มุลาอิ : Mulayit ฝุ่นควัน | ความฝัน |
Youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=JJYb7l2jCjE&t=109s

ศรัทธา รถโฟร์วิลที่ถูกล้อมเป็นคอกด้วยโครงเหล็กตรงกระบะหลัง คือยานพาหนะที่จะพาผมและเพื่อนร่วมทริปไปยังจุดเริ่มเดิน เราออกเดินทางตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เพื่อจะร่นระยะเวลาความร้อนแรงของแสงอาทิตย์และหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง พอแสงเริ่มสว่างเปิดให้เห็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและฝุ่นในช่วงปลายฤดูหนาว แต่จากด่านบ้านมอเกอไทย-มุลาอิ ก็มีจุดพักรถ พักคน ผลัดสลัดฝุ่นผงที่ติดตามตัว ได้พักเปลี่ยนอิริยาบถ คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งเกร็งบนรถ เกือบ 4 ชั่วโมงต่อมา พวกเราก็มาถึงวัดบริเวณทางขึ้นยอดเขามุลาอิ บริเวณวัดเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีโรงทานเป็นอาหารเจ และร้านขายของชำเล็ก ๆ อยู่หนึ่งร้านที่เราสามารถพักผ่อนเหยียดขาเพื่อสลัดความล้า และก็เติมความสดชื่นกับเครื่องดืมเย็นๆที่มีขายเหมือนฝั่งไทย ที่สำคัญเขาก็เงินไทยด้วยนะ หลังจากพักเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาเดินเท้าขึ้นเขาไปยังจุดกางเต็นท์ ซึ่งมีระยะทางห่างจากวัดประมาณ 1.5 กิโลเมตร เป็นเส้นทางสั้นๆและเดินง่าย ชมต้นไม้ใบหญ้าและวิวสองข้างทางไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึง เราต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขาที่มีเจดีย์ประดิษฐานอยู่ จากนั้นเดินอ้อมไปด้านหลังเจดีย์ แล้วเดินลัดเลาะไปตามสันเขาอีกไม่ไกลก็ถึงจุดกางเต็นท์ วิวตรงด้านหน้าลานกางเต็นท์นั้นสวยงามมาก ลมแรงมากด้วยเช่นกัน


ท้องฟ้าใสเคลียร์ แต่บริเวณตีนเขา เราเห็นกลุ่มควันที่เกิดจากการเผาป่า ไร่ นา ตอนแรกก็คิดว่าจะทำให้ลดความสวยงามลง แต่พอถ่ายภาพเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นสวย เสมือนมีหมอกลอยเบาๆลอยฟุ้งปกคลุมอยู่ หลังจากกางเต็นท์ เตรียมเครื่องนอน จัดข้าวของ พักผ่อนกันแล้ว ก็ตรวจสอบความเรียบร้อยของอุปกรณ์ถ่ายภาพ เลนส์ กล้อง ฟีลเตอร์ รวมถึงแบตเตอรี่ และจัดเตรียมใส่กระเป๋าใบย่อมๆ พร้อมขาตั้งกล้อง ประมาณใกล้เที่ยง ก็เริ่มเดินไปสักการะองค์พระธาตุเจดีย์มุลาอิซึ่งประดิษฐานอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา เราสามารถเดินย้อนกลับทางเดิมที่จุดจอดรถหน้าวัดเพื่อขึ้นเขา แต่ในเวลานี้ เวลาที่ฟ้าใสไรเมฆบัง แถมดวงอาทิตย์นั้นเกือบจะตั้งตรงลงมากลางหัว ผมจึงเลือกที่จะเดินเข้าป่าเพื่อเลี่ยงแสงของพระอาทิตย์ ในการขึ้นไปสักการะองค์พระธาตุเจดีย์มุลาอิแทนเส้นทางปกติ เส้นทางป่าชันใช้ได้ แต่พอเดินพ้นออกจากป่ามา จะเจอบันไดปูนเพื่อเดินขึ้นไปยังองค์พระธาตุ เราพบกับคนท้องถิ่นกำลังทำความสะอาดขั้นบันได โดยที่มีปืนลูกซองสะพายไว้ด้านหลังด้วย มาถึงจุดนี้เราต้องถอดรองเท้า รวมถึงสำรวมขั้นสุด เพื่อที่จะเดินขึ้นไปบนยอดเขา ยอดเขามุลาอิ จะมีพระเจดีย์ให้เราสักการะ 2 องค์ โดยผู้หญิงสามารถขึ้นมาสักการะได้แค่พระเจดีย์องค์แรก ซึ่งประดิษฐานอยู่ก่อนถึงยอดสูงสุดในระดับต่ำลงมาประมาณ 30-40 เมตร ส่วนผู้ชายอย่างเราสามารถเดินเลยขึ้นไปสักการะได้ถึงองค์พระธาตุเจดีย์มุลาอิ ซึ่งอยู่บนยอดสูงสุด 2,070 เมตร จากระดับน้ำทะเล


หลังจากกราบสักการะขอพรเป็นที่เรียบร้อย ก็เดินทางกลับมายังหน้าวัด เส้นทางลงหน้าวัดเป็นถนนปูนเดินง่าย แดดแรง แต่ลมแรงกว่า ใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึงลานกางเต็นท์ พักกันอีกหน่อยก่อนจะไปถ่ายแสงเย็น ช่วงเย็นคนออกมาถ่ายภาพกันเยอะ เยอะมาก จนคิดไปว่าที่นี่คงมาง่าย และก็ได้บรรยากาศเขาที่วิวสวยมาก เราเดินย้อนขึ้นไปบนเขาที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้แบบชัดๆ ผมเลือกเอาเนินสูงสุดที่สามารถมองเห็นทั้งยอดเขามุลาอิ และลานกางเต็นท์

บอกตามตรงบรรยากาศที่เห็น ที่มีฉากหน้าเป็นก้อนหินน้อยใหญ่ ใส่คนเข้าไปยืนหน่อย รอแสงเย็นสาดเข้ามา แถมด้วยการฉาบเหมือนหมอกจากควันไฟ ทำให้ถ่ายยังไงก็สวย



ผมสาละวนกับการถ่ายจนดวงอาทิตย์จมลงไปในกลุ่มควัน จึงเดินกลับเต็นท์ ก็เป็นเวลาเดียวกันกับทีมงานซังกุงกรุ๊ปของเราทำอาหารมื้อเย็นเสร็จพอดี เติมของเสร็จก็เข้าเต็นท์จัดเตรียมกล้องประกอบกับเลนส์ทั้งสองกล้อง กล้องแรก XT3จับคู่กับเลนส์ 14มิลF2.8 และXT20อัดเลนส์ 16มิลF1.4 โดยที่กล้องนี้มี Heater พันรอบเลนส์ไว้ด้วย อะนอนเอาแรงซะหน่อย คืนนี้เรามีนัดกับดาวและทางช้างเผือก จากการเตรียมตัวก่อนมา ทางช้างเผือกจะโผล่พ้นดินเวลาตี 2:45นาที บริเวณด้านหน้าลานกางเต้นท์ที่มีภูเขา ก้อนหินเป็นฉากหน้า และแล้วเวลานัดหมายก็มาถึง ซึ่งเสียงปลุกจากโทรศัพท์ก็ดังหลังจากผมลุกขึ้นมาดูเวลา หยิบไฟมาคาดหัว หยิบขาตั้งกล้องและกระเป๋า ก่อนจะชะโงกหัวออกมาจากเต้นท์ และเห็นดาวเต็มท้องฟ้า ใช้เวลาไม่นานก็รู้สึกชาหน้า กลับมาใส่เสื้อกันหนาวและใส่เสื้อกันลมทับอีกตัวเพื่อความมั่นใจ ถ่ายภาพแรกแถวๆเต้นท์เพื่อดู composition ของภาพ หลังจากนั้นก็มองหาก้อนหินใหญ่ ไม่ใช่สำหรับ ฉากหน้า แต่เป็นที่บังลม ผมถ่ายไปเรื่อยจนเห็นแสงเช้ารำไรขึ้นมาทางซ้ายของช้าง ณ จุดๆนี้ผมรู้ทันทีว่าต้องหาฉากหน้าสวยๆเพื่อไปซ้อนในช้างของผม ผมถ่ายภาพจนพระอาทิตย์ขึ้นพ้นกลุ่มควัน ภาพแสงเช้าอาจจะไม่ดีนักเพราะถูกบดบังไปด้วยกลุ่มควันสูง แต่มันทำให้ฉากหน้าของช้างผมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กลับไปที่เต็นท์พร้อมกับ Final image ตามที่ต้องการ


