เผย วัยรุ่นเกินครึ่ง ไม่ฉลอง 'วาเลนไทน์' เหตุของราคาแพงมากขึ้น
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7497519
เผย วัยรุ่นเกินครึ่ง ไม่ฉลอง ‘วาเลนไทน์’ เหตุของราคาแพงมากขึ้น ทำให้รู้สึกไม่อยากใช้จ่ายเยอะ ขณะที่บางส่วน ยังคงพึ่งพาเงินจากผู้ปกครอง
7 ก.พ. 2566 – นาย
ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,255 ราย ทั่วประเทศ
พบว่า จำนวนคนที่ฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ และไม่ฉลอง มีสัดส่วนไม่แตกต่างกันมากนัก โดยไม่ฉลอง 50.8% ฉลอง 49.2% โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 40 ปี สำหรับสถานที่ฉลองนั้น พบว่า ห้างสรรพสินค้า มีมากที่สุด 30.2% ตามมาด้วย คาเฟ่ 15.7% และ ร้านอาหาร 15.3%
นอกจากนี้ยังพบว่า มีค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงวาเลนไทน์เฉลี่ย 1,848.82 บาท/คน คิดเป็นเงินสะพัดรวม 2,389.31 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเท่านั้น ขณะที่มีความแตกต่างจาก เทศกาลปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน มีมูลค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงที่สุดในรอบ 3 ปี หรือก่อนปี 2563
ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนนั้น กลับมาดีที่สุดในรอบ 4 ปี แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มกลับมาใช้จ่าย แต่การใช้จ่ายโดยรวมยังไม่ได้กระเตื้องมาก เนื่องจากผลสำรวจในปี 2566 นี้ สัดส่วนคนที่ใส่ใจเรื่องของวันวาเลนไทน์ ไม่ได้สูงมาก
อีกด้านหนึ่งคือ อาจเป็นเรื่องของการมีเทศกาลที่เกิดขึ้นติดต่อกันต่อเนื่อง ทำให้มีการใช้จ่ายไปแล้วพอสมควร ไม่ว่าจะปีใหม่ หรือตรุษจีน และกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับวันวาเลนไทน์ คือกลุ่ม เจนซี (Gen Z) ที่อาจจะยังต้องระมัดระวังการใช้จ่าย และยังคงพึ่งพาเงินจากผู้ปกครอง จึงใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่
แต่สิ่งที่น่ากังวลในการตอบแบบสอบถามครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะสินค้าและบริการราคาแพงขึ้น และค่าครองชีพสูง เพราะฉะนั้นทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกไม่อยากใช้จ่ายเยอะ เพราะว่าของแพง กล้า ๆ กลัว ๆ ชั่งใจในการซื้อของ
สรท. คาดไตรมาสแรกส่งออกติดลบ 3-5% - กระอักเงินบาทโป๊ก
https://www.khaosod.co.th/economics/news_7497914
นาย
ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงเป้าหมายการส่งออก ปี 2566 ว่า จะขยายตัว 1-2% มูลค่า 292,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง อาทิ ปริมาณสินค้าคงคลังของคู่ค้ายังอยู่ในระดับสูงทำให้คู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อสินค้า, ต้นทุนการผลิตยังสูงจากค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ และจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค, ราคาพลังงานในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนตามสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นรวดเร็วทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นกว่าโดยเงินบาทเดือนต.ค. 2565 อยู่ที่ 38 บาท/ดอลลาร์ ปัจจุบันแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 32-33 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีคู่แข่งทั้ง อินเดีย เวียดนาม จีน ทำให้ผู้ส่งออกขาดดุลจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสรท. ได้ส่งข้อเสนอแนะไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ช่วยดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในอัตรา 34-35 บาท/ดอลลาร์ ส่วนปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันการส่งออกของไทยได้ เช่น การเปิดประเทศของจีน, ค่าระวางเรือปรับตัวลดลงเกือบทุกเส้นทาง, ดัชนีภาคการผลิต Manufacturing PMI ในเดือนม.ค. 2566 ของไทยเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น
“
การส่งออกครึ่งปีแรกยังทรงตัว จากเศรษฐกิจโลกชะลอ ต้องรอลุ้นครึ่งปีหลังแต่ก็คาดว่าจะฟื้นตัวแบบหน่วง คาดว่าส่งออกเดือนม.ค. จะโต 3-5% มูลค่า 22,000-22,500 ล้านดอลลาร์ ดีกว่าปีก่อน และในไตรมาสแรกคาดว่าจะติดลบ 3-5% มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์ โตน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่วนไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะกลับมาขยายตัวดีขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งปีมั่นใจว่าจะโตได้ 1-2%”
นาย
ชัยชาญ กล่าวว่า สรท. ต้องการเสนอแนะให้ฝ่ายที่เกี่ยวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ดังนี้ ขอให้ ธปท. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้มีความผันผวนเร็วเกินกว่าประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งทบทวนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเพิ่มมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ในซัพพลายเชนการส่งออก, ควบคุมการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ในภาคการผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไป และพิจารณามาตรการสนับสนุน เพื่ออุดหนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น มาตรการทางภาษี ลดหย่อนภาษี ในการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ส่วนค่าแรงขั้นต่ำนั้น ขอให้คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
สำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ล่าสุดที่สหรัฐยิงขีปนาวุธใส่บอลลูนสอดแนมขนาดใหญ่ของจีนในน่านฟ้าสหรัฐ นั้น ระยะสั้นไม่น่าจะกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและซัพพลายเชน แต่หากความขัดแย้งบานปลายเป็นเรื่องที่น่ากังวล จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
พท.ซัด รมว.ดีอีเอส 4 ปี แก้ภัยไซเบอร์ไม่ได้ กระทบความมั่นคง ปท. แนะ 6 นโยบายปราบโจร
https://www.matichon.co.th/politics/news_3811274
‘เพื่อไทย’ แนะ 6 แนวนโยบายปราบโจรไซเบอร์-รัฐตั้งคณะกรรมการระดับชาติ-เร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ ปชช. ชี้ภัยโกงออนไลน์คือปัญหาความมั่นคงระดับชาติ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดเสวนา “
เพื่อไทยมา ปัญหาโจรไซเบอร์ต้องจบ” โดยมี นาย
สยาม หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู, นาย
ศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย, น.ส.
จุฑาพร เกตุราทร ผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขตบางรัก และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรค พท. ร่วมเสวนา และนาย
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรค พท. เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
โดยนาย
สยามกล่าวว่า จากการติดตามปัญหาภัยไซเบอร์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าความเสียหายจากโจรไซเบอร์ถือเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศแล้ว ตนได้รับฟังเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายจำนวนมาก ที่พบมากคือเรื่องซื้อขายของออนไลน์ รวมทั้งมีการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ ทั้งในลักษณะของการโทรและข้อความ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กมธ.ดีอีเอส ได้พยายามแก้ไขปัญหาร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องบัญชีม้า ตัวแทนสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) มาโดยตลอด ซึ่งหลังจากได้รวบรวมปัญหาจากผู้เสียหายและอุปสรรคในการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน
นาย
สยามกล่าวต่อว่า จึงนำเสนอแนวทางที่ควรแก้ไขคือ 6 แนวทาง ได้แก่ 1.การออกกฎหมายที่สำคัญจำเป็น รวดเร็ว ในการระงับยับยั้งอาชญากร 2.ต้องตั้งกองกำกับการไซเบอร์ทุกจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกของประชาชนแต่ละพื้นที่ 3.กำหนดการใช้ซิมการ์ดของแต่ละบุคคล 4.การปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งมีจำนวนหลายล้านบัญชี 5.การเสริมสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ 6.การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเยาวชน ติดความรู้ให้ชาวบ้าน ไม่ให้ถูกชักชวนการลงทุนจากอาชญากร
“
รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล 4 ปีมายังไม่ทำอะไร ถ้าเป็นรัฐบาลเพื่อไทยจะเสนอให้ปิดแอพพลิเคชั่นพวกนี้ไว้ก่อน เพราะถือว่าเป็นภัยความมั่นคง” นาย
สยามกล่าว
ด้านนาย
ศรัณย์กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีวิธีการที่สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่รัฐบาลยังปล่อยผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ พรรค พท.ได้อภิปรายในสภาว่าเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นที่หลอกหลวงมีประชาชนเป็นผู้เสียหายแล้วมูลค่ารวมมากกว่า 10-100 ล้านบาท จนถึงวันนี้เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชัน่ดังกล่าวยังไม่ถูกดำเนินการแต่อย่างใด ทุกอย่างไม่ใช่ปัญหาที่เราไม่สามารถรับมือได้ ปัญหาตอนนี้คือรัฐบาลไม่ทำ หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบไม่สามารถปิดได้ คดีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่อาชญากรรมที่มีความซับซ้อนมากขนาดนั้น เช่น การชักชวน หรือหลอกให้ลงทุน
นาย
ศรัณย์กล่าวต่อว่า เคยคุยกับเหยื่อหลายคน ทุกเสียงเห็นตรงกันว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาพเศรษฐกิจ การบริหารบ้านเมือง ประชาชนต้องหารายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากรายได้หลัก ซึ่งไม่ใช่เกิดจากความโลภ ประชาชนไม่เคยได้ ไม่เคยมีความหวังจากรัฐบาล ทำให้ประชาชนต้องเลือกไปหาความเสี่ยงนั้น กว่าภาครัฐจะมีท่าทีก็กินเวลานาน อย่างกรณีที่มีการเปิดเผยชื่อเว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ตอนนี้เว็บไซต์ดังกล่าวก็เปลี่ยนชื่อไปแล้ว
“
ถ้าเพื่อไทยมา ปัญหาโจรไซเบอร์ต้องจบ เรามีความสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งจะอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว และความร่วมมือจากภาคเอกชน พรรคเพื่อไทยรู้วิธีและทำจริง เราจะไม่ปล่อยให้ปัญหานี้กระทบต่อพี่น้องประชาชน ขอแค่เรามีโอกาสที่จะทำ” นาย
ศรัณย์กล่าว
ด้าน น.ส.
จุฑาพรกล่าวว่า ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและบุคคล ในประเทศไทย มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมาก ข้อมูลจากศูนย์แจ้งความออนไลน์ของตำรวจ ในปีที่ผ่านมามีคดีที่แจ้งมากกว่า 200,000 คดี ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งความในเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 170,000 กว่าคดี ซึ่งประเภทที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือการถูกหลอกให้ซื้อขายของออนไลน์ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ปัญหานี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด โดยในระยะสั้น หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนควรมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ให้แต่ละกลุ่มประชากรรู้เท่าทันภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์
น.ส.
จุฑาพรกล่าวต่อว่า ในระยะยาวต้องมีการทำงานร่วมกันมากขึ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย อย่าง ตร. และตัวแทนจากภาคธนาคาร ซึ่งถือเป็นผู้มีฐานข้อมูลบัญชี หากได้มีการพิสูจน์ทราบแล้วว่ามีการเปิดบัญชีม้า ให้ทำการอายัดบัญชีได้ทันท่วงที โดยการฟรีซบัญชีม้าไว้ ก่อนที่เงินจะถูกโอนออกนอกประเทศ หรือถูกโอนเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้ นอกจากนี้ หน่วยงาน กสทช.จะสามารถเข้ามาป้องกันและปราบปรามการโกงทางไซเบอร์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
น.ส.
จุฑาพรกล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันการอายัดเงินยังทำได้ค่อนข้างยากมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะติดปัญหาในเรื่องของการขอข้อมูลแต่ละคดี บางคดีขอข้อมูลต้องทำหนังสือสอบถามไปยังธนาคารต่างๆ ตามเส้นทางการโอนเงิน ซึ่งทำให้เสียเวลา จึงต้องจัดตั้งกองปราบโกงออนไลน์ที่มีอำนาจจัดการการโกงมากขึ้น ขจัดอุปสรรคขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่ทันอาชญากร ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่ายิ่งนานโอกาสได้เงินคืนจะยิ่งลดน้อยลง
“ในระยะยาวควรมีหลักสูตรให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักสูตรป้องกันปัญหานี้ให้เหมาะสมกับช่วงวัย เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนภูมิปัญญาเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยทำได้ดีกว่าเดิมแน่นอน” น.ส.
จุฑาพรกล่าว
ด้านนาย
อนุสรณ์กล่าวว่า พรรค พท.ขอเสนอแนวนโยบายของพรรคในการปราบปรามการโกงออนไลน์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ 6 ด้าน ได้แก่
1.ให้มีคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อความรวดเร็วในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติ
2. มีการจัดตั้งกองปราบไซเบอร์ มีอำนาจจัดการปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ให้ครบวงจรมากขึ้น
นาย
อนุสรณ์กล่าวต่อว่า
3. ควบคุมการใช้เครื่องมือเกี่ยวกับการอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น IP Box Generator เพิ่มความเข้มในการจดทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์
4. เพิ่มโทษบัญชีม้า เว้นว่าถูกหลอกลวง
5. เพิ่มอำนาจสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการควบคุมจัดการเงินที่ได้มาจากโกงประชาชนที่จะแปรไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล
และ 6.มีกองทุนเยียวยาเหยื่อ
JJNY : 5in1 วัยรุ่นเกินครึ่งไม่ฉลอง'วาเลนไทน์'│ส่งออกติดลบ│พท.ซัดรมว.ดีอีเอส│พิธาซัดครูไล่กล้อนผมนักเรียน│สภาล่มอีกแล้ว!
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7497519
7 ก.พ. 2566 – นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยว่า ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 1,255 ราย ทั่วประเทศ
พบว่า จำนวนคนที่ฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ และไม่ฉลอง มีสัดส่วนไม่แตกต่างกันมากนัก โดยไม่ฉลอง 50.8% ฉลอง 49.2% โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 40 ปี สำหรับสถานที่ฉลองนั้น พบว่า ห้างสรรพสินค้า มีมากที่สุด 30.2% ตามมาด้วย คาเฟ่ 15.7% และ ร้านอาหาร 15.3%
นอกจากนี้ยังพบว่า มีค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงวาเลนไทน์เฉลี่ย 1,848.82 บาท/คน คิดเป็นเงินสะพัดรวม 2,389.31 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 15% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเท่านั้น ขณะที่มีความแตกต่างจาก เทศกาลปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน มีมูลค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงที่สุดในรอบ 3 ปี หรือก่อนปี 2563
ขณะที่การใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนนั้น กลับมาดีที่สุดในรอบ 4 ปี แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มกลับมาใช้จ่าย แต่การใช้จ่ายโดยรวมยังไม่ได้กระเตื้องมาก เนื่องจากผลสำรวจในปี 2566 นี้ สัดส่วนคนที่ใส่ใจเรื่องของวันวาเลนไทน์ ไม่ได้สูงมาก
อีกด้านหนึ่งคือ อาจเป็นเรื่องของการมีเทศกาลที่เกิดขึ้นติดต่อกันต่อเนื่อง ทำให้มีการใช้จ่ายไปแล้วพอสมควร ไม่ว่าจะปีใหม่ หรือตรุษจีน และกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับวันวาเลนไทน์ คือกลุ่ม เจนซี (Gen Z) ที่อาจจะยังต้องระมัดระวังการใช้จ่าย และยังคงพึ่งพาเงินจากผู้ปกครอง จึงใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่
