เพื่อไทย ยก 9 ปัญหา ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ จี้รัฐเร่งแก้ไข
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7262769
เพื่อไทย ยก 9 ปัญหา ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ทั้งการมีโอกาสเกิดปฏิวัติได้อีก ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ จี้รัฐเร่งแก้ก่อนประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปหมด
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ก.ย.2565 นาย
พิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา หลังการทำรัฐประหาร ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสื่อมลงอย่างมาก ปัจจุบันภาพลักษณ์ของไทยมี 9 ปัญหาดังนี้
1. ประเทศไทยยังมีโอกาสเกิดการปฏิวัติได้อีก ซึ่งต่างประเทศเห็นเป็นปัญหาอย่างมาก ในอนาคตต้องไม่มีการปฏิวัติอีกแล้ว
2. ขาด Rule of Law ระบบยุติธรรมของไทยในสายตาต่างประเทศยังดูย่ำแย่ ต้องหาทางปรับแก้
3. เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุด จนกลายเป็นคนป่วยของเอเชีย ตั้งแต่ก่อนมีการระบาดของไวรัสโควิด และป่วยหนักยิ่งขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ไวรัสโควิด อีกทั้งความเหลื่อมล้ำของไทยยังสูงสุด 4.เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าที่สุดหลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤติโควิด
5. ระบบราชการล้าสมัย เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ ควรต้องเปลี่ยนเป็น digital transformation
6. การคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นมาก ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเอือมระอา ต้องกำจัดการคอร์รัปชั่นให้ได้
7. โครงสร้างพื้นฐานไม่มีการพัฒนา โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทำให้อันดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยตกลง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน-ลาว แต่ไม่ถึงไทย ต้องรีบแก้ไขปรับปรุง
8. อุตสาหกรรมที่มีอยู่เริ่มล้าสมัย ไม่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญสำหรับอนาคต เช่น ไมโครชิพและ แบตเตอรี่
9. ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ ไม่สามารถนำพาประเทศให้พัฒนาต่อไปนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้นำสืบทอดอำนาจจากการปฏิวัติ
“นี่เป็น 9 ปัญหาในสายตาต่างประเทศที่มองเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ เพื่อประเทศไทยจะพัฒนาต่อไปได้ หากยังย่ำอยู่ที่เดิมเหมือนในปัจจุบันจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงแน่ โดยเฉพาะเวียดนาม ส่งออกเวียดนามแซงไทยไปไกลมากแล้ว” นาย
พิชัย กล่าว
'ธีรัจชัย' กัดไม่ปล่อย 'นาฬิกายืมเพื่อน บิ๊กป้อม' หลังพบมรดก 'ปัฐวาท' ไร้นาฬิกาหรู
https://www.matichon.co.th/politics/news_3559533
“ธีรัจชัย” กัดไม่ปล่อย “นาฬิกายืมเพื่อน บิ๊กป้อม” หลังพบมรดก “ปัฐวาท” ไร้นาฬิกาหรู
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กันยายน ที่รัฐสภา นาย
ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) แถลงความคืบหน้าคดีนาฬิกาหรู พล.อ.
ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่า
จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยุติเรื่องดังกล่าว 5 ต่อ 3 เสียง ซึ่งยังเป็นที่คลางแคลงใจต่อประชาชน เพราะ ป.ป.ช. ก็ถูกแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง ป.ป.ช. น่าจะมีการตรวจสอบเชิงลึก ในการจัดการมรดกของนาย
ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ บุคคลที่ พล.อ.
ประวิตร อ้างว่าเป็นเพื่อน และได้ยืมนาฬิกาหรู 20 เรือน และต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของนาฬิกาที่แท้จริงและตรวจสอบบัญชีมรดกด้วย เนื่องจากปกติทายาทผู้ขอจัดการมรดก ต้องแจ้งมรดกของนาย
ปัฐวาท ให้ได้มากที่สุด แต่จากการตรวจสอบทราบว่า มีการขอจัดการมรดกหลังจากที่นาย
ปัฐวาท เสียชีวิตไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 แต่ภาพที่ พล.อ.
