สวัสดีค่ะ อยากสอบถามพี่ๆ เรื่องการย้ายที่ทำงาน ประสบการณ์ทำงาน 2 ปี เพราะเพิ่งเคยย้ายงานครั้งแรกเลยเกิดความกังวล ขอแทนที่ทำงานปัจจุบันคือ ก ส่วนที่ที่จะย้ายไปคือ ข นะคะ ปัจจุบันยังไม่ลาออก (แจ้งที่ใหม่แล้ว) และไปสัมภาษณ์งานที่ ข และที่ ข แจ้งมาให้เรากำหนดวันเริ่มงานได้เลยและแจ้งไว้ก่อนแล้ว ระยะเวลาระหว่างนี้ยังไม่เกิดการเซ็นสัญญาจ้างเกิดขึ้นเลยเป็นโอกาสให้ตัดสินใจว่าจะลาออกจากที่เก่าดีไหม โดยระยะเวลาผ่านโปรอยู่ที่ 4 เดือน ซึ่งจขกทกลัวจะไม่ผ่านโปรมากค่ะ ด้วยสาเหตุทางการเงินและครอบครัว ถ้าหากเราไม่ผ่านโปรก็จะเสียเสาหลักไปหนึ่งคน (เสาหลักมีทั้งหมด 2 คน สมาชิกที่เลี้ยง 4 คนรวมเสาหลัก) เงินเก็บแทบไม่มีค่ะเรียกได้ว่าไม่พร้อม (เพราะโอกาสมากระทันหันมาก ไม่ทันได้รับมือ) กลัวที่จะรับความเสี่ยงเลยอยากให้พี่ๆ ช่วยพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะผ่านโปร รวมถึงเปรียบเทียบระหว่างที่เก่ากับที่ใหม่ค่ะ เป้าหมายคืออยากมีความก้าวหน้าและความคล่องตัวทางการเงินให้มากขึ้นเพื่อคนที่บ้าน
โดยส่วนตัว จขกท ค่อนข้างเรียนรู้เร็ว ประสบการณ์ในสายงานพอมีบ้าง ไม่ได้เก่งแต่ก็ไม่ได้แย่
ขอเปรียบเทียบที่ทำงานเก่ากับที่ใหม่นะคะ
1. รายได้ : ฐานเงินเดือนของที่ ข = รายได้รวมโอที รวมทำทุกอย่างแล้วของที่ทำงาน ก (หรืออาจมากกว่า) นอกจากฐานเงินเดือนของที่ ข ยังมีค่า Extra ต่างๆ เช่น ค่าภาษา โบนัส และเงินค่าต่างๆ ที่ที่ทำงานเก่าไม่มี
2. ความยากง่าย : ที่ทำงาน ก งานมีความยากกว่า และซับซ้อนกว่า (ข้อมูลได้รับแจ้งจากทาง HR) แต่โดยมากงานมีความเหมือนกัน อาจแตกต่างด้วยระบบต่างๆ ความยากของที่ทำงาน ข สำหรับจขกท. คือ บทบาทหน้าที่ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นบทบาทที่ไม่เคยถูกเทรนมาจากที่แรกเลย และเป็นบทบาทที่รู้สึกว่าค่อนข้างยาก แต่ที่ทำงาน ข แจ้งว่าจะเทรนให้ตั้งแต่แรกเริ่มโดยไม่สนประสบการณ์และไม่ได้คาดหวังประสบการณ์จากที่เก่ามากนัก ในขณะเดียวกันที่ทำงาน ข มาตรฐานสูงมาก ความยากอยู่ที่จะสามารถตามมาตรฐานของที่ ข ได้มั้ย โดยมาตรฐานต่างจากที่ ก ในหลายๆ ด้าน นอกจากนี้ถามจากพี่ที่มีประสบการณ์เดียวกันแต่ทำในที่ทำงานอื่นที่มีขนาดเล็กกว่า เขาบอกว่าเทรนไม่ยาก 1-2 เดือนก็ได้แล้ว แต่ในส่วนของที่ทำงาน ข ไม่แน่ใจว่ามาตรฐานจะพอใจที่จุดไหน
3. ภาระงาน : ถ้าเทียบกันที่ทำงาน ข น้อยกว่ามาก จากข้อมูลจาก HR มีการแบ่งหน้าที่ ค่อนข้างดีและสอดคล้องกับหน้าที่ที่จ้างมาจริง ในขณะที่ที่ทำงาน ก ทำทุกอย่าง หน้าที่รับผิดชอบเยอะมากจนนอกเหนือหน้าที่ของตนเองลามไปถึงต้องทำแทนหน้าที่รับผิดชอบคนอื่น โดยงานแบ่งตามความ senior ถ้าอายุน้อยงานจะมาก นอกจากทำงานตัวเองแล้วก็ต้องทำของคนอื่นด้วยเพราะถ้ารุ่นพี่นั่งเฉยๆ ไม่ลุกขึ้นมาทำ = น้องต้องทำเพราะถ้างานไม่เดิน เราโดนว่า รวมถึงต้องมาทำงานก่อนเวลาเพื่อเคลียร์งานให้ทันก่อนเริ่มงานเช้า โดยงานจะทำกันเป็นทีม แต่มักจะเป็นเหมือนกึ่งบังคับให้น้องเล็กสุดต้องทำ ถ้าไม่ทำจะโดนว่า คนในที่ทำงานที่ลาออกมักลาออกด้วยเหตุผลดังกล่าว คือ การแบ่งภาระงานที่ไม่เป็นธรรม พยายามคุยเรื่องนี้กับหัวหน้าแล้วแต่ไม่เป็นผลเพราะมีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกันกับ Senior คนเข้าออกวุ่นวายเป็นหนังแขก
