคขวางกั้น

แม้ว่าภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวของความเป็น “รักแรก” จะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแทบไม่มีพื้นที่ใหม่ๆ ให้สำรวจประเด็นนี้แล้ว แต่เซลีน ซง ไปไกลกว่าแค่ “หนังรักน้ำเน่า” ที่มักจะเน้นย้ำแต่ความรักที่ไม่อาจสมหวังได้หรือความถวิลหาอีกฝ่าย จนแทบจะพุ่งตัวเข้าไปในจอฉายตบหน้าตัวเอกสักทีแล้วบอกว่า “ตื่นๆๆ” ทำนองนั้น

แต่ตัวละคร “นอร่า” (Greta Lee) ที่ถอดแบบมาจากตัวผู้กำกับเซลีนแบบแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์นี้ ทำให้แง่มุมของความรักไม่ได้กองอยู่ที่เรื่องของความถวิลหาเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ “แฮซอง” (Teo Yoo) จะเป็นฝ่ายที่ทำตามขนบแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งการสลัดรักแรกทิ้งไม่ได้และออกเดินทางข้ามโลกเพื่อตามหาเธอคนนั้น แต่นอร่า คือ คนที่เดินตามจังหวะชีวิตของตัวเองและมีเป้าหมายชีวิตชัดเจน ทั้งการก้าวหน้าในอาชีพและครอบครัว (เรียกว่ามูฟออนไปแล้วก็ได้)

ประเด็นเรื่องภาษาและวัฒนธรรมในการเป็นคนสองโลกของนอร่า ทำให้มิติของเนื้อเรื่องจึงเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด ตัวหนังพยายามสำรวจและขับเน้นเรื่องราวจุดนี้ เพื่อในแง่หนึ่ง คือ เป็นการสร้างความเป็นสากลให้กับความรักแบบโชคชะตาที่ฝั่งตะวันตกอาจจะไม่ค่อยได้พบเห็นสักเท่าไหร่ (แต่ฝั่งตะวันออกคงเคยชินกับประเด็นนี้ไปแล้ว) และอีกแง่หนึ่ง เพื่อเป็นเหมือนตัวช่วยเล็กๆ ที่ให้ผู้ชมยังรู้สึกว่า นอร่าและแฮซองยังมีสายสัมพันธ์กันอยู่บางๆ ยกตัวอย่างเช่น ฉากที่นอร่าฝันแล้วละเมอเป็นภาษาเกาหลี โดยที่สามีของเธออย่าง อาเธอร์ (John Magaro) ไม่เข้าใจความหมาย และชัดที่สุดในฉากที่บาร์ของทั้งสาม นอร่าพูดภาษาเกาหลีกับแฮซอง ในขณะที่อาเธอร์สามีคนปัจจุบันนั่งฟังนิ่งๆ เพราะไม่รู้ว่าทั้งสองพูดอะไรกัน เป็นการกีดกันตัวละครนี้ออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ

ในเรื่องมีการพูดถึงคำว่า “อินยอน” (In-Yun) ซึ่งนอร่าให้ความหมายไว้ว่า เป็นเหมือนโชคชะตา หรือพรหมลิขิต ที่ผูกโยงกันตั้งแต่ชาติปางก่อนให้กลับมาเจอกันอีกครั้งในชาตินี้ ซึ่งอาจจะมีระยะเวลานานถึง 8,000 ชาติ เลยก็ได้ แม้ว่าโดยความเป็นจริง อินยอนอาจจะไม่ได้ใช้เฉพาะกับเรื่องของความรักเพียงอย่างเดียว (ในทางพุทธศาสนาอาจจะเทียบได้กับเรื่องของ “กรรม” ที่ทำร่วมกันมา) แต่ในเรื่องเหมือนนอร่าจะผลักความผิดที่ทั้งคู่ไม่ได้สมหวังกันในชาตินี้ เพราะว่าอินยอนของทั้งคู่ยังไม่สัมฤทธิ์ผลหรือยังไม่ถึงเวลานั่นเอง

แน่นอนว่าผู้กำกับเซลีนไม่ลืมจะใส่ความคิดยอดฮิตของผู้ที่ติดหล่มในรักแรก อย่างการพรรณนาถึงเรื่อง “ถ้าหาก” (What if) ในมุมมองของแฮซองว่า ถ้าหากวันนั้นนอร่าไม่ต้องย้ายมาอยู่อเมริกา เขาและเธอจะได้ครองคู่กันหรือไม่ แม้แต่อาเธอร์เองก็ยังคิดถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าวันนั้นเขาไม่ได้พบกับนอร่าที่บ้านพัก เขาและเธอจะมานอนร่วมเตียงกันอยู่ตรงนี้หรือไม่ เป็นการจินตนาการถึงโลกคู่ขนาดที่เพิ่มกลิ่นอายความเป็นไซไฟให้กับภาพยนตร์ได้ดีเลย แต่ในมุมของนอร่าเธอไม่เคยต้องคิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะเธอตั้งมั่นอยู่กับเป้าหมายในการเป็นนักเขียนของเธอเพียงอย่างเดียว

