[ระบาย] มีวิธีแบกอารมณ์ไหมคะ?

แบกอารมณ์ = รองรับอารมณ์

**ขีดจำกัดทางด้านจิตใจของคนไม่เท่ากัน**

เราอยู่กับครอบครัว 3 คนค่ะ เรา ปู่และย่า (แต่จะขอแทนเป็นพ่อแม่ต่อจากนี้) แม่ของเราเป็นคนค่อนข้างชอบโวยวาย อารมณ์เสีย หงุดหงิดแล้วค่อนข้างพาลค่ะ เขาจะชอบเถียงกับพ่อบ่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาอารมณ์ไม่ดี เราจะต้องเป็นที่รองรับอารมณ์กับเขาแทน เพราะพ่อจะหนีไปทำอย่างอื่นข้างนอกบ้าน รอจนกว่าแม่จะใจเย็นถึงเข้าบ้าน แต่เราถ้าไม่ได้ไปเรียนจะถูกบังคับให้ไปนวดและอยู่ห้องเดียวกัน ประมาณ ช่วงเช้า-ช่วงบ่ายสาม (มีเกินบ้างเป็นบางครั้ง) นั่นทำให้เราต้องรองรับอารมณ์ทั้งหมดของแม่โดยไม่ได้ทำอะไรผิด (แม่ไม่ได้พูดหยาบมากมาย แต่สีหน้า น้ำเสียง ระดับเสียงทำให้เรากลัวมาตลอดค่ะ) แต่เรายังรู้สึกว่าอดทนได้ เพราะตั้งแต่เริ่มเรียนจนถึง ม.6 เราไปเรียน 6 วันจาก 7 วัน ทำให้เวลาช่วงกลางวันเราไม่ได้คลุกคลีอยู่กับเขาอยู่แล้ว อีกทั้งสภาพแวดล้อมในโรงเรียนช่วงมัธยมค่อนข้างกดดัน (เรียกว่าคุกก็ไม่แปลกสักเท่าไหร่😂) เราเลยคิดว่าเราน่าจะทนได้ค่ะ

  จนช่วงที่เราซิ่วไป 1 ปี ช่วงเวลา 1 ปีนั้นค่อนข้างแย่ค่ะ เพราะว่าเราจะถูกบังคับให้อยู่ในห้องเดียวกับแม่ตลอด แน่นอนว่าตั้งแต่ช่วงเช้า-บ่ายสาม หรือนานกว่านั้น เพราะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าแม่จะเถียงกับพ่อ เครียดเรื่องนั้น หรืออารมณ์เสียเรื่องนี้ เราจะต้องรับอารมณ์ทั้งหมด ซึ่งถ้าเราพูดหรือเถียง สถานการณ์จะยิ่งแย่กว่าเดิม และเราจะกลายเป็นเด็กไม่ดีหรืออกตัญญูขึ้นมาทันที อีกทั้งยังโดนเอาเปรียบเทียบกับพ่อแท้ๆ (ถึงจะเรียกว่าพ่อแท้ๆ แต่เราก็ไม่ได้นับถือเป็นญาติในครอบครัวค่ะ เพราะเขาไม่เคยเลี้ยง ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนมามากมายอยู่ตลอดๆ จนปัจจุบันก็ยังไม่หยุด) ซึ่งการที่เราถูกดึงเอาไปเปรียบเทียบกับคนแบบนั้น เรารู้สึกเสียใจมากค่ะ ช่วงหลังๆ เราเลยทำตัวสงบเสงี่ยมมากขึ้น (แต่ก็โดนเพราะถูกมองว่าชักสีหน้าไม่ดี เพราะตอนอยู่บ้านเราจะทำเป็นยิ้มเยอะๆ พูดเยอะๆ เพราะเคยโดนเรื่องเป็นคนเฉยชาค่ะ ก็คือเราเป็นคนที่มี in ในตัวเยอะมาก แต่ต้องแสร้งว่าเป็นคนมี ex ในตัวเยอะนั้นแหละค่ะ)

จนมีเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง เป็นวันปีใหม่ค่ะ แม่เราจะไปทำบุญ แต่เราขอนอนอยู่บ้าน เพราะปกติต้องตื่นตี 5 มาทำขนมทุกวัน เลยอยากเอาวันหยุดไปนอนตื่นสาย ซึ่งตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าแม่ไม่พอใจ แต่เพราะเขาบ่นแค่นิดหน่อยเราเลยคิดว่าวันต่อมาคงไม่มีอะไร จนเช้าวันต่อมาเราถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงเคาะประตูที่เสียงดังมาก (เราเป็นคนตกใจกับการเคาะประตูง่าย เรียกว่าใจดิ่งชั่วครู่เลย ที่บ้านรู้เรื่องนี้ดีค่ะ) แม่เคาะประตูและเรียกเสียงดังให้ออกมาจากห้อง เราออกไปแม่ก็โวยวายๆ ปาข้าวปาของ ด่ากราด ทั้งพ่อทั้งเรา เราพยายามจับใจความ และเหมือนสาเหตุที่แม่อาระวาดขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะพ่อลืมหยิบอะไรซักอย่างไปทำบุญด้วย พอกลับมาเลยพาลมาที่เราที่ไม่ยอมไปทำบุญด้วย ซึ่งตอนนั้นก็มีทั้งความรู้สึกกลัวและไม่เข้าใจค่ะ เพราะสาเหตุมันเล็กนิดเดียว และน่าแปลกที่แม่จะอาระวาดโยนข้าวโยนของในวันสำคัญตลอด (เช่นวันเกิดเรา) ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าน้อยใจค่ะ ถ้าพระเจ้ามีจริง แสดงว่าพระเจ้าคงเกลียดเราพอสมควร เพราะฉะนั้นก่อนวันเกิดเราในปีนั้น เราจึงพยายามทำดีที่สุดในวันเกิดของแม่ เพื่อที่แม่อาจจะนึกถึงตอนวันเกิดเรา ว่าเราให้ความสำคัญกับเขานะ (ที่จริงเราทำมาตั้งแต่ตอนเราอยู่ ม.4 แค่ปีนั้นเราพยายามทำให้มันออกมาดีที่สุด ทำของขวัญ ซื้อของขวัญ ซื้อเค้กและเลี้ยงอาหาร) แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ค่อยเห็นใจ พอใกล้วันเกิดเราแม่ดูอารมณ์รุนแรงเป็นพิเศษ สุดท้ายเราก็ต้องไปฉลองวันเกิดกับเพื่อนที่สนิทในช่วงนั้น (เป็นวันเกิดที่สนุกที่สุดที่เกิดมาเลยค่ะ เพราะเพื่อนเทคแคร์และตามใจมาก ณ วันนั้น) พอกลับบ้านมาคนข้างบ้านยังซื้อเค้กมาร้อง happy birthday ให้อีก แต่ไม่วายสุดท้ายช่วงดึกก็โดนด่า เรื่องอะไรซักอย่าง จำไม่ได้
ช่วงนี้คือหนึ่งในช่วงหนักค่ะ อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าเราซิ่วค่ะ ช่วงเวลาที่หยุดจึงช่วยพ่อแม่ทำขนม เพราะมีเราที่ยังเด็กอยู่ การทำงานเลยรวดเร็วขึ้น นั่นทำให้แม่เริ่มไม่อยากให้เราเรียนเพราะมองว่าไม่จำเป็นและยังมีการลงทุนที่สูงค่ะ ตอนนั้นเรียกว่ามรสุมก็ว่าได้ค่ะ เพราะพ่อก็เห็นด้วย เราโดนกดดันหนักทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงี่เง่าไร้สาระทั่วไปจนเราเครียดค่ะ จนเราคิดว่า...หรือเราควรตายดีไหม เคยคิดแบบพวกคอลลาเจนถ้าทานหมดกระปุกทีเดียวจะตายได้หรือเปล่า เพราะรู้สึกเบื่อมาก (ซึ่งช่วงนั้นมีข่าวฆตต.ของคนในจังหวัดถี่มาก เหมือนโดนล้างสมองค่ะ) แต่ได้เพื่อนช่วยรับฟังและพยายามกระตุ้นให้เราอยากเรียนและชี้ให้เห็นว่าการเรียนมันสำคัญและหาทางออกอย่างกู้กยศ. หรือควรไปคุยกับใครเพื่อยืมเงินมาจ่ายเทอม 1 (ตอนนั้นเราไม่มีอาชีพที่มั่นคงและไม่มีสิ่งที่อยากทำ เพื่อนเลยมองว่ามาเรียน มาหาตัวเองดีกว่า) สุดท้ายเราก็ฝืนจนไปเรียนได้ พ่อแม่เลิกคัดค้านค่ะ เราตัดสินใจลงแค่ 3 ที่คือมหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและมหาวิทยาลัยพะเยา และเราก็เลือกมาที่พะเยา เป็นมอที่เพื่อนเราเรียนและเราก็อยากไปเพื่อให้ห่างสายตาพ่อแม่มากที่สุดค่ะ

