คอนเท้นท์นี้เป็นคอนเท้นท์ที่ผมใช้เวลาคิดอยู่นานว่าควรจะเขียนดีหรือไม่ แต่คิดว่าการเขียนก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าสำหรับรายย่อยทั้งมือเก๋าและมือใหม่ในตลาดหุ้นไทย
สำหรับรายย่อยมือเก๋าแห่งตลาดหุ้นไทยก็คงไม่มีใครไม่รู้จักรูปหล่อพ่อรวยคนนี้ ซึ่งหากเสี่ยฉาย บุนนาคคือ พ่อมดแห่งวงการปั่นหุ้นไทยในยุค 90-2000
ผมคิดว่าเสียพิชญ์โพธารามิกคือสุดยอดอัจฉริยะแห่งยุค 2000++ และจนถึงปัจจุบันยังหาคนที่รอบจัดเท่าเขาได้ยาก
ไม่ว่าจะเป็นลีลาในการ Wash sale หุ้นหรือการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจตัวเอง เขาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ซัดเจ้าสัววงการโทรคมนาคมสื่อสารหน้าหงายมานัดต่อนัดแล้ว
ท้าวความไปถึงประวัติของเสี่ยคนนี้ เขาก็เป็นบุคคลเฉกเช่นเดียวกับรูปหล่อพ่อรวยรายอื่นๆ พ่อเขา คุณ อดิศร โพธารามิก ส่งเขาไปเรียนอังกฤษตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ตัวเขาเองก็เรียนเก่งถึงขั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ชั้นนำท็อป 5 ของโลกได้อย่าง LSE (London School of Economics)
แต่ถึงแม้ตัวเขาจะเรียนจบปริญญาตรีมาในด้านการจัดการ แต่ ความรู้ในการทำ Financial Engineering ของเขานั้น อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
เมื่อเขากลับมายังประเทศไทย พ่อของเขา ได้ถูกฟ้องล้มละลายในธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์ TT&T ความร่ำรวยของตระกูลโพธารามิก ถูกย้ายไปอยู่ในชื่อของพิชญ์ เขาปรากฎชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจัสมิน และ TT&T ผู้ให้บริการเบอร์โทรศัพท์กว่า 1.5 ล้านหมายเลข
พิชญ์ โพธารามิกกลายเป็นผู้ที่จะเป็นความหวังพลิกธุรกิจบริษัทให้ฟื้นคืนขึ้นมาได้
จุดเริ่มต้นวงการ Media
แต่ในวัยเพียง 26 ปี พิชญ์ยังคงไม่ได้สนใจมรดกที่พ่อเขาทิ้งเอาไว้มากเท่าไหร่นัก เขายังคงอยากจะลุยกับแพชชั่นของตัวเอง เขาก่อตั้งบริษัท Mono ขึ้นมา เสี่ยพิชญ์ถือเป็นผู้บุกเบิกแห่งวงการ Venture Capital เขาคือผู้ไล่ซื้อกิจการเว็บไซต์ที่มีคอนเท้นท์โดนใจวัยรุ่น ที่โพสต์คลิปข่าวดาราหรือรูปเน็ตไอดอลสาวสวยอย่าง Mthai.com และอีกหลายเว็บไซต์ที่เป็น Traffic หลักของนักท่องไซเบอร์ mthai.com, yenta4.com, enjoy108.com, mono2u.com, hotelthailand.com และ monoplanet.com
