JJNY : ติดเชื้อ 6,094 ดับ 51│เอกชนเชียร์ ลดภาษีดีเซล3บ.│ทำนายศึกชิงผู้ว่าฯกทม.│ยูเครนเดินหน้าโต้กลับรัสเซีย

ติดเชื้อวันนี้ 6,094 ดับ 51 ปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ใน รพ. 1,304
https://www.matichon.co.th/heading-news/news_3344690
 
 
ติดเชื้อวันนี้ 6,094 ดับ 51 ปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ใน รพ. 1,304
 
วันที่ 15 พฤษภาคม ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เผยแพร่ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ประจำวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ค.2565 โดยวันนี้มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก 6,094 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 6,092 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 2 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,150,411 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565)
หายป่วยกลับบ้าน 8,601 ราย หายป่วยสะสม 2,105,105 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 70,775 ราย เสียชีวิต 51 ราย
จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,304 ราย เฉลี่ยจังหวัดละ 17 ราย และอัตราครองเตียง ร้อยละ 16.9



เอกชนเชียร์ ลดภาษีดีเซล 3 บาท ช่วยคนได้ระยะยาว พร้อมหนุนปรับสูตรเหลือ บี3
https://www.matichon.co.th/economy/news_3344594

เอกชนเชียร์ ลดภาษีดีเซล 3 บาท ชี้คนเข้าใจผิด ลด 5 บาทไม่ได้ลงที่ราคาโดยตรง พร้อมหนุนปรับสูตรเป็น บี3 หลังราคาปาล์มพุ่งสูง ห่วงคนตกงานพุ่ง
 
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า สำหรับการลดอัตรา ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนั้น ทั้งการลดในอัตรา 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน และการลดในอัตรา 5 บาท โดยที่ระยะเวลาน้อยกว่า 3 เดือนนั้นมีค่าเท่ากัน โดยเห็นด้วยว่า ควรเป็นแนวทางการลดภาษีน้ำมันในอัตรา 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน เพราะว่าจะได้สอดคล้องกับมาตรการเดิม ส่วนกรณีการลดภาษีในอัตรา 5 บาทนั้น ก็ไม่ได้มีผลให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงไปจากเดิม เพราะเงินที่เพิ่มมาในอัตรา 2 บาทต่อลิตร จะถูกกันไว้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีผลให้กองทุนฯมีสถานะติดลบน้อยลงในระยะสั้น
 
“การเพิ่มมาตราการลดภาษีดีเซล เป็นการลดในอัตรา 5 บาทต่อลิตรนั้น คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าจะช่วยเข้าไปลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลโดยตรง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะที่ไป 5 บาทนั้น แบ่งเป็นส่วนที่ลดราคาน้ำมัน 3 บาทต่อลิตร ส่วนอีก 2 บาท รัฐบาลก็จะเอาเข้าไปโปะในลิ้นชักเงินของกองทุนน้ำมันฯให้ติดลบน้อยลง โดยที่เป็นคนละเรื่องกับที่รัฐบาลปรับเพดานราคาน้ำมันดีเซลอีก 5 บาท หรือกลายเป็นไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร ดังนั้น 2 บาทที่เพิ่มมาไม่มีผลต่อเรื่องราคาทันที เพราะมันไปผ่านกองทุนฯ แล้วกองทุนฯจึงค่อยๆ ควักมาชดเชยราคาน้ำมันดีเซลทีหลัง” นายธนิตกล่าว
 
นายธนิตกล่าวว่า ดังนั้น ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัวก็ยังคงสนับสนุนการลดภาษีในอัตรา 3 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3 เดือน เพราะนอกจากจะสอดคล้องกับมาตรการเดิมแล้ว ยังให้ระยะเวลาช่วยเหลือที่นานกว่า การลดในอัตรา 5 บาทต่อลิตร แต่ถ้ารัฐบาลให้การลดภาษีน้ำมันในอัตรา 5 บาท ใช้ลดราคาน้ำมันดีเซลทั้งหมด แบบนี้ก็จะเห็นด้วยกับแนวทางที่สอง คือ การลดภาษีน้ำมันในอัตรา 5 บาทต่อลิตร
 
นายธนิตกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลก็สูญเสียรายได้ไปกับมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 18 กุมภาพันธ์-20 พฤษภาคม 2565 หรือเป็นเวลา 3 เดือน กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ถือว่ารายได้หดหายไปเยอะพอสมควร ขณะเดียวกัน หลังจากการปรับเพดานราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลใหม่ เป็นสูงสุดไม่เกิน 35 บาทต่อลิตรนั้น และเพิ่มเป็นขั้นบันไดทุกสัปดาห์ รัฐบาลได้มอบหมายหน้าที่ให้กองทุนน้ำมันฯช่วยอุดหนุนเงินจำนวนครึ่งหนึ่งของราคาส่วนต่างที่ปรับขึ้น โดยตั้งแต่ 1 พฤษภาคม ได้ปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเป็น 32 บาทต่อลิตร ซึ่งส่วนที่ปรับขึ้น 2 บาท กองทุนฯก็ช่วยอุดหนุน 1 บาท และเชื่อว่าในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ราคาน้ำมันดีเซลก็จะอยู่ที่ 35 บาทต่อลิตร ตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
 
นายธนิตกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับมาตรการที่จะลดการใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนผสมในน้ำมันดีเซลลง จากสูตร บี5 ลดลงเป็นสูตร บี3 เนื่องจากปัจจุบันราคาปาล์มน้ำมันก็สูงมาก ผลมาจากการที่หลายประเทศหันมาใช้น้ำมันปาล์ม หรือ บี100 เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดิบที่ราคาพุ่งขึ้นสูง ซึ่งเมื่อปาล์มเป็นที่ต้องการ และหลายประเทศที่ปลูกปาล์มได้ก็งดการส่งออก เพื่อกักตุนปาล์มไว้เพื่อผลิตเชื้อเพลิง ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มขึ้นตาม โดยการปรับลดสูตรน้ำมันดีเซลเหลือเป็นสูตร บี3 จะช่วยให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงอีก 0.5 บาทต่อลิตร
 
นายธนิตกล่าวว่า ด้านมาตรการช่วยเหลืออื่น ที่รัฐบาลออกมา 10 มาตรการบรรเทาปัญหาด้านพลังงานจากราคาน้ำมันแพง ก็เป็นมาตรการที่เห็นด้วยว่าช่วยเหลือประชาชนได้ และเลือกช่วยได้ตรงกลุ่ม อาทิ การคงอัตราขายปลีก ก๊าซเอ็นจีวี ในราคา 15.59 บาทต่อกิโลกรัม และมาตรการลดอัตราค่าใช้ไฟฟ้า (เอฟที) ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน
 
นายธนิตกล่าวว่า ส่วนมาตรการช่วยลดภาระค่าครองชีพ อย่างโครงการคนละครึ่ง ที่เอกชนได้เสนอไว้ ก็เห็นด้วยว่าควรมีเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน และคิดว่ารัฐบาลเองโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็คงจะรับข้อเสนอให้ทำโครงการคนละครึ่งต่อ เพราะขณะนี้การทำนโยบายต่างๆ ก็มุ่งไปที่ผลทางการเมือง รวมถึงเป็นช่วงใกล้ครบวาระงานแล้ว ก็คงต้องการหาเสียงจากทุกฝ่ายเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะได้อยู่ในตำแหน่งต่อ
 
อย่างไรก็ดี ในด้านของประชาชนสภาวะปัจจุบันก็ไม่มีเงิน บางคนไม่มีรายได้เพราะตกงาน และเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่ามีคนกลุ่มดังกล่าวกว่า 1.7 ล้านคน และส่วนใหญ่ก็กลับต่างจังหวัดแบบถาวร ซึ่งสอดคล้องกับข่าวที่สมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง ที่ให้ข้อมูลว่า มีผู้คนเดินทางข้ามจังหวัดน้อยลงอย่างมาก
 