เปรียบเทียบจากการอยู่บ้าน การไปอยู่หอค่าใช้จ่ายสูงมากค่ะ แต่ต้องยอมรับว่าสุขภาพจิตดีขึ้นมากเช่นกัน เรามองว่าคุ้มค่าเลยค่ะ ตั้งแต่ไปอยู่ที่หอ เราไม่เคยมีความคิดว่าอยากตายเลยค่ะ (สต.ก็มองว่าความคิดพวกนั้นคืออารมณ์ชั่ววูบ เพราะเรายังคิดได้ว่าวันต่อไปเราอยากทำอะไรดี) สังคมที่มอก็น่ารัก เจ้าของหอก็น่ารัก เพื่อนก็น่ารัก และเพราะเราเคยมีช่วงเวลาที่เกือบทำให้ไม่ได้เรียนเราจึงจริงจังกับการเรียน ด้วยความที่รับผิดชอบเรื่องเรียนได้ ทำให้ชีวิตนอกบ้านเรามีอิสระและแฮปปี้มากค่ะ และเพราะว่า 1 วันเราคุยกับแม่แค่ 1 ชม. ไม่เกิน 1.30 น. ทำให้เราแทบจะไม่โดนแม่พาลอารมณ์ใส่อีกเลย

จนช่วงปิดเทอม เราตัดสินใจกลับบ้าน เพราะเราก็อดห่วงไม่ได้ว่าพ่อกับแม่จะสบายดีไหม (เนื่องจากช่วงนี้พ่อกับแม่สลับกันเข้าโรงพยาบาลกันบ่อย) ช่วง 2-3 วันแรกเหมือนจะดีค่ะ อาจเป็นเพราะเราตัดสินใจว่าเราจะทนให้ดีที่สุดด้วย แต่จนล่าสุดแม่เถียงกับพ่อค่ะ ซึ่งเราก็ต้องมารองรับอารมณ์อีกเช่นเคย ตอนนั้นก็ทำให้สังเกตตัวเองได้ชัดเจนขึ้นค่ะ ว่าเราไม่ได้แค่กลัวแต่กลัวมาก เราไม่กล้าสบตาแม่ ไม่กล้าพูดอะไร และภาวนาอย่าให้เขาพูดอะไรกับเราเหมือนกัน (เพราะเราโตแล้วและมีความคิดเห็นในมุมตัวเองเยอะ ก็เลยชอบแสดงความคิดเห็น แต่ไม่กล้ากับแม่จริงๆ ) และเหมือนมันจะกลัวกว่าครั้งก่อนๆ อีกด้วย คิดว่าเพราะห่างหายไปนานเลยไม่ชิน (ที่จริงตั้งแต่จำความได้ก็ไม่เคยชินนะ) เราทำเป็นไม่รู้สึกอะไรและพยายามเป็นปกติที่สุด ซึ่งเรารู้ดีค่ะว่าใจเราไม่ไหว (เป็นคนเก็บทุกคำมาคิดด้วย) เราพยายามทำหูทวนลม น่าแปลกที่มันทำไม่ได้จริงๆ ค่ะ เราเลยคิดว่าเราควรหาวิธีแบกอารมณ์พวกนี้ให้ได้ เพราะไม่อยากให้ครอบครัวหรือแม่กลายเป็นความหมายทางลบสำหรับเราค่ะ

[ ปล!! ] ถึงที่เรามาแม่เราจะดูงี่เง่า หรือครอบครัวจะดูเหมือนขาดความอบอุ่น แต่ที่จริงครอบครัวก็ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรา แต่อาจเพราะทัศนคติแบบเก่าๆ จึงมีแนวคิดที่เก่าไปบ้าง ต้องยอมรับว่าแม่เราทำให้สุขภาพจิตเราย่ำแย่เอามากๆ แต่ใช่ว่าเราจะไม่มีช่วงเวลาที่ดีต่อกันค่ะ ถึงครอบครัวจะมีจุดไม่ดี แต่พ่อแม่และก็เราต่างก็ให้ความสำคัญกันและกันค่ะ  *เราแค่อยากออกมาระบายและลองหาทางออกเท่านั้นเอง*

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่