เว็บไซต์เหล่านี้เป็นเหมือนป้ายโฆษณาในยุคนั้น
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มก่อตั้งธุรกิจค่ายเพลง โมโนมิวสิค กลายเป็นอาณาจักรแห่งวงการบันเทิงที่เขาเป็นผู้บรรจงสร้างเองกับมือ
ในวัย 30 ปี พิชญ์กลับมานั่งแหน่งผู้บริหาร TT&T และ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เป็นกรรมการบริหารบริษัท JAS จาก 2 บริษัทที่แยกกันทำธุรกิจ TT&T กลายเป็นบริษัทลูกของ JAS และเขาก็หันมาลุยธุรกิจบรอดแบรนด์อย่างเต็มตัว โดยให้สัมภาษณ์ว่า
“ผมไปประเทศเกาหลี ผมไปที่ SoftBank ผมเห็นบรอดแบนด์ในทุกที่ ทำให้เราเข้าใจว่าบรอดแบนด์คือกุญแจสำคัญสำหรับทุกสิ่ง“
เขาลงทุนกับธุรกิจบรอดแบรนด์อย่างเต็มที่ อัดโปรเน็ตบ้านความเร็วสูงราคาถูก ให้กับ 3BB และ Fixed broadband เน็ตความเร็วสูงการันตีความเร็ว ให้คู่แข่งได้ตื่นเต้นไปตามๆกัน ในช่วงเวลาที่หลายคนยังคงต่อเน็ต 56k นาทีละ 9 บาท โปรโมชั่นของดีราคาถูกแบบนี้เป็นสิ่งที่โดนใจวัยรุ่นทำให้ทุกคนแห่มาใช้ตามๆกัน
เสี่ย JAS ก็ยังคงไม่หวั่นแม้ว่าคู่แข่งทางธุรกิจที่อยู่ในไลน์เดียวกันจะเป็นอภิมหาเศรษฐีลำดับต้นๆแห่งประเทศไทย อย่างตระกูลเจียรวนนท์
ในเวลาเพียงแค่ 2 ปีหลังจากที่พิชญ์มานั่งตำแหน่งประธานบริหาร JAS กวาดรายได้ไปกว่า 7 พันล้านบาท
ราคาหุ้นของ JAS ในปี 50 ที่ไม่ถึงครึ่งบาท ได้พุ่งทะยานไปสู่ตัวเลขหลักหน่วยราคา 2 บาทในระยะเวลาเพียง 4 ปี
ผู้เล่นหน้าใหม่ใน TV Digital
ในช่วงปี 2556 เสี่ยพิชญ์ได้หวนคืนกลับมาปั้น Mono อีกครั้งในยุคแห่งการประมูล TV DIGITAL และเป็นอีกครั้งที่เขาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แห่งวงการ คู่แข่งของเขาไม่ว่าจะเป็น BEC , RS , ช่อง 7 , Grammy หรือ Work ล้วนแล้วแต่เป็นเหล่าบรรดานักธุรกิจรุ่นพ่อที่อยู่ในวงการบันเทิงมาช้านานแล้วทั้งนั้น
เขาใช้วิธี ขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยได้เงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้มาราวๆ
หมื่นกว่าล้าน จากบริษัทที่ในอดีตเคยเป็นแค่บริษัทเล็กๆที่ไล่ซื้อธุรกิจตามความฝัน กลายเป็นผู้เล่นหน้าหลักในวงการทีวีดิจิตัล
ลุยประมูลเครือข่ายคลื่นความเร็ว 4G 2558
”4G เราทำแน่นอน เมื่อฟิกซ์บรอดแบนด์แข็งแรงแล้ว จะไปต่อที่โมบาย จริง ๆ ไม่ได้มองแค่โมบาย แต่เป็นเรื่องการ"เชื่อมต่อ (Connectivity) คนดูเฟซบุ๊กอัพรูปขึ้นไอจี ใช้มือถือหมด แต่สปีดยังไม่ใช่ของจริง อย่าง 3G เรียกว่าโมบายอินเทอร์เน็ตได้ แต่ไม่ถึงโมบายบรอดแบนด์ ทำให้ทุกครั้งที่เราเจอไวไฟ เราจะวิ่งเข้าไปหาก่อน
