ทำงาน เอกชน เงินเดินเยอะ แต่มีอายุงาน......กับงาน ข้าราชการ เงินเดือนกลางๆ แต่สบายตอนแก่.....เลือกอันไหนกว่ากัน?

หลายคนตกงานเยอะมาก ปลดพนักงานฟ้าผ่า
ออกมาข้าขายก็ยากตอนนี้

เงินเดือนเยอะ5หมื่นถึงเกือบแสน (เอกชน) แต่พอย่างเข้า50กว่า จะ60 โดนบีบสารพัด ถ้าไม่มีเงินเก็บ ที่ลำบากเลยตอนแก่ 60 70 80 ถ้าลูกไม่เลี้ยง จะทำไงต่อล่ะ

เงินเดือนไม่มาก 2ถึง3หมื่น (ข้าราชการ) กินพอถูไถไป แต่เบิกได้ตลอด ค่านั้นนี่ ตอนแก่ รับเงินเดือนสบายๆตอนแก่ ไม่ต้องทำงาน นอนรับเงินเข้าทุกเดือน

คุณเลือกทำงาน อะไร คิดว่า ดีกว่ากันนะ

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 29
สำหรับเรา เอกชนเท่านั้นค่ะ และต้องเป็นบริษัทต่างชาติเท่านั้นด้วย ถ้าไม่ได้ทำงานตามนี้ ออกมาทำธุรกิจเองซะจะดีกว่า

เคยมีผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเราหลายท่าน พูดเหมือนกันว่า งานราชการเอาไว้ให้คนที่ไม่ outstanding เขาทำไปเถอะ
ถ้าเรามีความสามารถมากขนาดนี้ เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานโลกมากขนาดนี้ อย่าเสียเวลาไปกับงานราชการไทยเลย
ซึ่งเราเห็นจริงตามนั้นค่ะ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะต้องกดรายได้ตัวเองลงไปต่ำขนาดนั้น โดยหวังพึ่ง benefits ที่ก็ไม่ได้ดีเด่อะไรเลย
แล้ว benefits ต่างๆนานาของการเป็นข้าราชการที่หลายๆคนมองว่ามัน fancy มองว่าสบาย ไม่ต้องกังวลอะไร
แต่สำหรับเรามันไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิตและ lifestyle ที่เราต้องการ เทียบไม่ได้กับ benefits ที่เงินเดือนบริษัทเอกชนให้ได้เลยค่ะ

อันนี้ย้ำอีกครั้งว่าเราพูดในมุมของคนทำงานเก่งที่ skill set ค่อนข้าง outstanding และเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานโลกนะคะ
โอเค ถ้าคุณทำงานโรงงาน เป็น operator เงินเดือน 8,000 - 15,000 และคิดว่าชีวิตนี้คงจะไม่มีปัญญาเติบโตในหน้าที่การงานได้ไกลกว่านี้แล้ว
การพยายามสอบเข้าทำงานราชการก็คงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณแหละค่ะ เทียบกับ condition ที่คุณมี

แต่สำหรับเรา ที่ทำงานในบริษัทต่างชาติ อายุ 27 แต่ฐานเงินเดือนเกินครึ่งแสนมาเยอะแล้ว, statement ขาเข้าแตะหลักแสนเรียบร้อยแล้ว
และมั่นใจด้วยว่า skill set เราจะไม่หยุดพัฒนาอยู่ที่แค่อายุ 27 และรายรับเราจะไม่หยุดอยู่แค่แตะๆหลักแสนทั้งๆที่อายุยังน้อยแบบนี้แน่ๆ
เพราะงั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะลดเงินเดือนตัวเองเหลือ 20k-30k, เงินเดือนเพิ่มปีละไม่ถึง 5%, ต่อให้ปรับตำแหน่งก็คง double เงินเดือนไม่ได้
แล้วก็ต้องอดทนทำงานไปวันๆ เพื่อหวังค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ ทั้งๆที่ตอนนี้แค่ไข้ขึ้นเราก็วิ่งไปสมิติเวชแบบไม่ต้องกังวลแล้ว
หรือจะหวังเงินบำนาญที่เผลอๆซื้อกระเป๋าหรือรองเท้าที่เราใช้อยู่ตอนนี้ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แถมยังต้องรอจนเกษียณจากงานถึงจะเริ่มได้รับ

