เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทย สำหรับการเยือนไทยครั้งนี้ จัดขึ้นในโอกาสการครบรอบ 135 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ญี่ปุ่น และ 10 ปี ของการยกระดับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์
มีการลงนามความตกลง (MOU) 3 ฉบับ ได้แก่
1. หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น
2. ความตกลงว่าด้วยการมอบยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
3. หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้โครงการสนับสนุนเร่งด่วนสำหรับการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19
โดยไทยกับญี่ปุ่นได้หารือกันใน 6 ประเด็น
1. การพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในโอกาสครบรอบ 135 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตและครบรอบ 10 ปี หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในปีนี้ ทั้งสองฝ่ายจะยกระดับความสัมพันธ์ความสัมพันธ์จากหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านต่อไป
2. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสู่อนาคต ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ร่วมด้านเศรษฐกิจในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในระยะ 5 ปี โดยมีแผนที่จะประกาศใช้ในห้วงการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 6 ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพในห้วงครึ่งหลังของปีนี้
โดยหนึ่งในประเด็นที่ทั้งไทยและญี่ปุ่นให้ความสำคัญ คือการเพิ่มความเชื่อมโยงด้าน supply chain ให้ครอบคลุมสาขาต่าง ๆ มากขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เช่น เศรษฐกิจ BCG เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการโทรคมนาคมสื่อสาร 5G ความร่วมมือในด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ การพัฒนายานยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาดและชิ้นส่วนอุปกรณ์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านวิจัยและค้นคว้ารวมถึงการตั้งศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนไทย
3. การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูประเทศจากสถานการณ์โควิด-19 ขอขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่มอบความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ แก่ไทย เช่น การมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เครื่องผลิตออกซิเจนและอุปกรณ์สำหรับการจัดเก็บวัคซีน รวมทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งได้มีการลงนามหนังสือแลกเปลี่ยน
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อรับมือกับโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้ผ่อนคลายมาตรการการเข้าประเทศเป็นลำดับตามสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายได้เดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันได้มากขึ้น
4. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคง และการยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ใกล้ชิดร่วมมือในด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการลงนามความตกลงเรื่องการมอบโอนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ระหว่างกระทรวงกลาโหมของไทยกับญี่ปุ่น และจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและการลงทุนจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของไทย และเพื่อเสริมสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค รวมทั้งเห็นพ้องที่จะจัดทำ สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการยุติธรรมระหว่างกัน
5. การเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาอนุภูมิภาคและภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนาระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในประเทศที่สาม พร้อมทั้งจะร่วมมือกันพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อส่งเสริมให้อนุภูมิภาคนี้เติบโตและก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ญี่ปุ่น และกรอบ ACMECS ซึ่งขอขอบคุณญี่ปุ่นที่เป็นหุ่นส่วนเพื่อการพัฒนาประเทศแรกที่สมทบทุนในกองทุนเพื่อการพัฒนาของ ACMECS มูลค่ากว่า 1.38 ล้านยูเอส
ในส่วนของความร่วมมือภาคใต้กรอบอาเซียน ไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น ยืนยันความพร้อมที่จะประสานความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นในปีหน้า
ซึ่งรวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาที่สำคัญภายใต้มุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (AOIP) และการเชื่อมโยงระหว่าง AOIP ของญี่ปุ่น กับมุมมองอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างของญี่ปุ่น (FOIP) อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการเป็นที่ตั้งของศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่
6. การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับสถานการณ์ภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น สถานการณ์ในยูเครนและเมียนมา สำหรับสถานการณ์ในยูเครน ไทยและญี่ปุ่นย้ำถึงหลักการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดน กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ
โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยุติการใช้ความรุนแรงและใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุด ในส่วนของสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และพร้อมร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประชาชนทั้งชาวยูเครนและชาวเมียนมา