อาเธอร์เป็นตัวละครที่มีมิติอย่างคาดไม่ถึง เขาไม่ใช่แค่ตัวประกอบหรือที่ในเรื่องเขาพูดว่า “สามีคนขาวชาวอเมริกันตัวร้าย” ที่เป็นเพียงแค่อุปสรรคของพระนางเท่านั้น แต่อาเธอร์ถูกเล่าออกมาในมุมลึกแบบที่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ ทั้งการยอมให้แฮซองมาพบกับนอร่า โดยให้เหตุผลว่า แฮซองต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาเจอคนที่เขาไม่ได้เจอตั้งยี่สิบกว่าปี เขา(อาเธอร์)จะไปห้ามไม่ให้ทั้งคู่เจอกันได้อย่างไร

ในมุมหนึ่งอาเธอร์อาจจะไว้ใจนอร่า แต่อีกมุมหนึ่งท่าทีของนอร่าก็ยิ่งทำให้เขาดูเป็นตัวประกอบที่น่าสงสาร จากที่เธอเผยว่าการอยู่กินในฐานะสามีภรรยากับเขาก็เพราะต้องการ “ใบเขียว” หรือ Green Card เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตในนิวยอร์กได้ในฐานะพลเมืองและการอยู่ด้วยกันก็ประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย ซึ่งจุดนี้ทำให้ผู้ชมแทบจะเดาใจนอร่าไม่ออกว่าตกลงแล้วความรักของเธอคืออะไร หรือตกลงแล้วเธอเป็นคนที่เห็นแก่ตัวที่ขอแค่ทำในสิ่งที่ได้ประโยชน์ก็จะทำ โดยไม่ได้สนใจจะเชิดชูความรัก(ที่ไม่อิ่มท้อง)

และทุกสิ่งทุกอย่างจะออกมายอดเยี่ยมไม่ได้หาก ไม่ใช่ความสามารถในการเล่าเรื่องของผู้กำกับเซลีน ไม่น่าเชื่อว่านี่คืองานในการกำกับครั้งแรกของเธอ แต่กลับดูช่ำชองและอยู่มือเป็นอย่างมาก จังหวะเรื่องที่ไม่ช้าไม่เร็ว ที่ใช้ในการค่อยๆ บรรจงสร้างบรรยากาศ และประคับประคองตัวเรื่องทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างดี มันทั้งงดงามและเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ของความโหยหา ฉากหลังของนิวยอร์กและสถานที่ต่างๆ ที่สวยงามแต่แฝงความปวดร้าวเอาไว้ด้วยการใช้การวางองค์ประกอบภาพเพื่อบอกความหมาย รวมทั้งประเด็นที่กล่าวไปข้างต้น คือความลงตัวของการผสานกลิ่นอายแบบตะวันออกและตะวันตกอย่างลงตัว

หากมีจุดที่น่าเสียดายก็ตรงที่การเล่าความสัมพันธ์ในวัยเด็กของแฮซองและนอร่าดูรวบรัดและแห้งแล้งไปสักหน่อย การที่ตัวเรื่องแบ่งเป็นช่วงชีวิตทีละ 12 ปีของตัวละคร ในแง่ดี คือ สามารถครอบคลุมช่วงชีวิตของการเปลี่ยนแปลงได้ แต่อีกแง่มันก็ทำให้รายละเอียดหลายๆ อย่างดูไม่ค่อยจะต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะใบหน้าของตัวละครที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย (ก็เข้าใจเหตุผลอยู่ แต่มันอดคิดไม่ได้จริงๆ)

สรุป Past Lives ผลงานการกำกับเรื่องแรกของผู้กำกับหญิง เซลีน ซง ที่แม้จะเล่าเรื่องรักแรกที่เสี่ยงจะซ้ำซากแต่ก็ยังหาแง่มุมและเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวเรื่องได้อย่างน่าชื่นชม ในการพูดถึงเรื่องภาษาและวัฒนธรรมที่ดูเป็นสากล และความละเมียดในการเล่าเรื่อง การแสดงของนักแสดง การถ่ายภาพ รวมถึงงานสร้างที่ทุกอย่างสอดประสานกันได้อย่างลงตัว ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอที่น่าจดจำและยอดเยี่ยมสมกับการแปะชื่อ A24 ไว้จริงๆ

Story Decoder
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่