ประวิตร ยกมือใช้นาฬิกาบังแดดที่หน้าทำเนียบรัฐบาลปรากฏวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ห่างกันถึง 10 เดือน และจากการตรวจสอบพบว่า นาฬิกาดังกล่าวไม่ใช่มรดก แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ป.ป.ช. ได้มาชี้แจงรายงานประจำปี ตนจึงสอบถามถึงเรื่องนาฬิกาหรูที่ปรากฏหลักฐานใหม่ ในส่วนของมรดก แต่ไม่ปรากฏนาฬิกาหรูของนาย
ปัฐวาท ทาง ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยใหม่ได้หรือไม่
นาย
ธีรัจชัยกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ ทาง ป.ป.ช.ตอบว่าในส่วนของกฎหมายคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 54 หากจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาต้องให้ผู้กล่าวหาหรือผู้ร้องดำเนินการจะให้ป.ป.ช. ดำเนินยกขึ้นมาไม่ได้ เพราะยังไม่ชัดเจน ซึ่งตนคิดว่าประเด็นที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้สามารถตรวจสอบได้เลย ป.ป.ช.ควรต้องเข้ามาตรวจสอบเพื่อการรักษาการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และควรทำให้ประชาชนสิ้นสงสัย ตนจึงอยากให้ตรวจสอบในเชิงลึกของมรดกและส่งหนังสือความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขอให้บริษัทแม่ บอกว่านาฬิกาดังกล่าวใครเป็นเจ้าของ เราก็จะทราบทันที ซึ่งตนเชื่อว่า 3 เสียง ที่ไม่ต้องการให้คดีนี้ยุติ จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และประธาน ป.ป.ช. แม้การตัดสินคราวที่แล้ว ไม่ได้เข้าประชุมด้วยเพราะ พล.อ.
ประวิตร เป็นนายเก่า แต่การตรวจสอบครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกัน ประธาน ป.ป.ช.จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนสิ้นสงสัย
ครม.ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีผล 1 ต.ค. สูงสุด 356 บาท ต่ำสุด 328 บาทต่อวัน
https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1026413
ครม.เคาะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงานเสนอ มีผลใช้วันที่ 1 ต.ค. แบ่งเป็น 9 อัตรา ชลบุรี ระยอง ภูเก็ตขึ้นสูงสุด 356 บาท ต่ำสุดอยู่ที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี ปรับขึ้น 328 บาท ส่วนกรุงเทพและปริมณฑล อยู่ที่ 353 บาท
แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (13 ก.ย.) เห็นชอบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำปี 2565 ตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง และกระทรวงแรงงานได้มีการพิจารณาและเสนอ ครม.เห็นชอบ โดยเป็นการปรับขึ้นประมาณ 5%
โดยได้ข้อสรุปร่วมกันในการปรับขึ้นซึ่งแบ่งเป็น 9 อัตรา ได้แก่
1) ค่าจ้าง 354 บาท มี 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และภูเก็ต
2) ค่าจ้าง 353 บาท มี 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
3) ค่าจ้าง 345 บาท มี 1 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา
4) ค่าจ้าง 343 บาท มี 1 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา
5) ค่าจ้าง 340 บาท มี 14 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี หนองคาย อุบลราชธานี พังงา กระบี่ ตราด ขอนแก่น เชียงใหม่ สุพรรณบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ลพบุรี และสระบุรี
6) ค่าจ้าง 338 บาท มี 6 จังหวัด คือ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ สกลนคร สมุทรสงคราม จันทบุรี และนครนายก
7) ค่าจ้าง 335 บาท มี 19 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี บึงกาฬ ชัยนาท นครพนม พะเยา สุรินทร์ ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย พัทลุง อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก อ่างทอง สระแก้ว บุรีรัมย์ และเพชรบุรี
8) ค่าจ้าง 332 บาท มี 22 จังหวัด คือ อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตรัง ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุทัยธานี ลำปาง ลำพูน ชุมพร มหาสารคาม สิงห์บุรี สตูล แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร ราชบุรี ตาก นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ ระนอง และพิจิตร
