🇹🇭💗มาลาริน💗🇹🇭27ก.ย.ไทยเปิดตัวสเปรย์พ่นจมูกดักจับโควิด เริ่มขาย1ต.ค./ป่วยใหม่351คน หาย801คน เสียชีวิต10คน/จ่าย อสม.



ข่าวโควิดวันนี้ 27 ก.ย.65 ผู้ป่วยรักษาตัวใน รพ.รายใหม่ 351 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 10 คน หายป่วย 801 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม(ตั้งแต่ 1 ม.ค.65) 2,455,587 ราย

ข่าวโควิดวันนี้ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศวันอังคารที่ 27 กันยายน 2565  ผู้ป่วยรายใหม่(รักษาตัวใน รพ.) 351 ราย  แยกเป็น ผู้ป่วยในประเทศ 351 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ - ราย
 
ผู้ป่วยสะสม(ตั้งแต่ 1 ม.ค.65) 2,455,587 ราย  เสียชีวิตเพิ่ม 10 ราย หายป่วยเพิ่ม 801 ราย กำลังรักษา 6,400 ราย  ผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวในโรงพยาบาล 492 ราย 

https://www.thansettakij.com/health/health/541788



5 ภาคีรัฐ-เอกชน ประสบความสำเร็จตามเป้าเปิดตัว "สเปรย์พ่นจมูกดักจับยับยั้งเชื้อโควิด-19" สัญชาติไทย เริ่มวางขาย 1 ต.ค.นี้

จากการร่วมผนึกกำลังของ 5 องค์กรชั้นนำภาครัฐ-เอกชน ประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), องค์การเภสัชกรรม และ บริษัทไฮไบโอไซ จำกัด (บริษัทย่อย ใน บมจ.โรจูคิส อินเตอร์เนชั่นแนล) ในการร่วมมือพัฒนานวัตกรรม "สเปรย์พ่นจมูกที่มีคุณสมบัติดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ทางกายภาพบริเวณโพรงจมูก" ภายใต้ แบรนด์เวลล์ โควิแทรป แอนติโคฟ นาซอล สเปรย์ สำเร็จได้ในที่สุดและได้รับอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) แล้ว

ล่าสุด อภ.ได้รับใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ โดยมีขอบข่ายการอนุญาตให้ผลิตเครื่องมือแพทย์ในกลุ่ม Respiratory care service สำหรับผลิตภัณฑ์ Nasal spray solution จาก อย.และยังได้รับการรับรอง ISO-13485 : 2016 มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพสำหรับเครื่องมือแพทย์ จากบริษัท UIC certification service ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตรวจรับรองประเมินมาตรฐานสากลซึ่งแสดงได้ว่าสถานที่ผลิตแห่งนี้ มีคุณภาพ ความปลอดภัย ระบบการจัดการคุณภาพสำหรับการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ดี
 
ด้านนางวรวรรณ กล่าวเสริมว่า นวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูกดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ทางกายภาพ บริเวณโพรงจมูก เวลล์โควิแทรป แอนติ-โคฟ นาซาล สเปรย์ (Vaill CoviTRAP Anti-CoV Nasal Spray) ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่พร้อมสู่สายตาของชาวโลก ที่มีคุณสมบัติสามารถดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง ด้วยหลักการทำงาน 2 กลไก ได้แก่
 
1. ดักจับด้วย HPMC ที่ทำหน้าที่เคลือบบริเวณพื้นผิวโพรงจมูก ทำให้ความสามารถในการเกาะของเชื้อไวรัสที่บริเวณโพรงจมูกลดลง
 
2. ยับยั้งเชื้อไวรัสโควิด-19 ทางกายภาพ ที่เข้ามาในบริเวณโพรงจมูกด้วยภูมิคุ้มกัน วิธีการใช้คือพ่นสเปรย์ที่โพรงจมูกทั้ง 2 ข้าง โดยสอดหัวพ่นเข้าไปในโพรงจมูกในแนวตั้ง พ่นข้างละ 1-2 ครั้ง ใช้ได้ตามต้องการทุก 6 ชั่วโมง ได้ถึงวันละ 3 ครั้ง มีขนาด 15 มล. พร้อมในการจัดจำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้
 
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Official Line @Covitrap หรือ Facebook โควิแทรป, ตลอดจนเภสัชกรประจำร้านยาองค์การเภสัชกรรม, สถานพยาบาล The Senizens, และ สถานพยาบาล Panacura ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

https://www.thansettakij.com/health/541753

ครม.ไฟเขียวจ่ายค่าตอบแทน‘อสม.-อสส.’ล้านกว่าคน 4 เดือน รวมคนละ 2 พันบาท



เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 27 กันยายน 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 2,100.61 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนให้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 1,039,729 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) จำนวน 10,577 คน รวม 1,050,306 คน ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย.65 รวม 4 เดือน ในอัตรา 500 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดโควิด-19 ได้มีการชดเชย อสม.ไปแล้วทั้งสิ้น 2 ปี 6 เดือน 
 
ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. อนุมัติงบกลาง วงเงิน 2,100.61 ล้านบาท สำหรับโครงการค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัย สําหรับการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ในชุมชน  ประกอบด้วย อสม. จำนวน 1,039,729  คน และ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) จำนวน  10,577  คน รวมทั้งสิ้น 1,050,306 คน ในอัตรา 500 บาท/คน/เดือน ระยะเวลา 4 เดือน  ตั้งแต่เดือน มิถุนายน - กันยายน 2565 รวมเป็น 2,000 บาท/คน  โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ยังไม่ยุติและยังจำเป็นต้องสนับสนุนบทบาทของ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งเตรียมพร้อมรองรับการเข้าสู่ระยะ Post - Pandemic จึงได้มีการเสนอค่าตอบแทน อสม. ตามช่วงระยะเวลาจนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2565 
 
ทั้งนี้ การอนุมัติรายการค่าใช้จ่ายให้ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ในชุมชนตั้งแต่ ต.ค. 64 -ก.ย. 65 ระยะเวลา 12 เดือน) รัฐบาลอนุมัติงบเป็นค่าตอบแทน อสม. และ อสส. รวมทั้งสิ้น 6,301.83 ล้านบาท  หรือ คิดเป็นการให้ค่าเสี่ยงภัยเฉลี่ยรวม 6,000 บาท/คน

https://www.naewna.com/politic/682742

ติดตามข่าวโควิดวันนี้นะคะ...
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 14
https://web.facebook.com/fanmoph/videos/636969751380942/ (มีคลิป)
แถลงความคืบหน้าสถานการณ์โรคโควิด 19
ณ กระทรวงสาธารณสุข
27 กันยายน 2565


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รวมสไลด์แถลงสถานการณ์โควิด-19 จาก ศบค.
วันอังคารที่ 27 กันยายน 2565
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0CdHWkDjKjvFr6fXm6om6vbnSCoTXS2iyMGGL9avHTo6X45hzraL4UBivEygMQGYEl


จำนวนการได้รับวัคซีนสะสม (28 ก.พ. 2564 - 26 ก.ย. 2565)
รวม 143,287,515 โดส ใน 77 จังหวัด

ภาพรวมยอดฉีดวัคซีน วันที่ 26 กันยายน 2565
ยอดฉีดทั่วประเทศ 9,214 โดส

เข็มที่ 1 : 624 ราย
เข็มที่ 2 : 1,130 ราย
เข็มที่ 3 : 7,460 ราย

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 57,321,793 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 53,828,972 ราย
จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 32,136,750 ราย

แหล่งข้อมูล : MOPH-IC
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02VJLhSrearuE6FiEHXBm8VkS3dNAuKnGR3WUVNZa2YSq3x61fowtRdzyhDk4PLkJvl


5 ภาคี รัฐ-เอกชน พัฒนานวัตกรรมสเปรย์พ่นจมูกยับยั้งเชื้อโควิด “สำเร็จ”
สร้างทางเลือกใหม่ให้คนไทย

นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า ในปัจจุบันว่านับตั้งแต่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (“COVID-19”) ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ เมื่อเดือน ธ.ค. 62 มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย แม้จะมีแนวโน้มคลี่คลายดีขึ้น แต่โควิด-19 ก็ยังคงเป็นโรคที่ติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง จากสถานการณ์นี้ ทีมวิจัยของไทยจากภาครัฐ และเอกชน ได้ร่วมกันดำเนินงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาวัคซีน, ชุดตรวจเชื้อ, เครื่องช่วยหายใจ, รวมถึงการพัฒนาแอนติบอดีที่มีคุณสมบัติดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ทางกายภาพบริเวณโพรงจมูก โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในรูปแบบของสเปรย์สำหรับพ่นจมูก ซึ่งจะเป็นนวัตกรรมที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของประเทศไทยที่จะปรากฏสู่สายตาชาวโลก เพื่อร่วมมือร่วมใจกันให้ประเทศไทยก้าวพ้นสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้จนประสบผลสำเร็จและสามารถยื่นจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย โดยถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ไปสู่ภาคเอกชน เพื่อนำไปต่อยอดในการทำการวิจัย สร้างเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ช่วยยับยั้งเชื้อโควิด-19 ได้ในที่สุด

ความสำเร็จของสเปรย์พ่นจมูกเพื่อยับยั้งเชื้อโควิด-19 มีคุณสมบัติดักจับและยับยั้งเชื้อโควิด-19 ทางกายภาพบริเวณโพรงจมูก ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ 5 ภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), องค์การเภสัชกรรม และ บริษัท ไฮไบโอไซ จำกัด ที่ได้ร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมไทยสู่ระดับโลก แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข พร้อมส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงในระบบสุขภาพของประเทศ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชนที่จะช่วยในการยับยั้งการติดเชื้อโควิด-19 ความร่วมมือของภาคีเครือข่ายทั้ง 5 มุ่งมั่นและร่วมกันพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมสุขภาพต้นแบบในการขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพคนไทยและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยมากยิ่งขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพของประเทศไทย

ที่มา : องค์การเภสัชกรรม
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02rgRMkv2Nf3HBsxakbxCQXjpCTrCkHpLWRmhs9xctkotjgFagPEFyZunj1LV5PCYKl


รายละเอียดผู้เสียชีวิตของประเทศไทย
วันอังคารที่ 27 กันยายน 2565 จำนวน 10 ราย
แหล่งข้อมูล : กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0AnogWcs4adBUohE6FEBHAue9nhuiCr2LcDY4v3bcXeb8xJDwy4XsxGkiRYQj9NMjl


การรักษาอาการลองโควิด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ขึ้นกับสาเหตุและอาการ
- กลุ่มที่มีอาการและมีความผิดปกติของอวัยวะ เช่น มีอาการเหนื่อยและตรวจพบเนื้อปอดมีพังผืด เส้นเลือดอุดตัน หัวใจอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเข้ารักษาในระบบและติดตามอาการในระยะยาว

- กลุ่มที่มีอาการ แต่ไม่พบความผิดปกติของอวัยวะ เช่น อาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ ผู้ป่วยกลุ่มนี้แพทย์จะรักษาตามอาการ และให้ข้อแนะนำเรื่องการฟื้นฟู และการปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

ที่มา : หมอพร้อม
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0tXfZhvS7ucnrwkvcMKC9UxKdHQR8oHqmQpjM5A4ZHVX9tJnxBXzWvJ5oubpUCwqul


แผนบริหารป้องกัน "โควิด" หลังยุบ ศบค.
- ใช้กลไก พ.ร.บ.โรคติดต่อ
- ผู้ป่วยปฏิบัติตาม DMHT
- อาการวิกฤตใช้ UCEP Plus

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิด 19 ทั่วโลกรวมทั้งไทย กำลังกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติ มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในระดับต่ำมาก ภาพรวมมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นมาก ส่วนประเทศไทยถือว่าประสบผลสำเร็จในการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด 19 จนได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลกและประชาคมโลก มีอัตราป่วยและเสียชีวิตระดับต่ำ ขณะที่ประชาชนมากกว่าร้อยละ 92 มีภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนถึง 143.16 ล้านโดส และบางส่วนมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยในช่วงเดือนกันยายนนี้ มีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยที่ต้องรักษาในโรงพยาบาลและผู้เสียชีวิตลดลงมาก รวมถึงมีอาการไม่รุนแรง ดังนั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านจึงได้เซ็นประกาศยกเลิก "โควิด 19" เป็นโรคติดต่ออันตราย และปรับเป็น “โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง” ตามคำแนะนำของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป ซึ่งที่ประชุม ศบค.เมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ได้เห็นชอบยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่งแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด มีผลวันที่ 30 กันยายนนี้ และให้หน่วยงานต่างๆ นำมาตรการตามกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหาตามปกติ

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมี พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารสถานการณ์ในระยะถัดไป โดยมีกลไกทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ ซึ่งอาจมีการปรับลดระดับความเข้มข้นของมาตรการตามสถานการณ์ เพื่อให้สังคมและเศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมโรคโควิด 19 รองรับการเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นกรอบการดำเนินงานให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป ยืนยันว่า ภายใต้กลไกของ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ยังสามารถบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนแผนได้ต่อเนื่อง โดยไม่กระทบสิทธิของประชาชน และรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้ยั่งยืนต่อไปได้

ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02XAnVhdpb48gtP5uacAozYoTYUSzD8mEewWdZ5PxHjmHECKzVuZJiK3RaCHRJbqXwl


ครม.อนุมัติ ค่าเสี่ยงภัย อสม. และ อสส. รายละ 2,000 บาท/คน

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลาง วงเงิน 2,100.61 ล้านบาท สำหรับโครงการค่าตอบแทน เยียวยา ชดเชย และเสี่ยงภัย สําหรับการปฏิบัติงานในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในชุมชน ประกอบด้วย อสม. จำนวน 1,039,729 คน และ อสส. จำนวน 10,577 คน รวมทั้งสิ้น 1,050,306 คน ในอัตรา 500 บาท/คน/เดือน ระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือน มิถุนายน - กันยายน 2565 รวมเป็น 2,000 บาท/คน โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ยังไม่ยุติและยังจำเป็นต้องสนับสนุนบทบาทของ อสม. ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเตรียมพร้อมรองรับการเข้าสู่ระยะ Post-Pandemic จึงได้มีการเสนอค่าตอบแทน อสม. ตามช่วงระยะเวลาจนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 65

ที่มา : โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0ks57k6YiMifUz1rNfstLntBrL3y77KF8XpZX8FogrKGR1N8EWBJxc5cT49PRvPNal


ครม.อนุมัติงบกลาง
- 986 ล้านบาท สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์
- 365 ล้านบาท จัดซื้อยารักษาโควิด
เตรียมพร้อมรับการแพร่ระบาดคลัสเตอร์หลายระดับในอนาคต

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ก.ย. 2565 ได้อนุมัติการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 งบกลาง ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ 2 รายการ ประกอบด้วย

1) งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น วงเงิน 986.452 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในการเฝ้าระวัง สอบสวน ป้องกัน ควบคุมและรักษาผู้ป่วยโควิด19 ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่เสร็จแล้วในช่วงเดือน ต.ค. 64 - มิ.ย. 65 และได้รับการจัดสรรงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 ในคราวประชุม ครม. เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 65 วงเงิน 12,123.109 ล้านบาท แต่ไม่เพียงพอ จึงได้จัดสรรงบกลาง เพิ่มเติมในครั้งนี้

2) งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 365.681 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินโครงการจัดหายารักษาผู้ป่วยโรคโควิด19 สำหรับหน่วยบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีงบประมาณ 2565

ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์โควิด19 ได้ดีขึ้นตามลำดับแต่กระทรวงสาธารณสุขมีความจำเป็นที่ต้องเตรียมพร้อมในการรับมือและป้องกันโรคโควิด19 ที่อาจยังมีการระบาดในระดับคลัสเตอร์ขนาดเล็ก ปานกลางหรือใหญ่ให้อยู่ภายใต้การควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องจัดหายารักษาโควิด19 ให้ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในในทุกระดับ

สำหรับวงเงินงบประมาณ 356.681 ล้านบาทจะจัดซื้อยารักษาโควิดประกอบด้วย การจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์ 25.739 ล้านเม็ด วงเงินรวม 355.031 ล้านบาท ยาโมลนูพิราเวียร์ 1.03 ล้านเม็ด วงเงิน 10.493 ล้านบาท และยาเรมเดซิเวียร์ 1,220 ขวด วงเงิน 156,648 บาท

ที่มา : รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid0326MxQ3wjaRGbdX1aantLwxWNSNZFeJ1btWedqgZyQPYygae43nAAwo8uJjhrzjiSl
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่