เช้าวันใหม่หลังจากกินมื้อเช้า ก็จัดการเก็บเต็นท์และอุปกรณ์แคมปิ้งต่าง ๆ และขยะทุกชิ้นเพื่อกลับลงไปยังวัดด้านล่าง ทางเดินกลับลงไปยังวัดด้านล่าง ขึ้นมาทางไหนก็กลับลงไปทางนั้น หลังจากมาถึงจุดจอดรถหน้าวัด ก็นำสัมภาระขึ้นหลังรถกระบะ แล้วออกเดินทางกลับกัน การเดินทางนั่งรถไปใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมง กับการโยกเยกโคลงเคลงของเส้นทางจวนเจียนที่จะอาเจียนออกมาให้ได้ ฝุ่นผงก็ลอยล่องรอเราสูดเข้าไปใส่ในปอด ดูมันช่างยาวนานและแสนจะทรมานเหลือเกิน แต่กับการถ่ายภาพที่ใช้เวลาใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ตีสองกว่าๆรอดาว รอทางช้างเผือก โผล่พ้นฝุ่นควันจวบจนเห็นมันได้เต็มตัว และพ้นฟ้าแล้วเลือนหายไปเพราะการมาของแสงอาทิตย์ ทำไมรู้สึกเหมือนมันเร็วมากเหลือเกิน เราคงใช้นาฬิกาคนละเรือนตามแต่ความรู้สึก ถึงแม้เราจะเลือกนาฬิกาความรู้สึกไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะใช้เวลาและให้คุณค่ากับช่วงเวลาที่มีความสุขได้ และนั้นคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
#ตาก #มุลาอิ #Mulayit #ซังกุงสูงสุดแห่งขุนเขา
[CR] มุลาอิ : Mulayit ฝุ่นควัน | ความฝัน | ศรัทธา
Youtube: https://www.youtube.com/watch?v=JJYb7l2jCjE&t=109s
ศรัทธา รถโฟร์วิลที่ถูกล้อมเป็นคอกด้วยโครงเหล็กตรงกระบะหลัง คือยานพาหนะที่จะพาผมและเพื่อนร่วมทริปไปยังจุดเริ่มเดิน เราออกเดินทางตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า เพื่อจะร่นระยะเวลาความร้อนแรงของแสงอาทิตย์และหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง พอแสงเริ่มสว่างเปิดให้เห็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและฝุ่นในช่วงปลายฤดูหนาว แต่จากด่านบ้านมอเกอไทย-มุลาอิ ก็มีจุดพักรถ พักคน ผลัดสลัดฝุ่นผงที่ติดตามตัว ได้พักเปลี่ยนอิริยาบถ คลายความเมื่อยล้าจากการนั่งเกร็งบนรถ เกือบ 4 ชั่วโมงต่อมา พวกเราก็มาถึงวัดบริเวณทางขึ้นยอดเขามุลาอิ บริเวณวัดเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม มีโรงทานเป็นอาหารเจ และร้านขายของชำเล็ก ๆ อยู่หนึ่งร้านที่เราสามารถพักผ่อนเหยียดขาเพื่อสลัดความล้า และก็เติมความสดชื่นกับเครื่องดืมเย็นๆที่มีขายเหมือนฝั่งไทย ที่สำคัญเขาก็เงินไทยด้วยนะ หลังจากพักเป็นที่เรียบร้อยก็ได้เวลาเดินเท้าขึ้นเขาไปยังจุดกางเต็นท์ ซึ่งมีระยะทางห่างจากวัดประมาณ 1.5 กิโลเมตร เป็นเส้นทางสั้นๆและเดินง่าย ชมต้นไม้ใบหญ้าและวิวสองข้างทางไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึง เราต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขาที่มีเจดีย์ประดิษฐานอยู่ จากนั้นเดินอ้อมไปด้านหลังเจดีย์ แล้วเดินลัดเลาะไปตามสันเขาอีกไม่ไกลก็ถึงจุดกางเต็นท์ วิวตรงด้านหน้าลานกางเต็นท์นั้นสวยงามมาก ลมแรงมากด้วยเช่นกัน