และ 9) ค่าจ้าง 328 บาท มี 5 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี
JJNY : พท.ยก9ปัญหา ทำลายภาพลักษณ์ปท.│'ธีรัจชัย'กัดไม่ปล่อย'นาฬิกาป้อม'│ขึ้นค่าแรง 1ต.ค.สูงสุด356บ.│กทม.เตือนเย็นนี้ฝนตก
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_7262769
เพื่อไทย ยก 9 ปัญหา ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ ทั้งการมีโอกาสเกิดปฏิวัติได้อีก ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ จี้รัฐเร่งแก้ก่อนประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปหมด
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ก.ย.2565 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย (พท.) ด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา หลังการทำรัฐประหาร ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสื่อมลงอย่างมาก ปัจจุบันภาพลักษณ์ของไทยมี 9 ปัญหาดังนี้
1. ประเทศไทยยังมีโอกาสเกิดการปฏิวัติได้อีก ซึ่งต่างประเทศเห็นเป็นปัญหาอย่างมาก ในอนาคตต้องไม่มีการปฏิวัติอีกแล้ว
2. ขาด Rule of Law ระบบยุติธรรมของไทยในสายตาต่างประเทศยังดูย่ำแย่ ต้องหาทางปรับแก้
3. เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุด จนกลายเป็นคนป่วยของเอเชีย ตั้งแต่ก่อนมีการระบาดของไวรัสโควิด และป่วยหนักยิ่งขึ้นเมื่อเกิดวิกฤติการณ์ไวรัสโควิด อีกทั้งความเหลื่อมล้ำของไทยยังสูงสุด 4.เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าที่สุดหลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤติโควิด
5. ระบบราชการล้าสมัย เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ ควรต้องเปลี่ยนเป็น digital transformation
6. การคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นมาก ทำให้นักลงทุนต่างประเทศเอือมระอา ต้องกำจัดการคอร์รัปชั่นให้ได้
7. โครงสร้างพื้นฐานไม่มีการพัฒนา โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทำให้อันดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยตกลง รถไฟความเร็วสูงเชื่อมจีน-ลาว แต่ไม่ถึงไทย ต้องรีบแก้ไขปรับปรุง
8. อุตสาหกรรมที่มีอยู่เริ่มล้าสมัย ไม่มีอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญสำหรับอนาคต เช่น ไมโครชิพและ แบตเตอรี่
9. ผู้นำขาดวิสัยทัศน์ ไม่สามารถนำพาประเทศให้พัฒนาต่อไปนี้ อีกทั้งยังเป็นผู้นำสืบทอดอำนาจจากการปฏิวัติ
“นี่เป็น 9 ปัญหาในสายตาต่างประเทศที่มองเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ เพื่อประเทศไทยจะพัฒนาต่อไปได้ หากยังย่ำอยู่ที่เดิมเหมือนในปัจจุบันจะถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงแน่ โดยเฉพาะเวียดนาม ส่งออกเวียดนามแซงไทยไปไกลมากแล้ว” นายพิชัย กล่าว
'ธีรัจชัย' กัดไม่ปล่อย 'นาฬิกายืมเพื่อน บิ๊กป้อม' หลังพบมรดก 'ปัฐวาท' ไร้นาฬิกาหรู
https://www.matichon.co.th/politics/news_3559533
“ธีรัจชัย” กัดไม่ปล่อย “นาฬิกายืมเพื่อน บิ๊กป้อม” หลังพบมรดก “ปัฐวาท” ไร้นาฬิกาหรู
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กันยายน ที่รัฐสภา นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ป.ป.ช.) แถลงความคืบหน้าคดีนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ว่า
จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยุติเรื่องดังกล่าว 5 ต่อ 3 เสียง ซึ่งยังเป็นที่คลางแคลงใจต่อประชาชน เพราะ ป.ป.ช. ก็ถูกแต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่ง ป.ป.ช. น่าจะมีการตรวจสอบเชิงลึก ในการจัดการมรดกของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ บุคคลที่ พล.อ.ประวิตร อ้างว่าเป็นเพื่อน และได้ยืมนาฬิกาหรู 20 เรือน และต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของนาฬิกาที่แท้จริงและตรวจสอบบัญชีมรดกด้วย เนื่องจากปกติทายาทผู้ขอจัดการมรดก ต้องแจ้งมรดกของนายปัฐวาท ให้ได้มากที่สุด แต่จากการตรวจสอบทราบว่า มีการขอจัดการมรดกหลังจากที่นายปัฐวาท เสียชีวิตไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 แต่ภาพที่ พล.อ.ประวิตร ยกมือใช้นาฬิกาบังแดดที่หน้าทำเนียบรัฐบาลปรากฏวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ห่างกันถึง 10 เดือน และจากการตรวจสอบพบว่า นาฬิกาดังกล่าวไม่ใช่มรดก แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ป.ป.ช. ได้มาชี้แจงรายงานประจำปี ตนจึงสอบถามถึงเรื่องนาฬิกาหรูที่ปรากฏหลักฐานใหม่ ในส่วนของมรดก แต่ไม่ปรากฏนาฬิกาหรูของนายปัฐวาท ทาง ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยใหม่ได้หรือไม่
นายธีรัจชัยกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ ทาง ป.ป.ช.ตอบว่าในส่วนของกฎหมายคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย ป.ป.ช.มาตรา 54 หากจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาต้องให้ผู้กล่าวหาหรือผู้ร้องดำเนินการจะให้ป.ป.ช. ดำเนินยกขึ้นมาไม่ได้ เพราะยังไม่ชัดเจน ซึ่งตนคิดว่าประเด็นที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้สามารถตรวจสอบได้เลย ป.ป.ช.ควรต้องเข้ามาตรวจสอบเพื่อการรักษาการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และควรทำให้ประชาชนสิ้นสงสัย ตนจึงอยากให้ตรวจสอบในเชิงลึกของมรดกและส่งหนังสือความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขอให้บริษัทแม่ บอกว่านาฬิกาดังกล่าวใครเป็นเจ้าของ เราก็จะทราบทันที ซึ่งตนเชื่อว่า 3 เสียง ที่ไม่ต้องการให้คดีนี้ยุติ จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และประธาน ป.ป.ช. แม้การตัดสินคราวที่แล้ว ไม่ได้เข้าประชุมด้วยเพราะ พล.อ.ประวิตร เป็นนายเก่า แต่การตรวจสอบครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกัน ประธาน ป.ป.ช.จะต้องเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนสิ้นสงสัย
ครม.ไฟเขียวขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมีผล 1 ต.ค. สูงสุด 356 บาท ต่ำสุด 328 บาทต่อวัน
https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1026413
ครม.เคาะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง กระทรวงแรงงานเสนอ มีผลใช้วันที่ 1 ต.ค. แบ่งเป็น 9 อัตรา ชลบุรี ระยอง ภูเก็ตขึ้นสูงสุด 356 บาท ต่ำสุดอยู่ที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี ปรับขึ้น 328 บาท ส่วนกรุงเทพและปริมณฑล อยู่ที่ 353 บาท
แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (13 ก.ย.) เห็นชอบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำปี 2565 ตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง และกระทรวงแรงงานได้มีการพิจารณาและเสนอ ครม.เห็นชอบ โดยเป็นการปรับขึ้นประมาณ 5%
โดยได้ข้อสรุปร่วมกันในการปรับขึ้นซึ่งแบ่งเป็น 9 อัตรา ได้แก่
1) ค่าจ้าง 354 บาท มี 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และภูเก็ต
2) ค่าจ้าง 353 บาท มี 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
3) ค่าจ้าง 345 บาท มี 1 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา
4) ค่าจ้าง 343 บาท มี 1 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา
5) ค่าจ้าง 340 บาท มี 14 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี หนองคาย อุบลราชธานี พังงา กระบี่ ตราด ขอนแก่น เชียงใหม่ สุพรรณบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ลพบุรี และสระบุรี
6) ค่าจ้าง 338 บาท มี 6 จังหวัด คือ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ สกลนคร สมุทรสงคราม จันทบุรี และนครนายก
7) ค่าจ้าง 335 บาท มี 19 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี บึงกาฬ ชัยนาท นครพนม พะเยา สุรินทร์ ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย พัทลุง อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก อ่างทอง สระแก้ว บุรีรัมย์ และเพชรบุรี
8) ค่าจ้าง 332 บาท มี 22 จังหวัด คือ อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตรัง ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุทัยธานี ลำปาง ลำพูน ชุมพร มหาสารคาม สิงห์บุรี สตูล แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร ราชบุรี ตาก นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ ระนอง และพิจิตร
และ 9) ค่าจ้าง 328 บาท มี 5 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี