ตามรอยบุษบาลุยไฟตอนที่ ๔ ชมวัดราชโอรสาราม วัดไทยที่ผสมศิลปะจีน กับพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในฝั่งธนฯ

ผมพลาดบุษบาลุยไฟไปในตอนที่แล้ว วันนี้ได้ดูอีกครั้งในตอนที่ ๔ มีเรื่องน่าสนใจที่อยากจะนำเสนอ ๓ เรื่องด้วยกัน

มีตอนหนึ่งที่ลำจวนพูดถึงวัดราชโอรส ทำให้ผมสะดุดหูขึ้นมาทันที เพราะวัดนี้เป็นวัดที่ผมผูกพันที่สุด เนื่องจากผมเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดราชโอรส ได้อยู่ใกล้วัดนี้มาตั้งแต่ ม.๑ และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังแวะไปอยู่เรื่อย ๆ

วัดราชโอรส หรือชื่อเต็ม ๆ คือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร อยู่ในเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ โดยวัดนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ชื่อวัดว่าวัดจอมทอง จนสมัยรัชกาลที่ ๒ มีข่าวว่าข้าศึกจะบุกมา จึงมีพระบรมราชโองการให้รัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ยกทัพไปสกัด ระหว่างทางทรงพักทัพที่วัดจอมทองแล้วทำพิธีเบิกโขลนทวารเพื่อความเป็นสิริมงคลในการรบ ทรงอธิษฐานว่าหากชนะศึกจะกลับมาบูรณะวัดนี้ สุดท้ายข้าศึกไม่ได้ยกทัพมาตามข่าว จึงทรงบูรณะวัดนี้ รัชกาลที่ ๒ พระราชทานนามว่า วัดราชโอรสาราม เพราะพระราชโอรสทรงสร้าง


วัดนี้สร้างด้วยศิลปะแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ ๓ คือมีศิลปะแบบจีนผสมผสานอยู่ ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา ต่างจากยุคก่อนหน้าที่เป็นศิลปะแบบไทยประเพณี วัดที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีลักษณะแบบนี้หลายวัด เช่น วัดเทพธิดาราม วัดนางนอง เป็นต้น นอกจากนี้ในวัดยังมีตุ๊กตาจีนมากมายตั้งประดับประดาอยู่ เรียกตุ๊กตาจีนเหล่านี้ว่า อับเฉา เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการค้าขายกับจีนมาก เมื่อขายสินค้าหมดแล้ว ขากลับเรือก็เบาอาจถูกพายุพัดจมได้ จึงต้องสั่งซื้อตุ๊กตาจีนมาเป็นอับเฉาถ่วงเรือไม่ให้จม จากนั้นก็มีการนำไปประดับไว้ตามวัดต่าง ๆ

เจดีย์แบบจีนที่เรียกว่า ถะ

พระอุโบสถ
พระวิหารพระนอน
พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร พระประธานในพระอุโบสถ

พระพุทธชัยสิทธิธรรมนาท ในศาลาการเปรียญ เป็นปางประทานธรรม ถือตาลปัตรในมือ

พระยืนในพระวิหารที่เป็นพระอุโบสถเก่า

พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรมสมเด็จ สรรเพชญพุทธบพิตร
จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ เป็นเครื่องบูชาแบบจีน

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่