4. สังคม : ที่ทำงาน ก มีความระบบศักดินาค่อนข้างชัด ความยากลำบากเข้าขั้น toxic อาศัยความอดทนอย่างมาก ตามที่พูดถึงข้างบน พนักงานลาออกกันทุกปี ปีละ 1-2 คน ในส่วนที่ทำงาน ข ไม่อาจทราบได้ ข้อมูลน้อยมากจนกังวล
ยอมรับว่าทำงานที่ ก จนเป็นเซฟโซนเรื่องความมั่นคง เพราะที่ ก เลิกจ้างกันยากมาก(เนื่องจากคนขาด ทำให้คนที่ทำงานไม่ง้อและนำไปสู่การทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ) ทั้งที่ถูกปฏิบัติแบบแย่ๆ มาตลอดรวมถึงถูกลดทอนคุณค่าอยู่บ่อยครั้งจนอยากลาออกมานานมาก ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน ติดปัญหาเดียวคือความมั่นคงของชีวิต เงินก็เก็บไม่ค่อยได้เพราะเงินเดือนน้อย+เลี้ยงที่บ้านด้วย ส่วนเรื่องที่บ้านเคยเสนอว่าให้หาทางทำมาหากินเพิ่มถ้ามันลำบาก ให้ดิ้นรนหาเงินบ้าง ก็บอกว่าติดนั่นนี่ อะไรก็ยากขนาดว่าเราคิดสูตรสำเร็จให้แล้วว่าให้ทำแบบนี้ก็ยังไม่อยากทำ พอเราจะย้ายงานเราก็ปรึกษากัยที่บ้านว่าถ้าไม่ผ่านโปรจะทำยังไง ที่บ้านก็บอกเราว่าก็กัดก้อนเกลือกินไง ไม่มีให้กำลังใจใดๆ ทั้งนั้นและดูไม่คิดจะดิ้นรนหาเงินด้วย เรารู้แย่มากเพคาะเค้าก็รู้ว่าเรา suffer กับที่ทำงานเก่าแค่ไหน และที่ทำงานใหม่เป็นโอกาสดีแค่ไหนทั้งเรื่องเงินและความก้าวหน้า หรือเราควรเลิกคิดเรื่องที่บ้านแล้วรักตัวเองดีคะ บางทีเราก็รู้สึกว่าที่บ้านมีวิธีพูดที่จะให้เราทำงานที่เดิมเพราะเขาได้เงินอยู่เรื่อยๆ พอมีความเสี่ยงเข้ามาก็เลยคิดว่าจะมีโอกาสจะไม่ได้ตังค์เลยไม่เชียร์
ขอคำปรึกษาเรื่องการลาออกเพื่อย้ายที่ทำงาน
โดยส่วนตัว จขกท ค่อนข้างเรียนรู้เร็ว ประสบการณ์ในสายงานพอมีบ้าง ไม่ได้เก่งแต่ก็ไม่ได้แย่
ขอเปรียบเทียบที่ทำงานเก่ากับที่ใหม่นะคะ
1. รายได้ : ฐานเงินเดือนของที่ ข = รายได้รวมโอที รวมทำทุกอย่างแล้วของที่ทำงาน ก (หรืออาจมากกว่า) นอกจากฐานเงินเดือนของที่ ข ยังมีค่า Extra ต่างๆ เช่น ค่าภาษา โบนัส และเงินค่าต่างๆ ที่ที่ทำงานเก่าไม่มี
2. ความยากง่าย : ที่ทำงาน ก งานมีความยากกว่า และซับซ้อนกว่า (ข้อมูลได้รับแจ้งจากทาง HR) แต่โดยมากงานมีความเหมือนกัน อาจแตกต่างด้วยระบบต่างๆ ความยากของที่ทำงาน ข สำหรับจขกท. คือ บทบาทหน้าที่ที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นบทบาทที่ไม่เคยถูกเทรนมาจากที่แรกเลย และเป็นบทบาทที่รู้สึกว่าค่อนข้างยาก แต่ที่ทำงาน ข แจ้งว่าจะเทรนให้ตั้งแต่แรกเริ่มโดยไม่สนประสบการณ์และไม่ได้คาดหวังประสบการณ์จากที่เก่ามากนัก ในขณะเดียวกันที่ทำงาน ข มาตรฐานสูงมาก ความยากอยู่ที่จะสามารถตามมาตรฐานของที่ ข ได้มั้ย โดยมาตรฐานต่างจากที่ ก ในหลายๆ ด้าน นอกจากนี้ถามจากพี่ที่มีประสบการณ์เดียวกันแต่ทำในที่ทำงานอื่นที่มีขนาดเล็กกว่า เขาบอกว่าเทรนไม่ยาก 1-2 เดือนก็ได้แล้ว แต่ในส่วนของที่ทำงาน ข ไม่แน่ใจว่ามาตรฐานจะพอใจที่จุดไหน
