สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
- • เรายังไม่อยากกินอาหารเม็ด เราก็จะตอบแบบคนนอก และนี่เป็นเพียงคำตอบที่มาจากความรู้สึกนึกคิดของเราไม่ใช่คำตัดสินว่าคุณหรือเขาหรือใครจะต้องเป็นแบบนี้ โอเคมั้ย? • -
# คิดเห็นว่าต้องแยกออกเป็นแบบนี้นะ -
1 • การนำเงินสินสอดให้ฝ่ายผู้หญิงไปก่อน หากไม่ใช่ความคิดของคุณที่จะทำร้าน สำหรับเราคิดว่าเงินจำนวนนั้นควรเป็นของฝ่ายหญิงหรือครอบครัวฝ่ายหญิงหากว่าคุณตัดสินใจเก็บไว้เพื่อเป็นค่าสินสอด แต่พอคุณเอามันไปลงทุน คุณจะมาคิดว่านั่นเป็นเงินของคุณทั้งหมดไม่ได้ เพราะมันเป็นเงินสินสอดมาตั้งแต่ต้นใช่มั้ย? มันเป็นเงินที่คุณ วางแผนที่จะให้เขาและครอบครัวเขาอยู่แล้ว - ครอบครัวฝ่ายหญิงเค้าจะคืนให้หรือตัวฝ่ายหญิงเค้าจะเก็บไว้เองมันก็ยังเป็นสิทธิ์ของเค้า ถูกมั้ย? นอกจากว่าคุณบอกว่าเอาเงินสินสมรสนี้ให้ยืมเพื่อไปลงทุนและต้องการเงินทั้งหมดคืนมาหลังจากที่เขาได้กำไรแล้วหรือให้ผ่อนคืนกับคุณมันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่จะไปบอกว่าเงินนั้นเมื่อเอาไปลงทุนแล้วคุณจะต้องมีส่วนแบ่งจากผลกำไรเค้าก็คงจะรู้สึกว่าคุณเห็นแก่ตัวอันนั้นก็เข้าใจได้นะ
2 • หลังจากแต่งงานจดทะเบียนกันรายได้ที่เกิดหลังจากวันที่ลงนามในทะเบียนสมรสถือว่าคุณสองคนเป็นคน-คนเดียวกัน ควรจะรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นมาก่อนแล้วจึงคุยกันว่าจะจัดสรรปันส่วนแบ่งเงินในแต่ละเดือนไว้ทำอะไรตรงไหนยังไง มันไม่ใช่เงินของฉันและของเธออีกต่อไป เพราะคุณได้กลายเป็นคนคนเดียวกันแล้วมีสุขมีทุกข์มีกินหรือมีหนี้ ก็ต้องเป็นไปด้วยกัน
3 • ย้อนกลับไปเกี่ยวข้องกับข้อแรก - หากไม่มีการเจรจาตกลงกันให้เป็นเรื่องราวและไม่มีการจดทะเบียนสมรสหรือแต่งงานเงินที่คุณให้เค้าไปลงทุนโดยไม่มีการทำสัญญาหรือตกลงกันมีเพียงสัญญาใจก็ยังจะถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ( เดี๋ยวเราจะใส่ไว้ให้ในสปอยล์เพราะการให้ลักษณะนี้ก็ยังแบ่งออกไปอีกสามแบบ มันจะยาวฉะนั้นควรจะอยู่ในสปอยล์และคุณต้องไปอ่านและคิดดีดี ) 👇🏼
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มาตรา ๕๒๑ อันว่าให้นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น
มาตรา ๕๒๒ การให้นั้นจะทำด้วยปลดหนี้ให้แก่ผู้รับ หรือด้วยชำระหนี้ซึ่งผู้รับค้างชำระอยู่ก็ได้
มาตรา ๕๒๓ การให้นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้
มาตรา ๕๒๔ การให้สิทธิอันมีหนังสือตราสารเป็นสำคัญนั้น ถ้ามิได้ส่งมอบตราสารให้แก่ผู้รับ และมิได้มีหนังสือบอกกล่าวแก่ลูกหนี้แห่งสิทธินั้น ท่านว่าการให้ย่อมไม่สมบูรณ์
มาตรา ๕๒๕ การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้ การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์โดยมิพักต้องส่งมอบ
มาตรา ๕๒๖ ถ้าการให้ทรัพย์สินหรือให้คำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว และผู้ให้ไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้รับไซร้ ท่านว่าผู้รับชอบที่จะเรียกให้ส่งมอบตัวทรัพย์สินหรือราคาแทนทรัพย์สินนั้นได้ แต่ไม่ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยอีกได้
มาตรา ๕๒๗ ถ้าผู้ให้ผูกตนไว้ว่าจะชำระหนี้เป็นคราว ๆ ท่านว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปเมื่อผู้ให้หรือผู้รับตาย เว้นแต่จะขัดกับเจตนาอันปรากฏแต่มูลหนี้