การเข้าประมูล 4G เป็นไดเร็กชั่นที่ค่อนข้างชัด คิดว่าสู้ได้ ที่ผ่านมาแข่งกัน 3 ราย แต่วันนี้เรามาเป็นรายที่ 4 เป็น นิวคัมเมอร์ ช่วงแรกไม่ได้ตั้งเป้าลูกค้าเยอะ ทาร์เก็ต กลุ่มที่ใช้ดาต้ามาก ๆ
เรื่องพาร์ตเนอร์มีมากกว่า 5 รายที่สนใจ เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและฝั่งยุโรปด้วย สนใจเข้ามาถือหุ้นในจัสมิน เพราะอยากได้ทั้งฟิกซ์และโมบาย"
นี่คือบทสัมภาษณ์ที่เขาได้เคยให้ไว้ในช่วงปี 2558 ในช่วงยุคประมูล 4G
เสี่ยวัยหนุ่มคนนี้กำลังจะบอกเราว่า ถึงแม้ JAS ในยามนั้นจะดูไม่มีเงินมากพอ เมื่อเทียบกับผู้เล่นยักษ์ใหญ่ 3 รายที่ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัท Market cap ขนาดหลายหมื่น - แสนล้านทั้งนั้น
แต่พ่อมดอย่างเขาจะสามารถเสก Liquidity มาให้ JAS สามารถเข้าร่วมแข่งประมูลได้อย่างแน่นอน
แล้วสิ่งที่เขาได้ประกาศไว้ก็เป็นจริง JAS ได้ร่วมยื่นซองประมูลมูลค่า 644 ล้านบาท กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แห่งการประมูลคลื่นความถี่เร็วขนาด 900 MHz แม้ว่าจะเกิดข้อกังขากันอย่างเซ็งแซ่ว่าเขาจะสามารถหาเงินมาจ่ายได้จากไหน จะหามาจ่ายได้หรือไม่
ทว่าตัวแทนผู้ประมูลบริษัท JAS ไล่เคาะราคาอย่างไม่หยุดทั้งวันทั้งคืนกว่า 4 วัน บีบให้ผู้เล่นหน้าเก่าอย่าง DTAC ต้องยอมแพ้ในการประมูลครั้งนี้ รวมไปถึงการดันราคาประมูลคลื่นความถี่รอบนี้ให้สูงไปถึงชุดละ 7.5 หมื่นล้านบาท
ซึ่งผู้ชนะประมูลก็ได้แต่ ADVANC , TRUE และ JAS นั่นเอง !!
หลังจากบรรดาหนังสือพิมพ์ออกข่าวกันครึกโครม และสินทรแทบจะระเบิดเพราะกระทู้หุ้นสุสาน เอ้ย สื่อสาร! ราคาหุ้นในตระกูลสื่อสารก็กอดคอกันดิ่งลงเหว ทั้ง ADVANC , TRUE , DTAC และ JAS
เนื่องจาก ADVANC และ ทรูก็หนี้ท่วมหัวอยู่แล้ว แล้วยังมาเพิ่มภาระ7.5 หมื่นล้านอีก แล้ว ADVANC กับ TRUE จะยังคงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจอยู่หรือไม่!?
DTAC ก็แพ้ประมูล แล้วคนจะเลิกใช้ DTAC ไปหาเครือข่ายอื่นหรือไม่
ส่วน JAS ล่ะ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าประมูล ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้ พ่อมดอย่างพิชญ์จะเสกเงินจากไหนได้ทัน?