(ประเด็นหลักๆ มีเท่านี้ในส่วนนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม อาจจะมีเนื้อหาซ้ำกันในบางเรื่องเพราะเอาเนื้อหาจากหลายที่มารวมกัน)
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคนี้ มีบริษัทมาลงทุน 6,000 บริษัท มีคนญี่ปุ่นในไทย 80,000 คน ยังยืนยันสนับสนุนไทยเป็นซัพพลายเชน เช่น BCG การเติบโตสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีพลังงานสะอาด รวมทั้งเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ไปประชุมระดับสูงเพื่อหาความร่วมมือที่ญี่ปุ่น
สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมทั้งงบประมาณด้านสาธารณสุข รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการให้ความช่วยเหลือจึงให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 50,000 ล้านเยน โดยลงนามระหว่างการกู้ยืมไปแล้ว เป็นความช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังจากที่ช่วยเหลือเรื่องยาและวัคซีน
“ได้หารือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ไม่สนับสนุนการรุกรานเข้าไปก้าวล่วงอธิปไตยของชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่รับได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน”
นายเพ็ชร ชินบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สายงานการลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า เป้าหมายการลงทุนของญี่ปุ่นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ในปี 2565 อยู่ที่ 25,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่มีมูลค่าลงทุน 19,800 ล้านบาท โดย สกพอ.ได้เสนอประเด็นการผลักดันการลงทุนที่สำคัญของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย 3 ข้อ คือ
1. การเพิ่มศักยภาพให้อีอีซีเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของญี่ปุ่นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมอากาศยานในด้านวัสดุอวกาศ การซ่อมแซมอากาศยาน (MRO) และชิ้นส่วนดาวเทียม ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงระดับโลก ในขณะเดียวกันภาคเอกชนในอีอีซียกระดับสู่อุตสาหกรรมดังกล่าวได้
2. การส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมอุตสาห์กรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งภาคเอกชนญี่ปุ่นมีบทบาทนำในการผลักดันการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยเห็นควรให้ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจไฮโดรเจน กับญี่ปุ่น โดยใช้อีอีซีเป็นพื้นที่นำร่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ในภูมิภาค
รวมทั้งใช้อีอีซีเป็นพื้นที่เป้าหมายในการลงทุนอุตสาหกรรมดังกล่าวตามโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดคล้องยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว (Green Growth Strategy) และนโยบายเพื่อสร้างโอกาสการเติบโตจากนโยบายการลงทุนเอเชีย-ญี่ปุ่นเพื่ออนาคต (ASIA-Japan Investing for the Future Initiative : AJIF) ของญี่ปุ่น ที่สนับสนุนภาคเอกชนญี่ปุ่นลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ
3. การส่งเสริมความร่วมมือในโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในอีอีซี ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่ สกพอ.พัฒนาแนวคิดการดำเนินงานและจะชักชวนนักลงทุนที่สนใจการลงทุนและพัฒนาระยะต่อไป
นางสาวโอโนะ ฮิคาริโกะ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาค ยึดมั่นในหลักการพื้นฐานร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจึงถือโอกาสนี้กระชับความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีการหารือเชิงลึกทั้งประเด็นทวิภาค ภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งระดับทวิภาคีประกอบด้วย
1. ความร่วมมือด้านความมั่นคงและกฎหมาย หารือเรื่องข้อตกลงการถ่ายโอนเครื่องมือและเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ไม่ใช่อาวุธ โดยจะกำหนดรายละเอียดในภายหลังว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทใด
นอกจากนี้ ผู้นำ 2 ประเทศยังลงนาม “ข้อตกลงความร่วมมือทางอาญา” ซึ่งจะเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ชาติสามารถรวมรวมข่าวกรองและข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดหมายอาญาระหว่างประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านช่องทางทางการทูต
2. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ให้ความช่วยเหลือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สนับสนุนรัฐบาลไทยสร้างความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลไทยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะในด้านการขนส่งและการดูแลสุขภาพ
3. การรับมือโควิด-19 ให้เงินกู้สกุลเยน (Yen Loan Aid) 50,000 ล้านเยน
ทั้งนี้ ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียนสำหรับญี่ปุ่น โดยกรณีนักลงทุนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งย้ายฐานการผลิตจากจีนไปเวียดนามเพราะค่าแรงถูกกว่านั้น ไม่เกิดขึ้นกับนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย ซึ่งไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี การดูแลสุขภาพมีคุณภาพสูง บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดี
เป็นการเอาเนื้อข่าวหลายที่มารวมกัน
ที่มา
https://www.bangkokbiznews.com/business/1002162
https://mgronline.com/japan/detail/9650000041790
https://www.benarnews.org/thai/news/th-jp-diplomacy-05022022180346.html
https://www.prachachat.net/politics/news-922381
ไทย-ญี่ปุ่น เซ็นสัญญายกระดับการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ มีทำสัญญาทั้งทางธุรกิจและทางทหาร
