🇹🇭มาลาริน💛18เม.ย.ไทยติดเชื้อใหม่Top10โลก/ป่วย16,994คน หายป่วย25,910คน ตาย124คน/เสียชีวิตสวนทาง/ปรับโรคประจำถิ่น1ก.ค.


https://www.bangkokbiznews.com/news/999640

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2565 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในการแถลงข่าวสถานการณ์โควิด19 ประเด็น “สถานการณ์และการปฎิบัติตัวหลังสงกรานต์” นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผอ.กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ทั่วโลกรายงานเริ่มลดลง เช่น เกาหลีใต้ แต่หลายประเทศผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตยังมีจำนวนมาก เช่น อเมริกา เยอรมนี เกาหลีใต้

    สำหรับประเทศไทย ผู้ติดเชื้อรายใหม่แนวโน้มเริ่มลดลง หลังจากที่เคยพีคก่อนสงกรานต์ ส่วนผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้น  เช่นเดียวกับผู้ป่วยปอดอักเสบและใส่ท่อช่วยหายใจที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยวันนี้มีรายงาน 2,123 ราย และ 939 ราย ตามลำดับ  แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดลตาปีที่ผ่านมา เคยพบใส่ท่อช่วยหายใจประมาณ 1,400 ราย ปอดอักเสบ 5,000กว่าราย อัตราครองเตียงป่วยเหลืองแดง ประมาณ 30% ยังมีเตียงรองรับผู้ป่วยอาการหนักพอสมควร หลายจังหวัดที่มีอัตราครองเตียงเพิ่มขึ้นก็จะเพิ่มจำนวนเตียงรองรับสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์และหลังสงกรานต์
 
    “ผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับผู้ป่วยอาการหนักและใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการติดเชื้อจำนวนมากก่อนช่วงสงกรานต์ เฉลี่ย 14 วัน 22,176 ราย ส่วนผู้ติดเชื้อแนวโน้มลดลงทั้งการตรวจ RT-PCR และATK  แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์หลังสงกรานต์ 2 -4สัปดาห์ต่อจากนี้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังมีการรวมกลุ่มกิจกรรม เดินทางทั่วประเทศ รดน้ำดำหัว เที่ยวสงกรานต์ในหลายจังหวัด และขณะนี้ยังเตือนภัยโควิด19ทั่วประเทศอยู่ในระดับ 4 จนกว่าจะมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์”นพ.จักรรัฐกล่าว  

      นพ.จักรรัฐ กล่าวด้วยว่า  ผู้เสียชีวิตรายงานเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงวัย ส่วนใหญ่อายุ 70 ปีขึ้นไป มีโรคเรื้อรังประจำตัว และไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ฉีดเข็มเดียว หรือ 2 เข็ม และไม่ได้รับเข็มกระตุ้น ต้องรณรงค์หลังสงกรานต์ต่อเนื่องให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้นซึ่งจำเป็นมาก โดยขณะนี้ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอยาที่ 39.4 % ขณะที่ต้องการให้ถึว 70-80 % จะช่วยลดความเสี่ยงเหมือนสัปดาห์แรกๆของ ปี 2565 ที่สูงวัยเสียชีวิตไม่มาก ส่วนกลุ่มเด็ก 5-11 ปี  รับวัคซีนเข็ม 1 แล้ว 49.5% เหลืออีกครึ่งหนึ่ง ก่อนเปิดเทอมคงรณรงค์ให้ฉีดกันให้ครบ
 
     “สถานการณ์ผู้ติดเชื้อดูแนวโน้มลดลง แต่ที่ผู้ป่วยปอดอักเสบ และเสียชีวิตสูงขึ้น เป็นผลจากการติดเชื้อจำนวนมาก 2-3 สัปดาห์ก่อนสงกรานต์ แพร่เข้าสู่กลุ่มเสี่ยงและอาการหนักมาก ทำให้มีป่วยปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจสูงขึ้นตามมาหลังจากนั้น  1-2 สัปดาห์ ยังเป็นไปตามการคาดการณ์ ที่ว่าอาจจะสูงขึ้นตอนต้นพ.ค.”นพ.จักรรัฐกล่าว 

    นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า  หลังสงกรานต์ จากที่ไปต่างจังหวัดรวมกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ทานข้าวคนเสี่ยงสูง ทานข้าวด้วยกันเวลานาน เมื่อกลับมาสังเกตอาการตนเอง  5-7 วัน ถ้ามีป่วย ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล รับรสกลิ่นไม่ค่อยดี สงสัยตรวจ ATK ด้วยตนเองหรือไป รพ. เลี่ยงพบปะผู้คนจำนวนมาก หากต้องเจอคนอื่น ขึ้นรถเมล์ไปทำงานสวมหน้ากากตลอดเวลาลดความเสี่ยง ถ้าเป็นไปได้หลังกลับสงกรานต์ ทานข้าวโต๊ะใครโต๊ะมัน หลีกเลี่ยงทานข้าวร่วมกันสักระยะ ลดเสี่ยงแพร่ระบาดต่อคนอื่น หน่วยงานต่างๆ มีมาตรการ WFH 5-7 วันตามเหมาะสม พนักงานกลุ่มไหน WFH ได้ดำเนินการ หลังสงกรานต์จะได้ปลอดภัยไม่ติดเชื้อเพิ่ม ไม่มีป่วยปอดอักเสบเพิ่มขึ้น
 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังสงกรานต์ต้องมีการเฝ้าระวัง คือ 1.ติดตามสูงวัย ผู้มีโรคเรื้อรัง ว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเท่าไร อัตราเสียชีวิตตายต่อแสนคน 70 ปีกำลังเพิ่มขึ้น กลุ่มเสี่ยงต่างๆ ทั้งสูงวัยที่บ้าน ศูนย์ดูแลจะเสี่ยงสูงขึ้นนหลังสงกรานต์ ต้องเร่งฉีดวัควีน และ2.การรวมกลุ่มคนทำให้เกิดคลัสเตอร์ เช่น ค่ายทหาร โรงเรียนที่เปิดเทอม  ติวพิเศษ  เข้าแคมป์ต่างๆ แคมป์คนงาน โรงงานต่างๆ

       ถามต่อว่ามีแผนรองรับผู้ป่วยหนักที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างไร นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า  จากการติดตามมีหลายจังหวัดเล็ก ที่มีเตียงรองรับผู้ป่วยหนักอาจไม่มาก การทำงานของสธ. จะมีรพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป รับส่งต่อผู้ป่วยหนักเข้ารักษา  รวมถึง มีการเพิ่มจำนวนเตียง และคนอาการดีขึ้นแล้วกลับไปอยู่รพ.เล็กลง ช่วยหมุนเวียนการครองเตียงมากขึ้น ช่วยรองรับสถานการณ์ได้ แม้ป่วยหนักเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สูงเท่าช่วงเดลตา แต่ยังนอนใจไม่ได้ แม้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อแนวโน้มลดลง  แต่ป่วยหนักยังเพิ่ม เพราะฉะนั้น ต้องเร่งฉีดวัคซีน  

    ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์หลังสงกรานต์จะกระทบการเป็นโรคประจำถิ่นหรือไม่ นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ต้องติดตามอัตรการครองเตียงว่าระบบสาธารณสุขสุขรองรับได้มากน้อยขนาดไหน รวมถึง ผู้ป่วยอาการน้อย ซึ่งสายพันธุ์โอมิครอนวัยทำงาน วัยเรียนอาการไม่มาก  เว้นแต่จะมีสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้โรครุนแรงขึ้น  ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่จะมีผลน้อยต่อการปรับสู่โรคปรจะจำถิ่น  ถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์จะเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ตามเป้าหมายเดิมคือช่วงก.ค.

https://www.bangkokbiznews.com/social/999721


วันที่ 18 เม.ย.65 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ว่า ขณะนี้ทั่วโลกผู้ติดเชื้อลดลง เช่นเดียวกับประเทศไทยซึ่งสถานการณ์ติดเชื้อลดลง แต่จำนวนผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับผู้ป่วยปอดอักเสบ 2,123 คน เพิ่ม 44 คน โคม่าต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 939 คน เพิ่มขึ้น 28 คน แต่หากเปรียบเทียบกับระลอกเดลต้า (อินเดีย) เราเคยมีผู้ป่วยต้องใส่ท่อช่วยหายใจมากถึง 1,400 คน ปอดอักเสบมากถึง 5,000 คน สถานการณ์ยังน้อยกว่าระลอกเดลต้า

สำหรับผู้ป่วยอาการหนักยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูงก่อนสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามหลังเทศกาลสงกรานต์ 2-4 สัปดาห์ ว่าการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มต่างๆ จะทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่ รวมถึงติดตามรายงานการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ ซึ่งเริ่มมีรายงานแต่ยังพบคลัสเตอร์ขนาดเล็ก ส่วนใหญ่ติดเชื้อในครอบครัว ติดเชื้อจากที่ทำงาน ดังนั้นจากฉากทัศน์ที่ระบุว่า วันที่ 19 เม.ย.65 อาจมีติดเชื้อสูงสุดถึงหลักแสนคน แต่จนถึงขณะนี้ PCR+ATK ยังไม่ถึงหลักแสน ที่สำคัญก่อนสงกรานต์ผู้ติดเชื้อก็เริ่มลดลง อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขยังคงเตือนภัยระดับ 4 ทุกจังหวัด