3. ภาระงาน : ถ้าเทียบกันที่ทำงาน ข น้อยกว่ามาก จากข้อมูลจาก HR มีการแบ่งหน้าที่ ค่อนข้างดีและสอดคล้องกับหน้าที่ที่จ้างมาจริง ในขณะที่ที่ทำงาน ก ทำทุกอย่าง หน้าที่รับผิดชอบเยอะมากจนนอกเหนือหน้าที่ของตนเองลามไปถึงต้องทำแทนหน้าที่รับผิดชอบคนอื่น โดยงานแบ่งตามความ senior ถ้าอายุน้อยงานจะมาก นอกจากทำงานตัวเองแล้วก็ต้องทำของคนอื่นด้วยเพราะถ้ารุ่นพี่นั่งเฉยๆ ไม่ลุกขึ้นมาทำ = น้องต้องทำเพราะถ้างานไม่เดิน เราโดนว่า รวมถึงต้องมาทำงานก่อนเวลาเพื่อเคลียร์งานให้ทันก่อนเริ่มงานเช้า โดยงานจะทำกันเป็นทีม แต่มักจะเป็นเหมือนกึ่งบังคับให้น้องเล็กสุดต้องทำ ถ้าไม่ทำจะโดนว่า คนในที่ทำงานที่ลาออกมักลาออกด้วยเหตุผลดังกล่าว คือ การแบ่งภาระงานที่ไม่เป็นธรรม พยายามคุยเรื่องนี้กับหัวหน้าแล้วแต่ไม่เป็นผลเพราะมีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกันกับ Senior คนเข้าออกวุ่นวายเป็นหนังแขก
4. สังคม : ที่ทำงาน ก มีความระบบศักดินาค่อนข้างชัด ความยากลำบากเข้าขั้น toxic อาศัยความอดทนอย่างมาก ตามที่พูดถึงข้างบน พนักงานลาออกกันทุกปี ปีละ 1-2 คน ในส่วนที่ทำงาน ข ไม่อาจทราบได้ ข้อมูลน้อยมากจนกังวล
ยอมรับว่าทำงานที่ ก จนเป็นเซฟโซนเรื่องความมั่นคง เพราะที่ ก เลิกจ้างกันยากมาก(เนื่องจากคนขาด ทำให้คนที่ทำงานไม่ง้อและนำไปสู่การทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ) ทั้งที่ถูกปฏิบัติแบบแย่ๆ มาตลอดรวมถึงถูกลดทอนคุณค่าอยู่บ่อยครั้งจนอยากลาออกมานานมาก ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน ติดปัญหาเดียวคือความมั่นคงของชีวิต เงินก็เก็บไม่ค่อยได้เพราะเงินเดือนน้อย+เลี้ยงที่บ้านด้วย ส่วนเรื่องที่บ้านเคยเสนอว่าให้หาทางทำมาหากินเพิ่มถ้ามันลำบาก ให้ดิ้นรนหาเงินบ้าง ก็บอกว่าติดนั่นนี่ อะไรก็ยากขนาดว่าเราคิดสูตรสำเร็จให้แล้วว่าให้ทำแบบนี้ก็ยังไม่อยากทำ พอเราจะย้ายงานเราก็ปรึกษากัยที่บ้านว่าถ้าไม่ผ่านโปรจะทำยังไง ที่บ้านก็บอกเราว่าก็กัดก้อนเกลือกินไง ไม่มีให้กำลังใจใดๆ ทั้งนั้นและดูไม่คิดจะดิ้นรนหาเงินด้วย เรารู้แย่มากเพคาะเค้าก็รู้ว่าเรา suffer กับที่ทำงานเก่าแค่ไหน และที่ทำงานใหม่เป็นโอกาสดีแค่ไหนทั้งเรื่องเงินและความก้าวหน้า หรือเราควรเลิกคิดเรื่องที่บ้านแล้วรักตัวเองดีคะ บางทีเราก็รู้สึกว่าที่บ้านมีวิธีพูดที่จะให้เราทำงานที่เดิมเพราะเขาได้เงินอยู่เรื่อยๆ พอมีความเสี่ยงเข้ามาก็เลยคิดว่าจะมีโอกาสจะไม่ได้ตังค์เลยไม่เชียร์