มีการลงนามความตกลง (MOU) 3 ฉบับ ได้แก่
1. หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความร่วมมือทางการเงินระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น
2. ความตกลงว่าด้วยการมอบยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
3. หนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้โครงการสนับสนุนเร่งด่วนสำหรับการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19
โดยไทยกับญี่ปุ่นได้หารือกันใน 6 ประเด็น
1. การพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในโอกาสครบรอบ 135 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตและครบรอบ 10 ปี หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่นในปีนี้ ทั้งสองฝ่ายจะยกระดับความสัมพันธ์ความสัมพันธ์จากหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านต่อไป
2. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสู่อนาคต ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยอยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ร่วมด้านเศรษฐกิจในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในระยะ 5 ปี โดยมีแผนที่จะประกาศใช้ในห้วงการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมระดับสูงระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 6 ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพในห้วงครึ่งหลังของปีนี้
โดยหนึ่งในประเด็นที่ทั้งไทยและญี่ปุ่นให้ความสำคัญ คือการเพิ่มความเชื่อมโยงด้าน supply chain ให้ครอบคลุมสาขาต่าง ๆ มากขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ เช่น เศรษฐกิจ BCG เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เทคโนโลยีการโทรคมนาคมสื่อสาร 5G ความร่วมมือในด้านปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ การพัฒนายานยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาดและชิ้นส่วนอุปกรณ์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือด้านวิจัยและค้นคว้ารวมถึงการตั้งศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประชาชนไทย
3. การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูประเทศจากสถานการณ์โควิด-19 ขอขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่มอบความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ แก่ไทย เช่น การมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เครื่องผลิตออกซิเจนและอุปกรณ์สำหรับการจัดเก็บวัคซีน รวมทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งได้มีการลงนามหนังสือแลกเปลี่ยน
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านสาธารณสุขระหว่างกันให้มากขึ้นเพื่อรับมือกับโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้ผ่อนคลายมาตรการการเข้าประเทศเป็นลำดับตามสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายได้เดินทางไปมาหาสู่ระหว่างกันได้มากขึ้น
4. การเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคง และการยุติธรรม ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ใกล้ชิดร่วมมือในด้านกลาโหมและความมั่นคงระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ซึ่งได้มีการลงนามความตกลงเรื่องการมอบโอนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ระหว่างกระทรวงกลาโหมของไทยกับญี่ปุ่น และจะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและการลงทุนจากญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของไทย และเพื่อเสริมสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค รวมทั้งเห็นพ้องที่จะจัดทำ สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการยุติธรรมระหว่างกัน
5. การเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาอนุภูมิภาคและภูมิภาค ทั้งสองฝ่ายยินดีกับความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาระหว่างไทยกับญี่ปุ่น และมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความร่วมมือในด้านการพัฒนาระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในประเทศที่สาม พร้อมทั้งจะร่วมมือกันพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อส่งเสริมให้อนุภูมิภาคนี้เติบโตและก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ญี่ปุ่น และกรอบ ACMECS ซึ่งขอขอบคุณญี่ปุ่นที่เป็นหุ่นส่วนเพื่อการพัฒนาประเทศแรกที่สมทบทุนในกองทุนเพื่อการพัฒนาของ ACMECS มูลค่ากว่า 1.38 ล้านยูเอส
ในส่วนของความร่วมมือภาคใต้กรอบอาเซียน ไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่น ยืนยันความพร้อมที่จะประสานความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนกับญี่ปุ่นในปีหน้า
ซึ่งรวมถึงการเสริมสร้างความร่วมมือในสาขาที่สำคัญภายใต้มุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (AOIP) และการเชื่อมโยงระหว่าง AOIP ของญี่ปุ่น กับมุมมองอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างของญี่ปุ่น (FOIP) อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยในการเป็นที่ตั้งของศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่
6. การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือกับสถานการณ์ภูมิภาคและระหว่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น สถานการณ์ในยูเครนและเมียนมา สำหรับสถานการณ์ในยูเครน ไทยและญี่ปุ่นย้ำถึงหลักการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดน กฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ
โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องยุติการใช้ความรุนแรงและใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างถึงที่สุด ในส่วนของสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และพร้อมร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประชาชนทั้งชาวยูเครนและชาวเมียนมา
(ประเด็นหลักๆ มีเท่านี้ในส่วนนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม อาจจะมีเนื้อหาซ้ำกันในบางเรื่องเพราะเอาเนื้อหาจากหลายที่มารวมกัน)
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในภูมิภาคนี้ มีบริษัทมาลงทุน 6,000 บริษัท มีคนญี่ปุ่นในไทย 80,000 คน ยังยืนยันสนับสนุนไทยเป็นซัพพลายเชน เช่น BCG การเติบโตสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีพลังงานสะอาด รวมทั้งเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ไปประชุมระดับสูงเพื่อหาความร่วมมือที่ญี่ปุ่น
สำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมทั้งงบประมาณด้านสาธารณสุข รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการให้ความช่วยเหลือจึงให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 50,000 ล้านเยน โดยลงนามระหว่างการกู้ยืมไปแล้ว เป็นความช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังจากที่ช่วยเหลือเรื่องยาและวัคซีน
“ได้หารือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ขอขอบคุณรัฐบาลไทยที่ไม่สนับสนุนการรุกรานเข้าไปก้าวล่วงอธิปไตยของชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่รับได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน”
นายเพ็ชร ชินบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สายงานการลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศ กล่าวว่า เป้าหมายการลงทุนของญี่ปุ่นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ในปี 2565 อยู่ที่ 25,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่มีมูลค่าลงทุน 19,800 ล้านบาท โดย สกพอ.ได้เสนอประเด็นการผลักดันการลงทุนที่สำคัญของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย 3 ข้อ คือ
1. การเพิ่มศักยภาพให้อีอีซีเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานการผลิตของญี่ปุ่นโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมอากาศยานในด้านวัสดุอวกาศ การซ่อมแซมอากาศยาน (MRO) และชิ้นส่วนดาวเทียม ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงระดับโลก ในขณะเดียวกันภาคเอกชนในอีอีซียกระดับสู่อุตสาหกรรมดังกล่าวได้
2. การส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ครอบคลุมอุตสาห์กรรมยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่งภาคเอกชนญี่ปุ่นมีบทบาทนำในการผลักดันการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยเห็นควรให้ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจไฮโดรเจน กับญี่ปุ่น โดยใช้อีอีซีเป็นพื้นที่นำร่องการใช้เทคโนโลยีใหม่ในภูมิภาค
รวมทั้งใช้อีอีซีเป็นพื้นที่เป้าหมายในการลงทุนอุตสาหกรรมดังกล่าวตามโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดคล้องยุทธศาสตร์การเติบโตสีเขียว (Green Growth Strategy) และนโยบายเพื่อสร้างโอกาสการเติบโตจากนโยบายการลงทุนเอเชีย-ญี่ปุ่นเพื่ออนาคต (ASIA-Japan Investing for the Future Initiative : AJIF) ของญี่ปุ่น ที่สนับสนุนภาคเอกชนญี่ปุ่นลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ
3. การส่งเสริมความร่วมมือในโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในอีอีซี ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่ สกพอ.พัฒนาแนวคิดการดำเนินงานและจะชักชวนนักลงทุนที่สนใจการลงทุนและพัฒนาระยะต่อไป
นางสาวโอโนะ ฮิคาริโกะ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ไทยและญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาค ยึดมั่นในหลักการพื้นฐานร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นจึงถือโอกาสนี้กระชับความสัมพันธ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีการหารือเชิงลึกทั้งประเด็นทวิภาค ภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งระดับทวิภาคีประกอบด้วย
1. ความร่วมมือด้านความมั่นคงและกฎหมาย หารือเรื่องข้อตกลงการถ่ายโอนเครื่องมือและเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ไม่ใช่อาวุธ โดยจะกำหนดรายละเอียดในภายหลังว่าเป็นอุปกรณ์ประเภทใด
นอกจากนี้ ผู้นำ 2 ประเทศยังลงนาม “ข้อตกลงความร่วมมือทางอาญา” ซึ่งจะเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 ชาติสามารถรวมรวมข่าวกรองและข้อมูลหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดหมายอาญาระหว่างประเทศได้ โดยไม่ต้องผ่านช่องทางทางการทูต
2. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ให้ความช่วยเหลือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สนับสนุนรัฐบาลไทยสร้างความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลไทยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเฉพาะในด้านการขนส่งและการดูแลสุขภาพ
3. การรับมือโควิด-19 ให้เงินกู้สกุลเยน (Yen Loan Aid) 50,000 ล้านเยน
ทั้งนี้ ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียนสำหรับญี่ปุ่น โดยกรณีนักลงทุนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งย้ายฐานการผลิตจากจีนไปเวียดนามเพราะค่าแรงถูกกว่านั้น ไม่เกิดขึ้นกับนักลงทุนญี่ปุ่นในไทย ซึ่งไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี การดูแลสุขภาพมีคุณภาพสูง บรรยากาศการลงทุนโดยรวมดี
เป็นการเอาเนื้อข่าวหลายที่มารวมกัน
ที่มา
https://www.bangkokbiznews.com/business/1002162
https://mgronline.com/japan/detail/9650000041790
https://www.benarnews.org/thai/news/th-jp-diplomacy-05022022180346.html
https://www.prachachat.net/politics/news-922381