และจริงๆแล้ว เงินบำนาญที่ข้าราชการได้กัน คนทำงานเอกชนก็สามารถมีได้เหมือนกันโดยผ่านการวางแผนทางการเงินในรูปแบบต่างๆ
และถ้ารักดีหน่อย รู้จักวางแผนตั้งแต่เนิ่นๆ เงินนอนกินที่คนทำงานเอกชน(เก่งๆ)จะได้รับในอนาคตนั้นมากกว่าคนทำงานราชการเยอะค่ะ
ที่สำคัญคือไม่ต้องรอให้ถึงอายุเกษียณก่อนแล้วถึงจะได้เงินบำนาญด้วยซ้ำ ถ้าคุณเก่งพอที่จะหาเงินได้เยอะ และวางแผนเงินได้เก่งพอ

ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราตระหนักได้เลยว่างานราชการจะทำให้เราเสียเวลาและเสียโอกาสดีๆในชีวิตไปเยอะมาก
เพราะถ้าให้พูดตรงๆ ค่าตอบแทนจากงานราชการ คงตามความสามารถที่เรามีไม่ทันแน่ๆ
แทนที่จะได้เงินจำนวนเยอะๆมาแบ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและ skill set ตัวเองตั้งแต่อายุน้อยๆ เพื่อให้เพดานรายได้พุ่งสูงขึ้นไปอีก
หรือจะเอาเงินมาซื้อประกันแพงๆ เพื่อให้ไม่ต้องกังวลเรื่องเจ็บป่วยเลย ไม่ต้องกังวลในที่นี้หมายถึงป่วยนิดป่วยหน่อยก็วิ่งเข้าสมิติเวช, กรุงเทพ,
บำรุงราษฎร์, หรือ MedPark ได้เลย และถ้าต้อง admit ก็เลือกนอนห้อง Deluxe หรือ Suite วิวดีๆโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะเบิกไม่ได้
หรือแทนที่จะมีเงินเยอะๆไปเที่ยวต่างประเทศแบบสบายๆ ปีละหลายๆครั้งเพื่อเปิดโลกให้กับตัวเอง
หรือจะวาร์ปไปนอนรีสอร์ตวิวดีๆคืนละหลักหมื่นได้แบบไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้าทำงานราชการคงต้องเก็บเงินกันเหนื่อยกว่าจะได้ค่าห้องคืนนึง
ชีวิตที่ condition เยอะเกินไปแบบนั้นเราไม่อยากได้อะ แทนที่จะได้ใช้ชีวิตแบบมีตัวเลือกดีๆตั้งแต่อายุยังน้อย

ส่วนเรื่องความมั่นคง ยุคนี้แล้วทุกคนควรจะมี awareness ได้แล้วว่าจริงๆแล้วความมั่นคงเป็นเรื่องปัจเจก ขึ้นอยู่กับการจัดการของแต่ละคน
ช่วงโควิดที่ผ่านมา ในขณะที่มีคนจำนวนมากโดน layout แต่ก็ยังมีคนจำนวนมาก (มากจริงๆนะ) ที่โดนบริษัทใหญ่ๆติดต่อซื้อตัวกันเป็นว่าเล่น
เราเปลี่ยนงานจากบริษัทแรกมาเป็นบริษัทที่สองด้วยเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น 2 เท่า และได้ benefits แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับก็ช่วงโควิดนี่แหละ
เพราะฉะนั้นเราเลยรู้ว่าจริงๆแล้ว งานและเงินมันหล่นลอยอยู่เกลื่อนถนนเต็มไปหมด อยู่ที่ว่าคุณเก่งพอที่จะดูดมันเข้ามาหาคุณได้ไหมเท่านั้นเอง
ถ้าเป็นคนที่เก่งมากพอ มั่นใจในความสามารถตัวเองมากพอ ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องลด benefits ของตัวเองลงเพราะกลัวความไม่มั่นคง

คร่าวๆประมาณนี้ค่ะ นี่ยังไม่ได้พูดถึงความสามารถในการยกระดับคุณภาพชีวิตลูกด้วยนะ เพราะยาวเกินไปแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่