แต่สิ่งที่น่ากังวลในการตอบแบบสอบถามครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างระบุว่า ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะสินค้าและบริการราคาแพงขึ้น และค่าครองชีพสูง เพราะฉะนั้นทำให้กลุ่มตัวอย่างรู้สึกไม่อยากใช้จ่ายเยอะ เพราะว่าของแพง กล้า ๆ กลัว ๆ ชั่งใจในการซื้อของ
สรท. คาดไตรมาสแรกส่งออกติดลบ 3-5% - กระอักเงินบาทโป๊ก
https://www.khaosod.co.th/economics/news_7497914
นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงเป้าหมายการส่งออก ปี 2566 ว่า จะขยายตัว 1-2% มูลค่า 292,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง อาทิ ปริมาณสินค้าคงคลังของคู่ค้ายังอยู่ในระดับสูงทำให้คู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อสินค้า, ต้นทุนการผลิตยังสูงจากค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการ และจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค, ราคาพลังงานในตลาดโลกยังคงมีความผันผวนตามสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นรวดเร็วทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นกว่าโดยเงินบาทเดือนต.ค. 2565 อยู่ที่ 38 บาท/ดอลลาร์ ปัจจุบันแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 32-33 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น 14% เมื่อเทียบกับปีคู่แข่งทั้ง อินเดีย เวียดนาม จีน ทำให้ผู้ส่งออกขาดดุลจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งสรท. ได้ส่งข้อเสนอแนะไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ช่วยดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในอัตรา 34-35 บาท/ดอลลาร์ ส่วนปัจจัยบวกที่ช่วยผลักดันการส่งออกของไทยได้ เช่น การเปิดประเทศของจีน, ค่าระวางเรือปรับตัวลดลงเกือบทุกเส้นทาง, ดัชนีภาคการผลิต Manufacturing PMI ในเดือนม.ค. 2566 ของไทยเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น
“การส่งออกครึ่งปีแรกยังทรงตัว จากเศรษฐกิจโลกชะลอ ต้องรอลุ้นครึ่งปีหลังแต่ก็คาดว่าจะฟื้นตัวแบบหน่วง คาดว่าส่งออกเดือนม.ค. จะโต 3-5% มูลค่า 22,000-22,500 ล้านดอลลาร์ ดีกว่าปีก่อน และในไตรมาสแรกคาดว่าจะติดลบ 3-5% มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์ โตน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่วนไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จะกลับมาขยายตัวดีขึ้น ตามทิศทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งปีมั่นใจว่าจะโตได้ 1-2%”
นายชัยชาญ กล่าวว่า สรท. ต้องการเสนอแนะให้ฝ่ายที่เกี่ยวเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ดังนี้ ขอให้ ธปท. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้มีความผันผวนเร็วเกินกว่าประเทศคู่ค้าสำคัญ รวมทั้งทบทวนการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเพิ่มมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ในซัพพลายเชนการส่งออก, ควบคุมการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ในภาคการผลิตแบบค่อยเป็นค่อยไป และพิจารณามาตรการสนับสนุน เพื่ออุดหนุนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น มาตรการทางภาษี ลดหย่อนภาษี ในการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ส่วนค่าแรงขั้นต่ำนั้น ขอให้คณะกรรมการไตรภาคีพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
สำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน ล่าสุดที่สหรัฐยิงขีปนาวุธใส่บอลลูนสอดแนมขนาดใหญ่ของจีนในน่านฟ้าสหรัฐ นั้น ระยะสั้นไม่น่าจะกระทบต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ เนื่องจากต้องพึ่งพาอาศัยกันทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานและซัพพลายเชน แต่หากความขัดแย้งบานปลายเป็นเรื่องที่น่ากังวล จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
