สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
ของแบบนี้มันแล้วแต่ความถนัดคนค่ะ เหมือนไปถามสัตว์ในป่าว่า ระหว่างว่ายน้ำให้ได้ 100 เมตร กับบินให้ได้ 100 เมตร อันไหนยากกว่า ปลาก็คงตอบอย่าง นกก็คงตอบอีกอย่าง
สมาชิกหมายเลข 3384172 ถูกใจ, Anvier หลงรัก, สมาชิกหมายเลข 2611873 ถูกใจ, Human Adaptive ถูกใจ, นาคสีส้ม ถูกใจ, ความดีสำคัญที่สุด ถูกใจ, ไวน์อุ่น ถูกใจ, Ja lil a ถูกใจ, MeaoNoi ถูกใจ, เดินช้าชมนกชมไม้ ถูกใจรวมถึงอีก 45 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 6
ทำเองเหนื่อยกว่าอยู่แล้ว
เป็นพนักงาน แค่มีแรงกับมีสมองก็พอแล้ว
ทำธุรกิจ นอกจากมีแรง มีสมอง แล้วต้องมีทุนด้วย
แต่ถ้าทำธุรกิจแล้วปัง มันอาจจะได้มากกว่าเป็นพนักงานหลายเท่า
High risk high return.
เป็นพนักงาน แค่มีแรงกับมีสมองก็พอแล้ว
ทำธุรกิจ นอกจากมีแรง มีสมอง แล้วต้องมีทุนด้วย
แต่ถ้าทำธุรกิจแล้วปัง มันอาจจะได้มากกว่าเป็นพนักงานหลายเท่า
High risk high return.
สมาชิกหมายเลข 3384172 ถูกใจ, Anvier หลงรัก, John Marston ถูกใจ, แมวบนหลังคา ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1030346 ถูกใจ, แมวอ้วนตัวแน่น ถูกใจ, ความดีสำคัญที่สุด ถูกใจ, MeaoNoi ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4945997 ถูกใจ, บ้านสวนริมกรุง ถูกใจรวมถึงอีก 25 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 7
ลูกจ้างรายได้ 200 - 300k อันนี้ต้องระดับ GM, vice president, ของบริษัทฯ ใหญ่ๆ เท่านั้น
บริษัทฯ ระดับกลาง ไม่มีทางได้ in come เท่านี้มีน้อยมากๆ หรือถ้ามีก็ต้องเป็นผู้บริหารที่ดูแลในส่วนของ ยอดขาย
แต่เจ้าของกิจการที่มีกำไรเฉลี่ย 200-300k ต่อเดือน บริษัทฯ กลางๆ ในหลายธุรกิจทำได้นะครับ
ถ้าถามเรื่องอันไหน เป็นไปได้ยากกว่ากัน มันอยู่ที่ "ทุน" ด้วยครับ
ผู้บริหารหลายๆ คนมีความเก่ง เท่าเทียม หรือบางทีก็เหนือกว่าเจ้าของธุรกิจด้วยซ้ำ
แต่ต่างกันตรงที่ผู้บริหารเหล่านี้ ไม่มีทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ
การจะสร้าง ธุรกิจที่ทำกำไร 200-300k ได้ เงินลงทุนไม่น่าต่ำกว่า 5 ล้านแน่ๆ ไม่รวมเงินสำรองช่วงเริ่มต้นธุรกิจอีก
แต่ถ้าถามในเรื่องความ "เสี่ยง" ที่จะตกงาน
ผมมองว่าการเป็นผู้บริหารเสี่ยงกว่า เจ้าของกิจการเยอะ
เจ้าของกิจการ ถ้าธุรกิจไม่เป็นไปตามเป้า เขายังมีสิทธิเลือกแผนใหม่ ประคับประคององค์กรไปก่อนได้
แต่ในมุมผู้บริหาร ถ้าองค์กร ไม่สามารถทำได้ตามเป้า เขาจะเป็นเป้าหมายแรก ที่ถูกปลดออกจากองค์กร
เพราะถ้าคุณได้รับ 200-300k จากองค์กร แปลว่า คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแทบจะทุกอย่าง ในการพาองค์กรไปถึงเป้า
ถ้าทำไม่ได้ บางที แค่ 3 เดือน เขาก็เปลี่ยนคุณออกแล้ว (บางที่ เดือนเดียวด้วยซ้ำ)
บริษัทฯ ระดับกลาง ไม่มีทางได้ in come เท่านี้มีน้อยมากๆ หรือถ้ามีก็ต้องเป็นผู้บริหารที่ดูแลในส่วนของ ยอดขาย
แต่เจ้าของกิจการที่มีกำไรเฉลี่ย 200-300k ต่อเดือน บริษัทฯ กลางๆ ในหลายธุรกิจทำได้นะครับ
ถ้าถามเรื่องอันไหน เป็นไปได้ยากกว่ากัน มันอยู่ที่ "ทุน" ด้วยครับ
ผู้บริหารหลายๆ คนมีความเก่ง เท่าเทียม หรือบางทีก็เหนือกว่าเจ้าของธุรกิจด้วยซ้ำ
แต่ต่างกันตรงที่ผู้บริหารเหล่านี้ ไม่มีทุนในการเริ่มต้นธุรกิจ
การจะสร้าง ธุรกิจที่ทำกำไร 200-300k ได้ เงินลงทุนไม่น่าต่ำกว่า 5 ล้านแน่ๆ ไม่รวมเงินสำรองช่วงเริ่มต้นธุรกิจอีก
แต่ถ้าถามในเรื่องความ "เสี่ยง" ที่จะตกงาน
ผมมองว่าการเป็นผู้บริหารเสี่ยงกว่า เจ้าของกิจการเยอะ
เจ้าของกิจการ ถ้าธุรกิจไม่เป็นไปตามเป้า เขายังมีสิทธิเลือกแผนใหม่ ประคับประคององค์กรไปก่อนได้
แต่ในมุมผู้บริหาร ถ้าองค์กร ไม่สามารถทำได้ตามเป้า เขาจะเป็นเป้าหมายแรก ที่ถูกปลดออกจากองค์กร
เพราะถ้าคุณได้รับ 200-300k จากองค์กร แปลว่า คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแทบจะทุกอย่าง ในการพาองค์กรไปถึงเป้า
ถ้าทำไม่ได้ บางที แค่ 3 เดือน เขาก็เปลี่ยนคุณออกแล้ว (บางที่ เดือนเดียวด้วยซ้ำ)
สมาชิกหมายเลข 2611873 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3803770 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1349051 ถูกใจ, John Marston ถูกใจ, Nam Cha Yam Bai ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4945997 ถูกใจ, pockdik ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1709541 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5886135 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5311812 ถูกใจรวมถึงอีก 6 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ระหว่างเป็นพนง.ออฟฟิศไต่เต้าจนได้เงินเดือน 2-3 แสน VS ทำธุรกิจให้ได้กำไรเฉลี่ย 2-3 แสน/เดือนแบบไหนยากกว่าและเหนื่อยกว่า