“รัฐบาลนั้นหลอกตัวเองว่าปัจจุบันประชาชนยังมีเงิน ทั้งๆ ที่ความจริงส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเงิน และมีปัญหาตกงาน โดยนิยามของการมีงาน ที่ว่าการรับจ้างทำความสะอาด ทำสวน เล็กๆ น้อยๆ เพียงสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ก็ถือว่าเป็นคนมีงานทำ หรือเรียกว่าคนเสมือนว่างงาน ซึ่งรัฐบาลมองข้ามคนกลุ่มนี้ไป และเหมารวมว่าเป็นคนมีงาน มีรายได้เลี้ยงชีพแล้ว ทำให้ตัวเลขคนตกงานดูน้อยลง” นายธนิตกล่าว
 
นายธนิตกล่าวว่า ขณะที่ข้อมูลด้านประกันสังคม ยังพบว่ามีแรงงานที่หลุดหายไปจากระบบประกันสังคมจำนวนกว่า 4 แสนคน ที่ยังไม่สามารถกลับเข้ามาในระบบได้ และข้อมูลการรับคนเข้าทำงานใหม่ที่เข้าระบบประกันสังคม ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนมีนาคม 2565 พบว่ามีเพิ่มขึ้นเพียง 1 แสนคนเท่านั้น เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นคนถือน้อยมาก และข้อมูลดังกล่าวก็ยังไม่รวมเด็กนักศึกษาจบใหม่ ที่จะเข้าสู่การทำงานในปีนี้ด้วย
 

  
ทำนายศึกชิงผู้ว่าฯกทม. ไม่มีเซอร์ไพรส์? คนเข้าป้าย แต้ม 1 ล้านอัพ!
https://www.matichon.co.th/bkkpataya/governorbkk/news_3344678

ใกล้เข้ามาทุกขณะ สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคมนี้ ภายใต้ผลโพลสำนักต่างๆ ที่สอดคล้องกันว่า 
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 8 จะคว้าชัย ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาย้ำกับชาวกรุงว่า อย่าชะล่าใจว่าตนจะ “นอนมา” จนปล่อยวาง ไม่เข้าคูหา ในขณะที่ผู้สมัครเด่นๆ ในครั้งนี้ยังมีอีกหลายราย ไม่ว่าจะเป็น พี่เอ้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ในนามอิสระ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร แห่งก้าวไกล, ศิธา ทิวารี ใต้ร่มไทยสร้างไทย ฯลฯ
  
ท่ามกลางกระแสความหวาดหวั่นในแต่ละฝ่าย ที่เกรงว่ามีผู้สมัครหลายรายในสาย หรือที่มีคะแนนเสียงเป็นกลุ่มเดียวกัน เสี่ยง “ตัดคะแนนกันเอง” ทั้งในฟากฝั่งประชาธิปไตย และฝ่ายที่อาจใช้นิยามเพื่อความเข้าใจง่ายว่าอนุรักษนิยมอำนาจผ่านปลายปากกาในนามประชาชนอย่างมากมายนี้ ผู้ขึ้นแท่นคว้าสายสะพายผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจากการเลือกตั้งคนแรกหลังรัฐประหารจะได้คะแนนสักเท่าไหร่ ท่ามกลางปัจจัยหลากหลายที่น่าสนใจยิ่ง
 
“ค่อนข้างคาดการณ์ลำบาก”
 
คือคำตอบของ ผศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ
อย่างไรก็ตาม มองว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่เชื่อมโยงได้ว่าผู้สมัครรายใดจะคว้าชัยด้วยคะแนนอันดับ 1
 
ปัจจัยแรกที่สำคัญคือ การใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียงในโค้งสุดท้าย ว่าสามารถจุดประเด็นให้คนสนใจในนโยบายของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน เป็นประเด็นสำคัญ
 
ปัจจัยที่ 2 คือ ปัจจุบันเริ่มมีการจุดกระแสเทคะแนนเสียงให้ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นว่ามีผู้ที่ยืนยันความอิสระของตัวเอง ทว่า ในการเมืองของกรุงเทพฯ ก็มีความพยายามที่จะยัดเอาจุดยืนด้านการเมืองระดับประเทศใส่ให้กับผู้สมัครบางคน หรือเป็นตัวแทนของฝักฝ่ายฃ 
“ต้องดูว่าความพยายามในโค้งสุดท้ายที่จะทำให้คะแนนที่แตก โยนไปยังใครคนใดคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน นั่นหมายความว่า มันจะมีปัจจัยการเมืองระดับชาติ หรือแม้กระทั่งการปลุกกระแสระดับประเทศเข้ามาเกี่ยวด้วย” ผศ.ดร.ฐิติวุฒิวิเคราะห์ ก่อนพาไปสู่ประเด็นที่ 3 นั่นคือ ปัจจัยของผู้สมัครแต่ละคนซึ่งต้องระมัดระวังตัวเองอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้
 