มาตรา ๕๒๘ ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้นั้นมีค่าภาระติดพัน และผู้รับละเลยเสียไม่ชำระค่าภาระติดพันนั้นไซร้ ท่านว่าโดยเงื่อนไขอันระบุไว้ในกรณีสิทธิเลิกสัญญาต่างตอบแทนกันนั้น ผู้ให้จะเรียกให้ส่งทรัพย์สินที่ให้นั้นคืนตามบทบัญญัติว่าด้วยคืนลาภมิควรได้นั้นก็ได้ เพียงเท่าที่ควรจะเอาทรัพย์นั้นไปใช้ชำระค่าภาระติดพันนั้น
แต่สิทธิเรียกคืนอันนี้ย่อมเป็นอันขาดไป ถ้าบุคคลภายนอกเป็นผู้มีสิทธิจะเรียกให้ชำระค่าภาระติดพันนั้น
มาตรา ๕๒๙ ถ้าทรัพย์สินที่ให้มีราคาไม่พอกับการที่จะชำระค่าภาระติดพันไซร้ ท่านว่าผู้รับจะต้องชำระแต่เพียงเท่าราคาทรัพย์สินเท่านั้น
มาตรา ๕๓๐ ถ้าการให้นั้นมีค่าภาระติดพัน ท่านว่าผู้ให้จะต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิเช่นเดียวกันกับผู้ขาย แต่ท่านจำกัดไว้ว่าไม่เกินจำนวนค่าภาระติดพัน
มาตรา ๕๓๑ อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(๑) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาชญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาชญา หรือ
(๒) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
(๓) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
มาตรา ๕๓๒ ทายาทของผู้ให้อาจเรียกให้ถอนคืนการให้ได้แต่เฉพาะในเหตุที่ผู้รับได้ฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้กีดกันผู้ให้ไว้มิให้ถอนคืนการให้
แต่ว่าผู้ให้ได้ฟ้องคดีไว้แล้วอย่างใดโดยชอบ ทายาทของผู้ให้จะว่าคดีอันนั้นต่อไปก็ได้
มาตรา ๕๓๓ เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น
มาตรา ๕๓๔ เมื่อถอนคืนการให้ ท่านให้ส่งคืนทรัพย์สินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยลาภมิควรได้
มาตรา ๕๓๕ การให้อันจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ คือ
(๑) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
(๒) ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
(๓) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
(๔) ให้ในการสมรส
มาตรา ๕๓๖ การให้อันจะให้เป็นผลต่อเมื่อผู้ให้ตายนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทกฎหมายว่าด้วยมรดกและพินัยกรรม
# ส่วนตรงนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเรา เราว่า - การเพิ่งจะทำธุรกิจอะไรโดยที่ยังไม่รู้ผลกำไรขาดทุน การที่คุณออกตัวว่าต้องการส่วนแบ่งไม่ว่าจะมากหรือน้อยเท่าไหร่อาจจะทำให้ผู้หญิงคิดอย่างที่เค้าคิดก็ได้ แต่ถ้าเป็นเราก็คงจะปฏิเสธการรับเงินนี้ตั้งแต่ต้น หรือหากรับมาแล้วเราจะเป็นคนเสนอการแบ่งผลกำไรให้คนของเราด้วยซ้ำ คงไม่รอให้ถูกทวงถาม
# แต่คนเราถูกเลี้ยงดูมาต่างกันมองอะไรหลายสิ่งอย่างต่างแง่มุมกัน มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งมุมที่คุณไม่เคยเห็นในตัวของคนที่คุณกำลังจะแต่งงานด้วย ก็คงต้องพูดคุยกันให้เข้าใจและหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสองฝ่าย แต่อย่ามาหาเลยว่าใครผิดหรือถูก เพราะนี่เป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ชีวิตคู่แน่นอน ถ้าทุกครั้งที่เกิดปัญหาจะต้องมีคนผิดหรือถูก
• § • ขอให้แก้ปัญหาและหาทางออกไปได้ด้วยดีค่ะ - ลองคุยกันด้วยเหตุผลแล้วเอาผลประโยชน์และอารมณ์วางไว้ข้างข้างก่อน โชคดีจ้า * ขอมาแก้ตัวสะกดหน่อยจ้ะ *
