คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 8
จิตเป็นอุเบกขา มี 2 สาเหตุหลักๆ ครับ
1. จิตเป็นอุเบกขา เพราะกำลังสมาธิ กำลังฌาณ เมื่อจิตอยู่ในฌาณที่ 4 จิตจะปล่อยวางความรู้สึกทางกายทั้งปวงหายไปหมด
ปล่อยวางสุข ปล่อยวางทุกข์ เหลือแต่เอกัคตา กับอุเบกขา ถือเป็นสุดยอดแห่งรูปฌาณ คือจตุตถฌาณ
ฌาณขั้นนี้ เหลือเพียงองค์ 2 ในจิตเท่านั้น คือ เอกัคตา กับอุเบกขา ถือเป็นสมาธิที่สมบูรณ์เต็มที่ หากนำมาเจริญวิปัสสนาต่อ
จิตจะเข้าใจรูปนาม และรู้เห็นได้อย่างแจ่มแจ้ง ทำให้แจ้งซึ่งมรรคผลได้โดยง่าย
2. จิตเป็นอุเบกขา เพราะกำลังวิปัสสนา คือผลจากการเจริญวิปัสสนาอย่างลึกซึ้งที่สุด และเนียนที่สุด จิตจะเห็นบางสิ่งบางอย่าง
มาสัมผัสกับจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป อะไรก็ตามมาสัมผัสกับจิตก็สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป อารมณ์ทั้งปวงมาสัมผัสกับจิตก็เกิดขึ้นแล้วดับไป
ความดีใจเสียใจมาสัมผัสกับจิตก็สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป สุขทุกข์ทั้งปวงมาสัมผัสกับจิต ก็สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป
เมื่อจิตเห็นแจ้งด้วยจิตเอง จากเหตุคือการดำเนินวิปัสสนามา จิตจะวางเฉยในอารมณ์ทั้งปวง เพราะจิตเห็นแจ้งแล้วว่า ดีก็ดับ ชั่วก็ดับ สุขก็ดับ ทุกข์ก็ดับ
นี่คือสุดยอดแห่งวิปัสสนาญาณ ที่เป็นโลกียญาณที่ไกลที่สุด ที่อยู่ใกล้โลกกุตระธรรมมากที่สุด เมื่ออินทรีย์ 5 แก่กล้า จิตจะรวมแว๊บนึง เพื่อรู้แจ้งมรรคญาณ ณ ขณะจิตนั้น อาสวะจะถูกถอดถอนออกจากจิตไปตามขั้นตามภูมิ พอถอนปั๊บ ขณะจิตต่อไปจะเกิดผลจิต จิตจะเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่นอกเหนือขันธ์ 5 นอกเหนือรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง ขณะจิตถัดไปจิตจะพิจารณารู้เห็นโดยชอบหายสงสัยว่า อะไรหายไป อะไรขาดสะบั้นไปแล้วจากจิต และมีอะไรที่เหลืออยู่ในจิตที่จะต้องชำระสะสางกันต่อไป เรียกว่าปัจจะเวคญาณ 2 ญาณหลังสุดตั้งแต่ผลญาณ และปัจจะเวคญาณ เป็นโลกุตระครับ
ป
การเกิดปัญญาวางเฉยต่อจิต ขั้นที่เนียนที่สุด ธรรมชาติที่สุดต้องเป็นสังขารุเปกขญาณครับ ญาณนี้จะชัดเจนมาก หากไม่ถึงขั้นนี้บรรลุมรรคผลไปไม่ได้ แสดงว่าต้องมีอะไรที่ติดอยู่แบบแนบแน่น เนียนๆ ซึ่งเป็นอาสวะ ที่จิตสังเกตไม่ได้ หรือสังเกตไม่ถึง ครับ
1. จิตเป็นอุเบกขา เพราะกำลังสมาธิ กำลังฌาณ เมื่อจิตอยู่ในฌาณที่ 4 จิตจะปล่อยวางความรู้สึกทางกายทั้งปวงหายไปหมด
ปล่อยวางสุข ปล่อยวางทุกข์ เหลือแต่เอกัคตา กับอุเบกขา ถือเป็นสุดยอดแห่งรูปฌาณ คือจตุตถฌาณ
ฌาณขั้นนี้ เหลือเพียงองค์ 2 ในจิตเท่านั้น คือ เอกัคตา กับอุเบกขา ถือเป็นสมาธิที่สมบูรณ์เต็มที่ หากนำมาเจริญวิปัสสนาต่อ
จิตจะเข้าใจรูปนาม และรู้เห็นได้อย่างแจ่มแจ้ง ทำให้แจ้งซึ่งมรรคผลได้โดยง่าย
2. จิตเป็นอุเบกขา เพราะกำลังวิปัสสนา คือผลจากการเจริญวิปัสสนาอย่างลึกซึ้งที่สุด และเนียนที่สุด จิตจะเห็นบางสิ่งบางอย่าง
มาสัมผัสกับจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป อะไรก็ตามมาสัมผัสกับจิตก็สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป อารมณ์ทั้งปวงมาสัมผัสกับจิตก็เกิดขึ้นแล้วดับไป
ความดีใจเสียใจมาสัมผัสกับจิตก็สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป สุขทุกข์ทั้งปวงมาสัมผัสกับจิต ก็สักแต่ว่าเกิดขึ้นแล้วดับไป
เมื่อจิตเห็นแจ้งด้วยจิตเอง จากเหตุคือการดำเนินวิปัสสนามา จิตจะวางเฉยในอารมณ์ทั้งปวง เพราะจิตเห็นแจ้งแล้วว่า ดีก็ดับ ชั่วก็ดับ สุขก็ดับ ทุกข์ก็ดับ
นี่คือสุดยอดแห่งวิปัสสนาญาณ ที่เป็นโลกียญาณที่ไกลที่สุด ที่อยู่ใกล้โลกกุตระธรรมมากที่สุด เมื่ออินทรีย์ 5 แก่กล้า จิตจะรวมแว๊บนึง เพื่อรู้แจ้งมรรคญาณ ณ ขณะจิตนั้น อาสวะจะถูกถอดถอนออกจากจิตไปตามขั้นตามภูมิ พอถอนปั๊บ ขณะจิตต่อไปจะเกิดผลจิต จิตจะเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่นอกเหนือขันธ์ 5 นอกเหนือรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง ขณะจิตถัดไปจิตจะพิจารณารู้เห็นโดยชอบหายสงสัยว่า อะไรหายไป อะไรขาดสะบั้นไปแล้วจากจิต และมีอะไรที่เหลืออยู่ในจิตที่จะต้องชำระสะสางกันต่อไป เรียกว่าปัจจะเวคญาณ 2 ญาณหลังสุดตั้งแต่ผลญาณ และปัจจะเวคญาณ เป็นโลกุตระครับ
ป
การเกิดปัญญาวางเฉยต่อจิต ขั้นที่เนียนที่สุด ธรรมชาติที่สุดต้องเป็นสังขารุเปกขญาณครับ ญาณนี้จะชัดเจนมาก หากไม่ถึงขั้นนี้บรรลุมรรคผลไปไม่ได้ แสดงว่าต้องมีอะไรที่ติดอยู่แบบแนบแน่น เนียนๆ ซึ่งเป็นอาสวะ ที่จิตสังเกตไม่ได้ หรือสังเกตไม่ถึง ครับ
แสดงความคิดเห็น
จิตเป็นอุเบกขา ต่างกันหรือเหมือนกันกับ มีปัญญาวางเฉยต่อจิต