พท.ซัด รมว.ดีอีเอส 4 ปี แก้ภัยไซเบอร์ไม่ได้ กระทบความมั่นคง ปท. แนะ 6 นโยบายปราบโจร
https://www.matichon.co.th/politics/news_3811274
‘เพื่อไทย’ แนะ 6 แนวนโยบายปราบโจรไซเบอร์-รัฐตั้งคณะกรรมการระดับชาติ-เร่งสร้างภูมิคุ้มกันให้ ปชช. ชี้ภัยโกงออนไลน์คือปัญหาความมั่นคงระดับชาติ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดเสวนา “เพื่อไทยมา ปัญหาโจรไซเบอร์ต้องจบ” โดยมี นายสยาม หัตถสงเคราะห์ ส.ส.หนองบัวลำภู, นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ ส.ส.เลย, น.ส.จุฑาพร เกตุราทร ผู้ซึ่งประสงค์สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม.เขตบางรัก และคณะทำงานเศรษฐกิจพรรค พท. ร่วมเสวนา และนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรค พท. เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
โดยนายสยามกล่าวว่า จากการติดตามปัญหาภัยไซเบอร์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าความเสียหายจากโจรไซเบอร์ถือเป็นปัญหาด้านความมั่นคงของประเทศแล้ว ตนได้รับฟังเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหายจำนวนมาก ที่พบมากคือเรื่องซื้อขายของออนไลน์ รวมทั้งมีการฉ้อโกงทางโทรศัพท์ ทั้งในลักษณะของการโทรและข้อความ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กมธ.ดีอีเอส ได้พยายามแก้ไขปัญหาร่วมกันกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องบัญชีม้า ตัวแทนสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) มาโดยตลอด ซึ่งหลังจากได้รวบรวมปัญหาจากผู้เสียหายและอุปสรรคในการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน
นายสยามกล่าวต่อว่า จึงนำเสนอแนวทางที่ควรแก้ไขคือ 6 แนวทาง ได้แก่ 1.การออกกฎหมายที่สำคัญจำเป็น รวดเร็ว ในการระงับยับยั้งอาชญากร 2.ต้องตั้งกองกำกับการไซเบอร์ทุกจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวกของประชาชนแต่ละพื้นที่ 3.กำหนดการใช้ซิมการ์ดของแต่ละบุคคล 4.การปราบปรามบัญชีม้า ซึ่งมีจำนวนหลายล้านบัญชี 5.การเสริมสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และ 6.การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเยาวชน ติดความรู้ให้ชาวบ้าน ไม่ให้ถูกชักชวนการลงทุนจากอาชญากร
“รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัล 4 ปีมายังไม่ทำอะไร ถ้าเป็นรัฐบาลเพื่อไทยจะเสนอให้ปิดแอพพลิเคชั่นพวกนี้ไว้ก่อน เพราะถือว่าเป็นภัยความมั่นคง” นายสยามกล่าว
ด้านนายศรัณย์กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีวิธีการที่สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่รัฐบาลยังปล่อยผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ พรรค พท.ได้อภิปรายในสภาว่าเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่นที่หลอกหลวงมีประชาชนเป็นผู้เสียหายแล้วมูลค่ารวมมากกว่า 10-100 ล้านบาท จนถึงวันนี้เว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชัน่ดังกล่าวยังไม่ถูกดำเนินการแต่อย่างใด ทุกอย่างไม่ใช่ปัญหาที่เราไม่สามารถรับมือได้ ปัญหาตอนนี้คือรัฐบาลไม่ทำ หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบไม่สามารถปิดได้ คดีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่อาชญากรรมที่มีความซับซ้อนมากขนาดนั้น เช่น การชักชวน หรือหลอกให้ลงทุน
นายศรัณย์กล่าวต่อว่า เคยคุยกับเหยื่อหลายคน ทุกเสียงเห็นตรงกันว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสภาพเศรษฐกิจ การบริหารบ้านเมือง ประชาชนต้องหารายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากรายได้หลัก ซึ่งไม่ใช่เกิดจากความโลภ ประชาชนไม่เคยได้ ไม่เคยมีความหวังจากรัฐบาล ทำให้ประชาชนต้องเลือกไปหาความเสี่ยงนั้น กว่าภาครัฐจะมีท่าทีก็กินเวลานาน อย่างกรณีที่มีการเปิดเผยชื่อเว็บไซต์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ตอนนี้เว็บไซต์ดังกล่าวก็เปลี่ยนชื่อไปแล้ว