“อย่าไปสะดุดยอดหญ้าในโค้งสุดท้ายของตัวเองก็แล้วกัน เช่น การมีบางประเด็นที่อาจจะถูกใส่ร้ายป้ายสี หรือกระทั่งถูกหยิบยกเรื่องความสำเร็จ ความล้มเหลวในอดีตขึ้นมา” อาจารย์ มช.กล่าว ส่วนวาทะ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์มาแล้วในยุค ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้คว้าชัยเหนือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ
 
ผศ.ดร.ฐิติวุฒิชวนให้จับตาว่า เอาเข้าจริง คนกรุงเทพฯจะตัดสินใจเลือกแบบไหน จะเลือกจุดยืนแบบการเมืองระดับชาติ เลือกนโยบาย หรือเลือกตามความชอบของตัวเองกันแน่ ซึ่งนี่ก็คือปัจจัยที่กำลังทำให้คะแนนเสียง “ผันผวน” พอสมควร
 
“ตอบยากว่ารอบนี้คะแนนเสียงจะเป็นแนวเท หรือแนวเกลี่ย เพราะตอนนี้แต่ละคนเล่นกันแม้กระทั่งผู้หลักผู้ใหญ่อายุ 70-80 มาเชียร์ เขียนจดหมายให้เทคะแนนให้เหมือนในอดีต ส่วนวาทกรรมโพลซึ่งบอกว่าเป็นกลาง แต่การกระจายกลุ่มตัวอย่างมันสอดรับกับพฤติกรรมการเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะคนที่ออกไปเลือกตั้งคือคนในชุมชนซึ่งอาจไม่ได้ตอบโพล ในขณะที่คนตอบโพลซึ่งมีทะเบียนบ้านในย่านธุรกิจ ย่านใจกลางเมืองอาจไม่ได้ออกไปใช้สิทธิในวันจริงก็ได้ นอกจากนี้ คะแนนเสียงคนรุ่นใหม่ก็น่าสนใจ”
 
เมื่อถามต่อไปว่า คนกรุงเทพฯอั้นมานานถึง 9 ปี เลือกตั้งผู้ว่าฯรอบนี้ เสี่ยงคูหาแตกหรือไม่?
 
“คิดว่าคนกรุงเทพฯจะออกมาเลือกตั้งมากกว่าค่าเฉลี่ยเดิม ซึ่งถ้าเกิน 50-70 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว” ผศ.ดร.ฐิติวุฒิทิ้งท้าย
 
ขณะที่คำตอบของคำถามเดียวกันนี้ รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ผู้เกาะติดสมรภูมิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. รวมถึง ส.ก.อย่างแน่นเหนียว ประเมินว่า ผู้ออกมาใช้สิทธิน่าจะอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และผู้คว้าชัยก็จะสัมพันธ์กับจำนวนผู้ออกมาเข้าคูหา
 
“ผู้ว่าฯ กทม.ที่จะได้รับการเลือกตั้ง จะสัมพันธ์กับผู้ออกมาใช้สิทธิ สถานการณ์ตอนนี้ผมประเมินว่าผู้ออกมาใช้สิทธิน่าจะอยู่ระดับ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเยอะมาก เพราะเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในปี’56 ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้รับเลือก เราได้เห็นภาพของความคึกคัก แต่คนออกมาใช้สิทธิแค่ 63 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่การเลือกตั้ง ส.ส.ปี’62 ที่ผ่านมา ถ้าจำไม่ผิด คนกรุงเทพฯออกมาใช้สิทธิ 73% โดยทั่วไป คนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นน้อยกว่าเลือก ส.ส.อยู่แล้ว เพราะการเลือก ส.ส.ครอบคลุมทั้งประเทศ ก่อให้เกิดความตื่นเต้น เป็นการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตทางเศรษฐกิจ” รศ.ธำรงศักดิ์กล่าว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่