เขาตัดสินใจทิ้งใบอนุญาต 4G คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และยอมให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยึดเงินค้ำประกัน644 ล้านบาท หลังไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าใบอนุญาตงวดแรก 8,040 ล้านบาท
เสียแค่ 644 ล้านบาท แต่กลับรีดทรัพย์ออกจากกระเป๋าจากคู่แข่งบิ๊กเนมไปได้ถึง 1.5 แสนล้านบาทเป็นรายได้สู่ กสทช ให้กับประเทศชาติ พร้อมกับทำให้ คู่แข่งอีกรายชวดใบอนุญาติ
เป็นการตัดเส้นเลือดแขนขาของคู่แข่งได้อย่างเฉียบขาดและแยบยลจริงๆ
เดี๋ยวมาเขียนต่อตอนเสก JASIF
สนใจเข้ามาพูดคุยเรื่องหุ้นและการลงทุนอสังหาได้ที่
https://www.facebook.com/Alohainvest/
อยากให้เขียนเรื่องอะไรส่งข้อความมาบอกกันได้
[ผ่าสมองกลคนอัจฉริยะ] พญาเม่าสุดหล่อ พิชญ์ โพธารามิกผู้ปั้น JAS, JASIF & mono ผู้รีดเงิน7.5หมื่นล้านออกจากกระเป๋าเจ้าสัว
สำหรับรายย่อยมือเก๋าแห่งตลาดหุ้นไทยก็คงไม่มีใครไม่รู้จักรูปหล่อพ่อรวยคนนี้ ซึ่งหากเสี่ยฉาย บุนนาคคือ พ่อมดแห่งวงการปั่นหุ้นไทยในยุค 90-2000
ผมคิดว่าเสียพิชญ์โพธารามิกคือสุดยอดอัจฉริยะแห่งยุค 2000++ และจนถึงปัจจุบันยังหาคนที่รอบจัดเท่าเขาได้ยาก
ไม่ว่าจะเป็นลีลาในการ Wash sale หุ้นหรือการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจตัวเอง เขาล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ซัดเจ้าสัววงการโทรคมนาคมสื่อสารหน้าหงายมานัดต่อนัดแล้ว
ท้าวความไปถึงประวัติของเสี่ยคนนี้ เขาก็เป็นบุคคลเฉกเช่นเดียวกับรูปหล่อพ่อรวยรายอื่นๆ พ่อเขา คุณ อดิศร โพธารามิก ส่งเขาไปเรียนอังกฤษตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ตัวเขาเองก็เรียนเก่งถึงขั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ชั้นนำท็อป 5 ของโลกได้อย่าง LSE (London School of Economics)
แต่ถึงแม้ตัวเขาจะเรียนจบปริญญาตรีมาในด้านการจัดการ แต่ ความรู้ในการทำ Financial Engineering ของเขานั้น อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
เมื่อเขากลับมายังประเทศไทย พ่อของเขา ได้ถูกฟ้องล้มละลายในธุรกิจเครือข่ายโทรศัพท์ TT&T ความร่ำรวยของตระกูลโพธารามิก ถูกย้ายไปอยู่ในชื่อของพิชญ์ เขาปรากฎชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจัสมิน และ TT&T ผู้ให้บริการเบอร์โทรศัพท์กว่า 1.5 ล้านหมายเลข
พิชญ์ โพธารามิกกลายเป็นผู้ที่จะเป็นความหวังพลิกธุรกิจบริษัทให้ฟื้นคืนขึ้นมาได้
จุดเริ่มต้นวงการ Media
แต่ในวัยเพียง 26 ปี พิชญ์ยังคงไม่ได้สนใจมรดกที่พ่อเขาทิ้งเอาไว้มากเท่าไหร่นัก เขายังคงอยากจะลุยกับแพชชั่นของตัวเอง เขาก่อตั้งบริษัท Mono ขึ้นมา เสี่ยพิชญ์ถือเป็นผู้บุกเบิกแห่งวงการ Venture Capital เขาคือผู้ไล่ซื้อกิจการเว็บไซต์ที่มีคอนเท้นท์โดนใจวัยรุ่น ที่โพสต์คลิปข่าวดาราหรือรูปเน็ตไอดอลสาวสวยอย่าง Mthai.com และอีกหลายเว็บไซต์ที่เป็น Traffic หลักของนักท่องไซเบอร์ mthai.com, yenta4.com, enjoy108.com, mono2u.com, hotelthailand.com และ monoplanet.com
เว็บไซต์เหล่านี้เป็นเหมือนป้ายโฆษณาในยุคนั้น
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มก่อตั้งธุรกิจค่ายเพลง โมโนมิวสิค กลายเป็นอาณาจักรแห่งวงการบันเทิงที่เขาเป็นผู้บรรจงสร้างเองกับมือ
ในวัย 30 ปี พิชญ์กลับมานั่งแหน่งผู้บริหาร TT&T และ หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็เป็นกรรมการบริหารบริษัท JAS จาก 2 บริษัทที่แยกกันทำธุรกิจ TT&T กลายเป็นบริษัทลูกของ JAS และเขาก็หันมาลุยธุรกิจบรอดแบรนด์อย่างเต็มตัว โดยให้สัมภาษณ์ว่า
“ผมไปประเทศเกาหลี ผมไปที่ SoftBank ผมเห็นบรอดแบนด์ในทุกที่ ทำให้เราเข้าใจว่าบรอดแบนด์คือกุญแจสำคัญสำหรับทุกสิ่ง“
เขาลงทุนกับธุรกิจบรอดแบรนด์อย่างเต็มที่ อัดโปรเน็ตบ้านความเร็วสูงราคาถูก ให้กับ 3BB และ Fixed broadband เน็ตความเร็วสูงการันตีความเร็ว ให้คู่แข่งได้ตื่นเต้นไปตามๆกัน ในช่วงเวลาที่หลายคนยังคงต่อเน็ต 56k นาทีละ 9 บาท โปรโมชั่นของดีราคาถูกแบบนี้เป็นสิ่งที่โดนใจวัยรุ่นทำให้ทุกคนแห่มาใช้ตามๆกัน
เสี่ย JAS ก็ยังคงไม่หวั่นแม้ว่าคู่แข่งทางธุรกิจที่อยู่ในไลน์เดียวกันจะเป็นอภิมหาเศรษฐีลำดับต้นๆแห่งประเทศไทย อย่างตระกูลเจียรวนนท์
ในเวลาเพียงแค่ 2 ปีหลังจากที่พิชญ์มานั่งตำแหน่งประธานบริหาร JAS กวาดรายได้ไปกว่า 7 พันล้านบาท
ราคาหุ้นของ JAS ในปี 50 ที่ไม่ถึงครึ่งบาท ได้พุ่งทะยานไปสู่ตัวเลขหลักหน่วยราคา 2 บาทในระยะเวลาเพียง 4 ปี
ผู้เล่นหน้าใหม่ใน TV Digital
ในช่วงปี 2556 เสี่ยพิชญ์ได้หวนคืนกลับมาปั้น Mono อีกครั้งในยุคแห่งการประมูล TV DIGITAL และเป็นอีกครั้งที่เขาเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แห่งวงการ คู่แข่งของเขาไม่ว่าจะเป็น BEC , RS , ช่อง 7 , Grammy หรือ Work ล้วนแล้วแต่เป็นเหล่าบรรดานักธุรกิจรุ่นพ่อที่อยู่ในวงการบันเทิงมาช้านานแล้วทั้งนั้น
เขาใช้วิธี ขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป โดยได้เงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้มาราวๆ หมื่นกว่าล้าน จากบริษัทที่ในอดีตเคยเป็นแค่บริษัทเล็กๆที่ไล่ซื้อธุรกิจตามความฝัน กลายเป็นผู้เล่นหน้าหลักในวงการทีวีดิจิตัล
ลุยประมูลเครือข่ายคลื่นความเร็ว 4G 2558
”4G เราทำแน่นอน เมื่อฟิกซ์บรอดแบนด์แข็งแรงแล้ว จะไปต่อที่โมบาย จริง ๆ ไม่ได้มองแค่โมบาย แต่เป็นเรื่องการ"เชื่อมต่อ (Connectivity) คนดูเฟซบุ๊กอัพรูปขึ้นไอจี ใช้มือถือหมด แต่สปีดยังไม่ใช่ของจริง อย่าง 3G เรียกว่าโมบายอินเทอร์เน็ตได้ แต่ไม่ถึงโมบายบรอดแบนด์ ทำให้ทุกครั้งที่เราเจอไวไฟ เราจะวิ่งเข้าไปหาก่อน
การเข้าประมูล 4G เป็นไดเร็กชั่นที่ค่อนข้างชัด คิดว่าสู้ได้ ที่ผ่านมาแข่งกัน 3 ราย แต่วันนี้เรามาเป็นรายที่ 4 เป็น นิวคัมเมอร์ ช่วงแรกไม่ได้ตั้งเป้าลูกค้าเยอะ ทาร์เก็ต กลุ่มที่ใช้ดาต้ามาก ๆ
เรื่องพาร์ตเนอร์มีมากกว่า 5 รายที่สนใจ เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและฝั่งยุโรปด้วย สนใจเข้ามาถือหุ้นในจัสมิน เพราะอยากได้ทั้งฟิกซ์และโมบาย"
นี่คือบทสัมภาษณ์ที่เขาได้เคยให้ไว้ในช่วงปี 2558 ในช่วงยุคประมูล 4G
เสี่ยวัยหนุ่มคนนี้กำลังจะบอกเราว่า ถึงแม้ JAS ในยามนั้นจะดูไม่มีเงินมากพอ เมื่อเทียบกับผู้เล่นยักษ์ใหญ่ 3 รายที่ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัท Market cap ขนาดหลายหมื่น - แสนล้านทั้งนั้น
แต่พ่อมดอย่างเขาจะสามารถเสก Liquidity มาให้ JAS สามารถเข้าร่วมแข่งประมูลได้อย่างแน่นอน
แล้วสิ่งที่เขาได้ประกาศไว้ก็เป็นจริง JAS ได้ร่วมยื่นซองประมูลมูลค่า 644 ล้านบาท กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่แห่งการประมูลคลื่นความถี่เร็วขนาด 900 MHz แม้ว่าจะเกิดข้อกังขากันอย่างเซ็งแซ่ว่าเขาจะสามารถหาเงินมาจ่ายได้จากไหน จะหามาจ่ายได้หรือไม่
ทว่าตัวแทนผู้ประมูลบริษัท JAS ไล่เคาะราคาอย่างไม่หยุดทั้งวันทั้งคืนกว่า 4 วัน บีบให้ผู้เล่นหน้าเก่าอย่าง DTAC ต้องยอมแพ้ในการประมูลครั้งนี้ รวมไปถึงการดันราคาประมูลคลื่นความถี่รอบนี้ให้สูงไปถึงชุดละ 7.5 หมื่นล้านบาท
ซึ่งผู้ชนะประมูลก็ได้แต่ ADVANC , TRUE และ JAS นั่นเอง !!
หลังจากบรรดาหนังสือพิมพ์ออกข่าวกันครึกโครม และสินทรแทบจะระเบิดเพราะกระทู้หุ้นสุสาน เอ้ย สื่อสาร! ราคาหุ้นในตระกูลสื่อสารก็กอดคอกันดิ่งลงเหว ทั้ง ADVANC , TRUE , DTAC และ JAS
เนื่องจาก ADVANC และ ทรูก็หนี้ท่วมหัวอยู่แล้ว แล้วยังมาเพิ่มภาระ7.5 หมื่นล้านอีก แล้ว ADVANC กับ TRUE จะยังคงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจอยู่หรือไม่!?
DTAC ก็แพ้ประมูล แล้วคนจะเลิกใช้ DTAC ไปหาเครือข่ายอื่นหรือไม่
ส่วน JAS ล่ะ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าประมูล ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้ พ่อมดอย่างพิชญ์จะเสกเงินจากไหนได้ทัน?
เขาตัดสินใจทิ้งใบอนุญาต 4G คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และยอมให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ยึดเงินค้ำประกัน644 ล้านบาท หลังไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าใบอนุญาตงวดแรก 8,040 ล้านบาท
เสียแค่ 644 ล้านบาท แต่กลับรีดทรัพย์ออกจากกระเป๋าจากคู่แข่งบิ๊กเนมไปได้ถึง 1.5 แสนล้านบาทเป็นรายได้สู่ กสทช ให้กับประเทศชาติ พร้อมกับทำให้ คู่แข่งอีกรายชวดใบอนุญาติ
เป็นการตัดเส้นเลือดแขนขาของคู่แข่งได้อย่างเฉียบขาดและแยบยลจริงๆ
เดี๋ยวมาเขียนต่อตอนเสก JASIF
สนใจเข้ามาพูดคุยเรื่องหุ้นและการลงทุนอสังหาได้ที่
https://www.facebook.com/Alohainvest/
อยากให้เขียนเรื่องอะไรส่งข้อความมาบอกกันได้