# คิดเห็นว่าต้องแยกออกเป็นแบบนี้นะ -
1 • การนำเงินสินสอดให้ฝ่ายผู้หญิงไปก่อน หากไม่ใช่ความคิดของคุณที่จะทำร้าน สำหรับเราคิดว่าเงินจำนวนนั้นควรเป็นของฝ่ายหญิงหรือครอบครัวฝ่ายหญิงหากว่าคุณตัดสินใจเก็บไว้เพื่อเป็นค่าสินสอด แต่พอคุณเอามันไปลงทุน คุณจะมาคิดว่านั่นเป็นเงินของคุณทั้งหมดไม่ได้ เพราะมันเป็นเงินสินสอดมาตั้งแต่ต้นใช่มั้ย? มันเป็นเงินที่คุณ วางแผนที่จะให้เขาและครอบครัวเขาอยู่แล้ว - ครอบครัวฝ่ายหญิงเค้าจะคืนให้หรือตัวฝ่ายหญิงเค้าจะเก็บไว้เองมันก็ยังเป็นสิทธิ์ของเค้า ถูกมั้ย? นอกจากว่าคุณบอกว่าเอาเงินสินสมรสนี้ให้ยืมเพื่อไปลงทุนและต้องการเงินทั้งหมดคืนมาหลังจากที่เขาได้กำไรแล้วหรือให้ผ่อนคืนกับคุณมันก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่จะไปบอกว่าเงินนั้นเมื่อเอาไปลงทุนแล้วคุณจะต้องมีส่วนแบ่งจากผลกำไรเค้าก็คงจะรู้สึกว่าคุณเห็นแก่ตัวอันนั้นก็เข้าใจได้นะ
2 • หลังจากแต่งงานจดทะเบียนกันรายได้ที่เกิดหลังจากวันที่ลงนามในทะเบียนสมรสถือว่าคุณสองคนเป็นคน-คนเดียวกัน ควรจะรอให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นมาก่อนแล้วจึงคุยกันว่าจะจัดสรรปันส่วนแบ่งเงินในแต่ละเดือนไว้ทำอะไรตรงไหนยังไง มันไม่ใช่เงินของฉันและของเธออีกต่อไป เพราะคุณได้กลายเป็นคนคนเดียวกันแล้วมีสุขมีทุกข์มีกินหรือมีหนี้ ก็ต้องเป็นไปด้วยกัน
3 • ย้อนกลับไปเกี่ยวข้องกับข้อแรก - หากไม่มีการเจรจาตกลงกันให้เป็นเรื่องราวและไม่มีการจดทะเบียนสมรสหรือแต่งงานเงินที่คุณให้เค้าไปลงทุนโดยไม่มีการทำสัญญาหรือตกลงกันมีเพียงสัญญาใจก็ยังจะถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หา ( เดี๋ยวเราจะใส่ไว้ให้ในสปอยล์เพราะการให้ลักษณะนี้ก็ยังแบ่งออกไปอีกสามแบบ มันจะยาวฉะนั้นควรจะอยู่ในสปอยล์และคุณต้องไปอ่านและคิดดีดี ) 👇🏼
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
มาตรา ๕๒๑ อันว่าให้นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น
มาตรา ๕๒๒ การให้นั้นจะทำด้วยปลดหนี้ให้แก่ผู้รับ หรือด้วยชำระหนี้ซึ่งผู้รับค้างชำระอยู่ก็ได้
มาตรา ๕๒๓ การให้นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้
มาตรา ๕๒๔ การให้สิทธิอันมีหนังสือตราสารเป็นสำคัญนั้น ถ้ามิได้ส่งมอบตราสารให้แก่ผู้รับ และมิได้มีหนังสือบอกกล่าวแก่ลูกหนี้แห่งสิทธินั้น ท่านว่าการให้ย่อมไม่สมบูรณ์
มาตรา ๕๒๕ การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้ การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์โดยมิพักต้องส่งมอบ
มาตรา ๕๒๖ ถ้าการให้ทรัพย์สินหรือให้คำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว และผู้ให้ไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้รับไซร้ ท่านว่าผู้รับชอบที่จะเรียกให้ส่งมอบตัวทรัพย์สินหรือราคาแทนทรัพย์สินนั้นได้ แต่ไม่ชอบที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนอย่างหนึ่งอย่างใดด้วยอีกได้
มาตรา ๕๒๗ ถ้าผู้ให้ผูกตนไว้ว่าจะชำระหนี้เป็นคราว ๆ ท่านว่าหนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปเมื่อผู้ให้หรือผู้รับตาย เว้นแต่จะขัดกับเจตนาอันปรากฏแต่มูลหนี้
มาตรา ๕๒๘ ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้นั้นมีค่าภาระติดพัน และผู้รับละเลยเสียไม่ชำระค่าภาระติดพันนั้นไซร้ ท่านว่าโดยเงื่อนไขอันระบุไว้ในกรณีสิทธิเลิกสัญญาต่างตอบแทนกันนั้น ผู้ให้จะเรียกให้ส่งทรัพย์สินที่ให้นั้นคืนตามบทบัญญัติว่าด้วยคืนลาภมิควรได้นั้นก็ได้ เพียงเท่าที่ควรจะเอาทรัพย์นั้นไปใช้ชำระค่าภาระติดพันนั้น
แต่สิทธิเรียกคืนอันนี้ย่อมเป็นอันขาดไป ถ้าบุคคลภายนอกเป็นผู้มีสิทธิจะเรียกให้ชำระค่าภาระติดพันนั้น
มาตรา ๕๒๙ ถ้าทรัพย์สินที่ให้มีราคาไม่พอกับการที่จะชำระค่าภาระติดพันไซร้ ท่านว่าผู้รับจะต้องชำระแต่เพียงเท่าราคาทรัพย์สินเท่านั้น
มาตรา ๕๓๐ ถ้าการให้นั้นมีค่าภาระติดพัน ท่านว่าผู้ให้จะต้องรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องหรือเพื่อการรอนสิทธิเช่นเดียวกันกับผู้ขาย แต่ท่านจำกัดไว้ว่าไม่เกินจำนวนค่าภาระติดพัน
มาตรา ๕๓๑ อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้
(๑) ถ้าผู้รับได้ประทุษร้ายต่อผู้ให้เป็นความผิดฐานอาชญาอย่างร้ายแรงตามประมวลกฎหมายลักษณะอาชญา หรือ
(๒) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง หรือ
(๓) ถ้าผู้รับได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ให้ ในเวลาที่ผู้ให้ยากไร้และผู้รับยังสามารถจะให้ได้
มาตรา ๕๓๒ ทายาทของผู้ให้อาจเรียกให้ถอนคืนการให้ได้แต่เฉพาะในเหตุที่ผู้รับได้ฆ่าผู้ให้ตายโดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือได้กีดกันผู้ให้ไว้มิให้ถอนคืนการให้
แต่ว่าผู้ให้ได้ฟ้องคดีไว้แล้วอย่างใดโดยชอบ ทายาทของผู้ให้จะว่าคดีอันนั้นต่อไปก็ได้
มาตรา ๕๓๓ เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
อนึ่ง ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลาสิบปีภายหลังเหตุการณ์เช่นว่านั้น
มาตรา ๕๓๔ เมื่อถอนคืนการให้ ท่านให้ส่งคืนทรัพย์สินตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วยลาภมิควรได้
มาตรา ๕๓๕ การให้อันจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านว่าจะถอนคืนเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ คือ
(๑) ให้เป็นบำเหน็จสินจ้างโดยแท้
(๒) ให้สิ่งที่มีค่าภาระติดพัน
(๓) ให้โดยหน้าที่ธรรมจรรยา
(๔) ให้ในการสมรส
มาตรา ๕๓๖ การให้อันจะให้เป็นผลต่อเมื่อผู้ให้ตายนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทกฎหมายว่าด้วยมรดกและพินัยกรรม
# ส่วนตรงนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของเรา เราว่า - การเพิ่งจะทำธุรกิจอะไรโดยที่ยังไม่รู้ผลกำไรขาดทุน การที่คุณออกตัวว่าต้องการส่วนแบ่งไม่ว่าจะมากหรือน้อยเท่าไหร่อาจจะทำให้ผู้หญิงคิดอย่างที่เค้าคิดก็ได้ แต่ถ้าเป็นเราก็คงจะปฏิเสธการรับเงินนี้ตั้งแต่ต้น หรือหากรับมาแล้วเราจะเป็นคนเสนอการแบ่งผลกำไรให้คนของเราด้วยซ้ำ คงไม่รอให้ถูกทวงถาม
# แต่คนเราถูกเลี้ยงดูมาต่างกันมองอะไรหลายสิ่งอย่างต่างแง่มุมกัน มันอาจจะเป็นอีกหนึ่งมุมที่คุณไม่เคยเห็นในตัวของคนที่คุณกำลังจะแต่งงานด้วย ก็คงต้องพูดคุยกันให้เข้าใจและหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสองฝ่าย แต่อย่ามาหาเลยว่าใครผิดหรือถูก เพราะนี่เป็นสิ่งที่ทำลายความสัมพันธ์ชีวิตคู่แน่นอน ถ้าทุกครั้งที่เกิดปัญหาจะต้องมีคนผิดหรือถูก
• § • ขอให้แก้ปัญหาและหาทางออกไปได้ด้วยดีค่ะ - ลองคุยกันด้วยเหตุผลแล้วเอาผลประโยชน์และอารมณ์วางไว้ข้างข้างก่อน โชคดีจ้า * ขอมาแก้ตัวสะกดหน่อยจ้ะ *
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
อยากทราบความเห็นหน่อยครับว่าที่ผมทำถูกหรือผิด
ในความเห็นของคนอื่นคิดยังไงบ้างครับ