“ถ้าเพื่อไทยมา ปัญหาโจรไซเบอร์ต้องจบ เรามีความสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งจะอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว และความร่วมมือจากภาคเอกชน พรรคเพื่อไทยรู้วิธีและทำจริง เราจะไม่ปล่อยให้ปัญหานี้กระทบต่อพี่น้องประชาชน ขอแค่เรามีโอกาสที่จะทำ” นายศรัณย์กล่าว
ด้าน น.ส.จุฑาพรกล่าวว่า ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจและบุคคล ในประเทศไทย มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 30,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเยอะมาก ข้อมูลจากศูนย์แจ้งความออนไลน์ของตำรวจ ในปีที่ผ่านมามีคดีที่แจ้งมากกว่า 200,000 คดี ส่วนใหญ่เป็นการแจ้งความในเรื่องอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 170,000 กว่าคดี ซึ่งประเภทที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือการถูกหลอกให้ซื้อขายของออนไลน์ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ปัญหานี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด โดยในระยะสั้น หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนควรมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ให้แต่ละกลุ่มประชากรรู้เท่าทันภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์
น.ส.จุฑาพรกล่าวต่อว่า ในระยะยาวต้องมีการทำงานร่วมกันมากขึ้นระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย อย่าง ตร. และตัวแทนจากภาคธนาคาร ซึ่งถือเป็นผู้มีฐานข้อมูลบัญชี หากได้มีการพิสูจน์ทราบแล้วว่ามีการเปิดบัญชีม้า ให้ทำการอายัดบัญชีได้ทันท่วงที โดยการฟรีซบัญชีม้าไว้ ก่อนที่เงินจะถูกโอนออกนอกประเทศ หรือถูกโอนเป็นสกุลเงินดิจิทัลได้ นอกจากนี้ หน่วยงาน กสทช.จะสามารถเข้ามาป้องกันและปราบปรามการโกงทางไซเบอร์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
น.ส.จุฑาพรกล่าวด้วยว่า ในปัจจุบันการอายัดเงินยังทำได้ค่อนข้างยากมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะติดปัญหาในเรื่องของการขอข้อมูลแต่ละคดี บางคดีขอข้อมูลต้องทำหนังสือสอบถามไปยังธนาคารต่างๆ ตามเส้นทางการโอนเงิน ซึ่งทำให้เสียเวลา จึงต้องจัดตั้งกองปราบโกงออนไลน์ที่มีอำนาจจัดการการโกงมากขึ้น ขจัดอุปสรรคขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ไม่ทันอาชญากร ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่ายิ่งนานโอกาสได้เงินคืนจะยิ่งลดน้อยลง
“ในระยะยาวควรมีหลักสูตรให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุหลักสูตรป้องกันปัญหานี้ให้เหมาะสมกับช่วงวัย เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนภูมิปัญญาเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยทำได้ดีกว่าเดิมแน่นอน” น.ส.จุฑาพรกล่าว
ด้านนายอนุสรณ์กล่าวว่า พรรค พท.ขอเสนอแนวนโยบายของพรรคในการปราบปรามการโกงออนไลน์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ 6 ด้าน ได้แก่
1.ให้มีคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อความรวดเร็วในการกำหนดนโยบายและการปฏิบัติ
2. มีการจัดตั้งกองปราบไซเบอร์ มีอำนาจจัดการปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ให้ครบวงจรมากขึ้น
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า
3. ควบคุมการใช้เครื่องมือเกี่ยวกับการอาชญากรรมทางไซเบอร์ เช่น IP Box Generator เพิ่มความเข้มในการจดทะเบียนซิมการ์ดโทรศัพท์
4. เพิ่มโทษบัญชีม้า เว้นว่าถูกหลอกลวง
5. เพิ่มอำนาจสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการควบคุมจัดการเงินที่ได้มาจากโกงประชาชนที่จะแปรไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล
และ 6.มีกองทุนเยียวยาเหยื่อ