ส่วนผู้เสียชีวิต 124 คน พบว่ามีอาการปอดอักเสบรุนแรง 119 คน โดยพบว่าผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวเรื้อรัง 117 คน ได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ 80 คน ยาเรมเดซิเวียร์ 26 คน เมื่อตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีน พบว่า ไม่ได้ฉีดวัคซีน 68 คน ฉีดไม่ครบ 8 คน ฉีด 2 เข็ม นานเกิน 3 เดือน 33 คน ฉีด 2 เข็ม ไม่เกิน 3 เดือน 7 คน และฉีดวัคซีน 3 เข็ม 8 คน

ดังนั้นกลุ่มที่ยังไม่ฉีดวัคซีนหรือฉีดไม่ครบ จึงมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง เนื่องจากวัคซีนเข็ม 3 ลดการเสียชีวิตได้ 31 เท่า โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ซึ่งในสัปดาห์ที่ 15 ของปีนี้ เสียชีวิตแล้ว 501 คน ส่วนเด็กวัยเรียน 5-11 ขวบ ฉีดวัคซีนไปแล้วครึ่งหนึ่ง ขอให้ทุกกลุ่มวัยเข้ารับวัคซีน รวมถึงวัคซีนเข็มกระตุ้น แม้ว่าการติดเชื้ออาจมีอาการน้อย แต่อาจเกิดภาวะลองโควิดได้

นพ.จักรรัฐ กล่าวถึงหลังสงกรานต์ 2-4 สัปดาห์ จึงขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการหลักก่อนเข้าทำงาน ได้แก่ สังเกตอาการตนเอง 5-7 วัน หากสงสัยให้ตรวจ ATK หลีกเสี่ยงพบปะคนจำนวนมาก ไม่กินข้าวร่วมกัน หากจำเป็นให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และ WFH ตามความเหมาะสม

นพ.จักรรัฐ กล่าวอีกว่า ส่วนการเข้าสู่โรคประจำถิ่นเกณฑ์สำคัญคืออัตราการครองเตียง ระบบสาธารณสุขรองรับได้อย่างไร สำหรับโอไมครอนผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรืออาการค่อนข้างน้อย ถ้าไม่มีสายพันธุ์ใหม่เข้ามา คนวัยทำงาน หรือคนวัยเรียน ติดเชื้ออาการไม่มาก จำนวนผู้ติดเชื้อจึงมีผลน้อยต่อการปรับเป็นโรคประจำถิ่น ถ้าเป็นไปตามการคาดการณ์ เราจะเข้าสู่โรคประจำถิ่นได้ตามที่คาดหมายเดิม คือวันที่ 1 ก.ค.65

https://siamrath.co.th/n/340761

อมยิ้ม33 ติดตามข่าวโควิดวันนี้ค่ะ

.....💕🤟💕
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 13

“มหาดไทย” ยกระดับรับมือโควิดหลังสงกรานต์ทั่วประเทศ แนะ ปชช. เฝ้าระวัง - ตรวจ ATK - ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

กระทรวงมหาดไทย แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเตรียมพร้อมมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลังเทศกาลสงกรานต์ 2565 ที่ประชาชนได้มีการรวมกลุ่มและอาจเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนระมัดระวังตนเอง ปฏิบัติตามหลัก Universal Prevention เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

โดยขอให้ กทม. และทุกจังหวัดดำเนินการ ดังนี้

1. ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ให้ทุกคนที่ร่วมกิจกรรมและเดินทางในช่วงสงกรานต์ เฝ้าระวังสังเกตอาการของตนเองและครอบครัว 7 - 10 วัน และปฏิบัติตามมาตรการ DMHTA อย่างเคร่งครัด หากมีอาการหรือมีความเสี่ยงต้องตรวจด้วย ATK ทันที รวมถึงอาจใช้มาตรการ Work From Home

2. จัดบริการตรวจ ATK ให้ประชาชนอย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว

3. ยกระดับแผนการเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19 ระดับต่าง ๆ ให้สามารถอำนวยความสะดวกประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการรับแจ้ง การคัดกรอง การบริหารจัดการการรักษาที่บ้าน ชุมชน รพ. ระดับต่าง ๆ

4. รณรงค์ให้กลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป/ ผู้มีโรคประจำตัวใน 7 กลุ่ม/ หญิงตั้งครรภ์ ระมัดระวังตนเองและรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง
https://www.facebook.com/ThaigovSpokesman/posts/355499759946095


เปิด 3 ข้อ ที่เราควรปฏิบัติหลังกลับจากงานสงกรานต์

• สังเกตอาการตนเอง 7 วัน
• ช่วงสังเกตอาการ ให้เลี่ยงการพบปะผู้คน
• หากมีอาการหรือความเสี่ยงให้ตรวจด้วย ATK ทันที

Cr. กรมอนามัย
https://www.facebook.com/ThaigovSpokesman/posts/355403469955724


เดินหน้าฉีดวัคซีนต่อเนื่อง❗ กระตุ้นภูมิสู้โควิด19 ปูทางสู่โรคประจำถิ่น

ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ เปิดบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ทุกเข็ม (เข็มที่ 1,2,3,4) โดยไม่ต้องจองคิวล่วงหน้า (Walk in)

• ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปี เข้ารับบริการที่ประตู 2
• เด็กอายุ 5-11 ปี เข้ารับบริการที่ประตู 3 ทุกวัน เวลา 9.00 - 16.00 น. รอคิวตามลำดับที่เก้าอี้สีแดง

สำหรับผู้ที่เคยฉีดเข็มที่ 2 และ 3 กับศูนย์ฯ ในสูตร PP,AP,AM,MM,AAP,AAM และครบกำหนดระยะรับเข็มกระตุ้นแล้ว ศูนย์ได้ทำการนัดฉีดเข็มกระตุ้น เข็มที่ 3,4 แล้วอัตโนมัติ สามารถตรวจสอบวันนัด ผ่านช่องทาง แอปพลิเคชัน "Vaccine บางซื่อ"
https://www.facebook.com/Sumnakkaow.PRD/posts/351438093685201


กรมควบคุมโรค แนะ กลับจากสงกรานต์ สังเกตอาการ “ตรวจ ATK”

นายแพทย์ เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประชาชนที่เดินทางกลับจากภูมิลำเนาและท่องเที่ยวช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ขอให้สังเกตอาการของตนเองหากมีอาการต้องสงสัย มีไข้ ไอ เจ็บคอ เบื้องต้นให้แยกกักตัวและตรวจ ATK เพื่อความปลอดภัยว่าติดเชื้อหรือไม่ หากยังไม่ขึ้น 2 ขีดให้เฝ้าระวังช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ 5 – 7 วันหลังเดินทางกลับมาและหลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนจำนวนมาก เพื่อลดการสัมผัสหรือแพร่กระจายหากพบมีการติดเชื้อภายหลัง

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนฉีดวัคซีนหรือวัคซีนเข็มกระตุ้น (เข็ม 3) เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันลดความรุนแรงของเชื้อโควิด-19 ลดการเสียชีวิตได้ถึงร้อยละ 98 และพร้อมรับเชื้อโควิดสายพันธุ์ใหม่ๆที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
https://www.facebook.com/Sumnakkaow.PRD/posts/351426690353008


ตอนนี้เริ่มมีผู้ป่วยโควิดที่มีอาการลองโควิด (Long Covid) มากขึ้น วันนี้เลยชวนมาทำความรู้จักลองโควิด อันตรายแค่ไหน สาเหตุมาจากอะไรกันแน่
https://web.facebook.com/NBT2HDTV/posts/7605633509454293


กลับจากสงกรานต์แล้ว ตรวจ ATK ขึ้น 2 ขีด ติดเชื้อโควิด19 ต้องทำไง?

1. อยู่ใน กทม.ให้โทรสายด่วนโควิดประจำเขต ดูเบอร์ที่ https://bit.ly/3FBOgvw หรือแจ้งผ่านไลน์ โดยเพิ่มเพื่อนทาง Line @BKKCOVID19CONNECT หรือโทร.1669 กด 2 กรณีอยู่ต่างจังหวัด โทรสายด่วนโควิดประจำจังหวัดหรืออำเภอ

2. ถ้าติดต่อไม่ได้ ให้โทรสายด่วน สปสช 1330 (กด 18 สำหรับกลุ่ม 608 ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัว, เด็กอายุ 0-5 ปี, คนพิการและผู้ป่วยติดเตียง (กด 14 สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทุกสิทธิการรักษาที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงนั้น )

3. รอสายนาน ติดต่อไม่ได้ ให้ลงทะเบียนด้วยตนเองที่ https://crmsup.nhso.go.th/#TicketHI หรือทางไลน์ สปสช. @nhso https://lin.ee/zzn3pU6

4. เข้ารักษาที่โรงพยาบาลรัฐตามสิทธิบัตรทอง ข้าราชการ พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือโรงพยาบาลเอกชนกว่า 100 แห่ง ที่ร่วมโครงการกับ สปสช.ดูผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียวตามสิทธิดังกล่าวฟรี! ทั้งแบบเจอแจกจบ HI /CI/Hospitel ดูรายชื่อโรงพยาบาลเอกชนที่ https://www.nhso.go.th/page/privatehospital_green

5. เข้ารับการรักษาแบบเจอแจกจบที่ร้านขายยา 700 แห่งทั่วประเทศ สำหรับผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียว ที่ใช้สิทธิบัตรทอง ข้าราชการ พนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดูรายชื่อร้านขายาที่เข้าร่วมที่ https://www.nhso.go.th/downloads/197
https://www.facebook.com/Rachadaspoke/posts/406605781469477
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่