ท้องฟ้าใสเคลียร์ แต่บริเวณตีนเขา เราเห็นกลุ่มควันที่เกิดจากการเผาป่า ไร่ นา ตอนแรกก็คิดว่าจะทำให้ลดความสวยงามลง แต่พอถ่ายภาพเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นสวย เสมือนมีหมอกลอยเบาๆลอยฟุ้งปกคลุมอยู่ หลังจากกางเต็นท์ เตรียมเครื่องนอน จัดข้าวของ พักผ่อนกันแล้ว ก็ตรวจสอบความเรียบร้อยของอุปกรณ์ถ่ายภาพ เลนส์ กล้อง ฟีลเตอร์ รวมถึงแบตเตอรี่ และจัดเตรียมใส่กระเป๋าใบย่อมๆ พร้อมขาตั้งกล้อง ประมาณใกล้เที่ยง ก็เริ่มเดินไปสักการะองค์พระธาตุเจดีย์มุลาอิซึ่งประดิษฐานอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา เราสามารถเดินย้อนกลับทางเดิมที่จุดจอดรถหน้าวัดเพื่อขึ้นเขา แต่ในเวลานี้ เวลาที่ฟ้าใสไรเมฆบัง แถมดวงอาทิตย์นั้นเกือบจะตั้งตรงลงมากลางหัว ผมจึงเลือกที่จะเดินเข้าป่าเพื่อเลี่ยงแสงของพระอาทิตย์ ในการขึ้นไปสักการะองค์พระธาตุเจดีย์มุลาอิแทนเส้นทางปกติ เส้นทางป่าชันใช้ได้ แต่พอเดินพ้นออกจากป่ามา จะเจอบันไดปูนเพื่อเดินขึ้นไปยังองค์พระธาตุ เราพบกับคนท้องถิ่นกำลังทำความสะอาดขั้นบันได โดยที่มีปืนลูกซองสะพายไว้ด้านหลังด้วย มาถึงจุดนี้เราต้องถอดรองเท้า รวมถึงสำรวมขั้นสุด เพื่อที่จะเดินขึ้นไปบนยอดเขา ยอดเขามุลาอิ จะมีพระเจดีย์ให้เราสักการะ 2 องค์ โดยผู้หญิงสามารถขึ้นมาสักการะได้แค่พระเจดีย์องค์แรก ซึ่งประดิษฐานอยู่ก่อนถึงยอดสูงสุดในระดับต่ำลงมาประมาณ 30-40 เมตร ส่วนผู้ชายอย่างเราสามารถเดินเลยขึ้นไปสักการะได้ถึงองค์พระธาตุเจดีย์มุลาอิ ซึ่งอยู่บนยอดสูงสุด 2,070 เมตร จากระดับน้ำทะเล
หลังจากกราบสักการะขอพรเป็นที่เรียบร้อย ก็เดินทางกลับมายังหน้าวัด เส้นทางลงหน้าวัดเป็นถนนปูนเดินง่าย แดดแรง แต่ลมแรงกว่า ใช้เวลาไม่นานก็กลับมาถึงลานกางเต็นท์ พักกันอีกหน่อยก่อนจะไปถ่ายแสงเย็น ช่วงเย็นคนออกมาถ่ายภาพกันเยอะ เยอะมาก จนคิดไปว่าที่นี่คงมาง่าย และก็ได้บรรยากาศเขาที่วิวสวยมาก เราเดินย้อนขึ้นไปบนเขาที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกได้แบบชัดๆ ผมเลือกเอาเนินสูงสุดที่สามารถมองเห็นทั้งยอดเขามุลาอิ และลานกางเต็นท์
บอกตามตรงบรรยากาศที่เห็น ที่มีฉากหน้าเป็นก้อนหินน้อยใหญ่ ใส่คนเข้าไปยืนหน่อย รอแสงเย็นสาดเข้ามา แถมด้วยการฉาบเหมือนหมอกจากควันไฟ ทำให้ถ่ายยังไงก็สวย
ผมสาละวนกับการถ่ายจนดวงอาทิตย์จมลงไปในกลุ่มควัน จึงเดินกลับเต็นท์ ก็เป็นเวลาเดียวกันกับทีมงานซังกุงกรุ๊ปของเราทำอาหารมื้อเย็นเสร็จพอดี เติมของเสร็จก็เข้าเต็นท์จัดเตรียมกล้องประกอบกับเลนส์ทั้งสองกล้อง กล้องแรก XT3จับคู่กับเลนส์ 14มิลF2.8 และXT20อัดเลนส์ 16มิลF1.4 โดยที่กล้องนี้มี Heater พันรอบเลนส์ไว้ด้วย อะนอนเอาแรงซะหน่อย คืนนี้เรามีนัดกับดาวและทางช้างเผือก จากการเตรียมตัวก่อนมา ทางช้างเผือกจะโผล่พ้นดินเวลาตี 2:45นาที บริเวณด้านหน้าลานกางเต้นท์ที่มีภูเขา ก้อนหินเป็นฉากหน้า และแล้วเวลานัดหมายก็มาถึง ซึ่งเสียงปลุกจากโทรศัพท์ก็ดังหลังจากผมลุกขึ้นมาดูเวลา หยิบไฟมาคาดหัว หยิบขาตั้งกล้องและกระเป๋า ก่อนจะชะโงกหัวออกมาจากเต้นท์ และเห็นดาวเต็มท้องฟ้า ใช้เวลาไม่นานก็รู้สึกชาหน้า กลับมาใส่เสื้อกันหนาวและใส่เสื้อกันลมทับอีกตัวเพื่อความมั่นใจ ถ่ายภาพแรกแถวๆเต้นท์เพื่อดู composition ของภาพ หลังจากนั้นก็มองหาก้อนหินใหญ่ ไม่ใช่สำหรับ ฉากหน้า แต่เป็นที่บังลม ผมถ่ายไปเรื่อยจนเห็นแสงเช้ารำไรขึ้นมาทางซ้ายของช้าง ณ จุดๆนี้ผมรู้ทันทีว่าต้องหาฉากหน้าสวยๆเพื่อไปซ้อนในช้างของผม ผมถ่ายภาพจนพระอาทิตย์ขึ้นพ้นกลุ่มควัน ภาพแสงเช้าอาจจะไม่ดีนักเพราะถูกบดบังไปด้วยกลุ่มควันสูง แต่มันทำให้ฉากหน้าของช้างผมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กลับไปที่เต็นท์พร้อมกับ Final image ตามที่ต้องการ
เช้าวันใหม่หลังจากกินมื้อเช้า ก็จัดการเก็บเต็นท์และอุปกรณ์แคมปิ้งต่าง ๆ และขยะทุกชิ้นเพื่อกลับลงไปยังวัดด้านล่าง ทางเดินกลับลงไปยังวัดด้านล่าง ขึ้นมาทางไหนก็กลับลงไปทางนั้น หลังจากมาถึงจุดจอดรถหน้าวัด ก็นำสัมภาระขึ้นหลังรถกระบะ แล้วออกเดินทางกลับกัน การเดินทางนั่งรถไปใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมง กับการโยกเยกโคลงเคลงของเส้นทางจวนเจียนที่จะอาเจียนออกมาให้ได้ ฝุ่นผงก็ลอยล่องรอเราสูดเข้าไปใส่ในปอด ดูมันช่างยาวนานและแสนจะทรมานเหลือเกิน แต่กับการถ่ายภาพที่ใช้เวลาใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ตีสองกว่าๆรอดาว รอทางช้างเผือก โผล่พ้นฝุ่นควันจวบจนเห็นมันได้เต็มตัว และพ้นฟ้าแล้วเลือนหายไปเพราะการมาของแสงอาทิตย์ ทำไมรู้สึกเหมือนมันเร็วมากเหลือเกิน เราคงใช้นาฬิกาคนละเรือนตามแต่ความรู้สึก ถึงแม้เราจะเลือกนาฬิกาความรู้สึกไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะใช้เวลาและให้คุณค่ากับช่วงเวลาที่มีความสุขได้ และนั้นคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
#ตาก #มุลาอิ #Mulayit #ซังกุงสูงสุดแห่งขุนเขา
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้