ภาพเดิมๆเริ่มกลับมา! รปภ.ติดโควิดนอนข้างถนนรอรักษา หวั่นแพร่เชื้อลูก-เมีย
https://www.dailynews.co.th/news/784335/
เพจ "เส้นด้าย" แชร์ภาพสุดสะเทือนใจ หลัง รปภ.ติด "โควิด" ต้องเก็บเสื้อผ้าออกมานอนรอการรักษานอกบ้าน หวั่นแพร่เชื้อ เพราะเมียและลูกเพื่อนบ้านอีกหลายชีวิตต้องใช้ห้องน้ำรวมกัน
จากสถานการณ์การระบาดของ “โควิด” โอมิครอนในประเทศไทยที่เริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เพจ เส้นด้าย – Zendai ได้แชร์ข้อมูลของผู้ป่วยรายหนึ่งที่ติดเชื้อโควิดแต่ต้องออกมานอนรอรับการรักษานอกที่อยู่อาศัย โดยระบุ
ว่า
ในวันที่ฮอสพิเทลหลายที่เริ่มปิดรับคนไข้ โรงพยาบาลหลายแห่งเตียงเริ่มเต็ม คนไข้หลายคนยังรอคอยยาอยู่ที่บ้าน….
ภาพเดิมๆเริ่มกลับมา วันนี้ที่เราเจอ รปภ.ท่านหนึ่งต้องมานอนบริเวณหน้าธนาคารเพราะที่ห้องเช่ามีเมียและลูกเพื่อนบ้านอีกหลายชีวิตต้องใช้ห้องน้ำรวม หลังจากพยายามติดต่อเข้ารับการรักษารพประกันสังคมและเบอร์ต่างๆ ไม่สำเร็จเนื่องจากติดวันหยุด จึงตัดสินใจเก็บข้าวของเสื้อผ้ามานอนรอการรักษา
เบื้องต้นอาสาเส้นด้ายนำส่ง ศูนย์พักคอยเราต้องรอด คันนายาวเรียบร้อยแล้ว
https://www.facebook.com/zendai.org/posts/278906901024997
เตือนระวังเทขาย "เงินบาท" ทำกำไร "กรุงศรี" จับตาวิกฤตยูเครน
https://www.prachachat.net/finance/news-869737
“กรุงศรี” จับตาวิกฤตยูเครน คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.85-32.35 บาท เตือนระวังเทขาย “บาท” ทำกำไรจากทิศทางเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง-รวดเร็ว
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (21-25 ก.พ.) ว่าเงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.85-32.35 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 32.18 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.09-32.70 บาท/ดอลลาร์
โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลเข้าและราคาทองคำที่พุ่งขึ้น เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร แต่อ่อนค่าเทียบกับเยนและฟรังก์สวิสในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลาดพันธบัตรสหรัฐปรับตัวอย่างผันผวนหลังรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 25-26 มกราคม ระบุว่าเจ้าหน้าที่เฟดเห็นตรงกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อขณะที่การจ้างงานแข็งแกร่ง แต่การตัดสินใจด้านนโยบายจะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจในการประชุมแต่ละครั้งไป โดยเฟดไม่ได้มีความเห็นแบบแข็งกร้าวมากเท่าที่ตลาดเคยกังวลไว้
นอกจากนี้ ตลาดขานรับความหวังที่ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนจะคลายตัวลงช่วงต้นสัปดาห์ แต่แนวโน้มความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งและหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลัง ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐกล่าวว่ามีสัญญาณว่ารัสเซียกำลังวางแผนใกล้จะบุกยูเครน ทางด้านรัสเซียอ้างว่าผู้นำสหรัฐกระตุ้นความขัดแย้ง และรัสเซียระบุว่ารัฐบาลสหรัฐเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซีย
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย 11,087 ล้านบาท และ 7,327 ล้านบาท ตามลำดับ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า นักลงทุนจะติดตามความเสี่ยงด้านรัฐภูมิศาสตร์จากประเด็นยูเครนและข้อขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดหุ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร โดยกระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินในระยะสั้น
นอกจากนี้ นักลงทุนจะให้ความสนใจกับข้อมูลการใช้จ่ายบริโภคส่วนบุคคลเดือนมกราคมของสหรัฐ ขณะที่สัญญาดอกเบี้ยล่วงหน้าบ่งชี้ว่ามีโอกาสสูงกว่า 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bp ในการประชุมวันที่ 15-16 มีนาคม
สำหรับปัจจัยในประเทศ จีดีพีไตรมาส 4/64 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยทั้งปี 2564 เติบโต 1.6% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายของปีเศรษฐกิจได้แรงหนุนจากภาคส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการบริโภคภาคเอกชน สภาพัฒน์คงประมาณการว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวในช่วง 3.5-4.5%
อนึ่ง กรุงศรีมองว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อค่าเงินบาทอย่างชัดเจนมากขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้เงินบาทอาจเผชิญแรงขายทำกำไรหลังจากแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
“เครือข่ายผู้บริโภค” ร้อง ก้าวไกล-เพื่อไทย บี้ครม.ถอนวาระต่อสัญญารฟฟ.สายสีเขียว
https://www.matichon.co.th/politics/news_3194342
“เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค” ร้อง “ก้าวไกล-เพื่อไทย” เสนอครม.ถอนวาระพิจารณาต่อสัญญาสัมปทานรฟฟ.สายสีเขียว จี้ เร่งจัดลต.ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ตัดสินใจ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ได้เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยมีนาย
ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค นาย
สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค ก.ก. เป็นตัวแทนรับหนังสือ
โดยตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า วันนี้ตนมายื่นหนังสือเพื่อขอให้พรรคการเมืองช่วยเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ถอนวาระการพิจารณาการต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไป เพราะจะทำให้กระทบกับคนกทม. รวมทั้งอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา อีกทั้งในส่วนค่าโดยสารราคา 65 บาท เรารับไม่ไหว และจากการคำนวณพบว่าค่าโดยสารราคา 25 บาท สามารถเป็นไปได้ จึงขอให้พรรคการเมืองช่วยสนับสนุนการดึงวาระดังกล่าวออกจากการพิจารณาของ ครม.ด้วย
ด้านนาย
ชัยธวัช กล่าวว่า พรรค ก.ก.มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานดังกล่าว จึงขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับภาคประชาชน เรียกร้องให้ ครม. ถอนวาระนี้ออกจากการพิจารณา และควรเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยเร็ว เพราะเรื่องนี้ควรพิจารณาจากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ และครม.ใหม่ เพราะรัฐบาลชุดนี้ใกล้หมดวาระแล้ว และไม่อยากให้รัฐบาลแอบทำสัญญาสัมปทานแบบนี้ซ้ำสองอีก
“
พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย เราจะพยายามกดดันเรียกร้องรัฐบาลทุกวิถีทาง เพราะถือว่าการทำสัญญาดังกล่าวจะเป็นการมัดมือชกประชาชนจ่ายค่าโดยสารแพงถึง 65 บาท ไปอีก 30 ปี และสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ที่จะทบทวนสัญญาสัมปทาน และการพิจารณาดังกล่าวจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ จึงไม่อยากเห็นการประชุมครม.วันพรุ่งนี้ (22 กุมภาพันธ์) มีการพิจารณาวาระดังกล่าว” นาย
ชัยธวัช กล่าว
ด้านนาย
สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของกมธ.คมนาคม ไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานที่ไม่ชอบธรรม ที่ผ่านมามีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมถึงการจัดสัมมนา โดยเชิญฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงเชิญทุกพรรคการเมือง แต่ไม่มีใครคนใดกล้ายืดอกพูดกับประชาชนว่าเห็นด้วย และสนับสนุนการขยายสัญญาสัมปทานนี้ ชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องที่น่าเกลียดที่สุดในนาทีนี้ ประชาชนต้องเห็นความสำคัญและช่วยกันเรียกร้องหยุดสายสีเขียว
ขณะที่นาย
วิโรจน์ กล่าวว่า ไม่มีตัวแทนภาครัฐคนใด กล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าสนับสนุน และเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นความพยายามรวบรัดและหักคอ โดยไม่เคารพคนกทม. หากปล่อยให้ต่อสัญญาออกไปก็จะยาวนานถึงปี พ.ศ.2602 เท่ากับยาวนานหนึ่งชั่วอายุคนที่เราจะต้องอยู่กับสัญญารถไฟฟ้านี้ นี่คือความพยายามที่จะทำก่อนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตนยืนยันว่ารัฐบาลไม่ควรต่ออายุสัมปทาน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และไม่ควรเอาเหตุนี้ดึงเวลาจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ออกไปแบบไม่มีกำหนด เพราะคนกทม.ต้องการผู้ว่าฯ ที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ให้คนกทม. เขาต้องการผู้ว่าฯ ที่ให้เขาจ่ายค่ารถไหว มีการสัญจรไปมาภายใต้ค่าโดยสารที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดโอกาสทางด้านเศรษฐกิจจากการสัญจรในกทม. แต่การต่อสัญญาครั้งนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์คือบริษัทเดินรถไฟฟ้าอย่างเดียว
นาย
วิโรจน์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญที่สุดคือรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีผู้โดยสารใช้เยอะที่สุด และเป็นบันไดขั้นแรกของใยแมงมุม และยังเห็นได้ว่าผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบันไม่ยอมออกมาเปิดเผยรายละเอียดการต่อสัญญาสัมปทานดังกล่าว เป็นการมุบมิบ ดังนั้นตนและพรรคก้าวไกลจะทำทุกวิถีทาง ปกป้องผลประโยชน์ของคนกทม.ให้ดีที่สุด และทุกสาย ทุกเส้น ทุกสี ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องเข้าไปมีส่วนเจรจา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าโดยสารทั้งหมด เพื่อไม่ให้ผีถึงป่าช้า จนคนกทม.ต้องยอมรับสภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นในช่วงเวลา 13.00 น. กลุ่มเครือข่ายฯ ดังกล่าวยังได้ยื่นหนังสือในเรื่องเดียวกันนี้กับนพ.
ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ด้วย
JJNY : ภาพเดิมๆเริ่มกลับมา!│เตือนระวังเทขาย“เงินบาท”│ร้องกก.-พท.บี้ถอนวาระต่อสัญญาสายสีเขียว│“ชลน่าน”รอสรุปยื่นเอาผิดรบ.
https://www.dailynews.co.th/news/784335/
เพจ "เส้นด้าย" แชร์ภาพสุดสะเทือนใจ หลัง รปภ.ติด "โควิด" ต้องเก็บเสื้อผ้าออกมานอนรอการรักษานอกบ้าน หวั่นแพร่เชื้อ เพราะเมียและลูกเพื่อนบ้านอีกหลายชีวิตต้องใช้ห้องน้ำรวมกัน
จากสถานการณ์การระบาดของ “โควิด” โอมิครอนในประเทศไทยที่เริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เพจ เส้นด้าย – Zendai ได้แชร์ข้อมูลของผู้ป่วยรายหนึ่งที่ติดเชื้อโควิดแต่ต้องออกมานอนรอรับการรักษานอกที่อยู่อาศัย โดยระบุ
ว่า
ในวันที่ฮอสพิเทลหลายที่เริ่มปิดรับคนไข้ โรงพยาบาลหลายแห่งเตียงเริ่มเต็ม คนไข้หลายคนยังรอคอยยาอยู่ที่บ้าน….
ภาพเดิมๆเริ่มกลับมา วันนี้ที่เราเจอ รปภ.ท่านหนึ่งต้องมานอนบริเวณหน้าธนาคารเพราะที่ห้องเช่ามีเมียและลูกเพื่อนบ้านอีกหลายชีวิตต้องใช้ห้องน้ำรวม หลังจากพยายามติดต่อเข้ารับการรักษารพประกันสังคมและเบอร์ต่างๆ ไม่สำเร็จเนื่องจากติดวันหยุด จึงตัดสินใจเก็บข้าวของเสื้อผ้ามานอนรอการรักษา
เบื้องต้นอาสาเส้นด้ายนำส่ง ศูนย์พักคอยเราต้องรอด คันนายาวเรียบร้อยแล้ว
https://www.facebook.com/zendai.org/posts/278906901024997
เตือนระวังเทขาย "เงินบาท" ทำกำไร "กรุงศรี" จับตาวิกฤตยูเครน
https://www.prachachat.net/finance/news-869737
“กรุงศรี” จับตาวิกฤตยูเครน คาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 31.85-32.35 บาท เตือนระวังเทขาย “บาท” ทำกำไรจากทิศทางเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง-รวดเร็ว
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (21-25 ก.พ.) ว่าเงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.85-32.35 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 32.18 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.09-32.70 บาท/ดอลลาร์
โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 8 เดือน ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลเข้าและราคาทองคำที่พุ่งขึ้น เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินยูโร แต่อ่อนค่าเทียบกับเยนและฟรังก์สวิสในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลาดพันธบัตรสหรัฐปรับตัวอย่างผันผวนหลังรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 25-26 มกราคม ระบุว่าเจ้าหน้าที่เฟดเห็นตรงกันเกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อขณะที่การจ้างงานแข็งแกร่ง แต่การตัดสินใจด้านนโยบายจะขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจในการประชุมแต่ละครั้งไป โดยเฟดไม่ได้มีความเห็นแบบแข็งกร้าวมากเท่าที่ตลาดเคยกังวลไว้
นอกจากนี้ ตลาดขานรับความหวังที่ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนจะคลายตัวลงช่วงต้นสัปดาห์ แต่แนวโน้มความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งและหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลัง ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐกล่าวว่ามีสัญญาณว่ารัสเซียกำลังวางแผนใกล้จะบุกยูเครน ทางด้านรัสเซียอ้างว่าผู้นำสหรัฐกระตุ้นความขัดแย้ง และรัสเซียระบุว่ารัฐบาลสหรัฐเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงของรัสเซีย
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย 11,087 ล้านบาท และ 7,327 ล้านบาท ตามลำดับ
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า นักลงทุนจะติดตามความเสี่ยงด้านรัฐภูมิศาสตร์จากประเด็นยูเครนและข้อขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกซึ่งจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดหุ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร โดยกระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินในระยะสั้น
นอกจากนี้ นักลงทุนจะให้ความสนใจกับข้อมูลการใช้จ่ายบริโภคส่วนบุคคลเดือนมกราคมของสหรัฐ ขณะที่สัญญาดอกเบี้ยล่วงหน้าบ่งชี้ว่ามีโอกาสสูงกว่า 80% ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bp ในการประชุมวันที่ 15-16 มีนาคม
สำหรับปัจจัยในประเทศ จีดีพีไตรมาส 4/64 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยทั้งปี 2564 เติบโต 1.6% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายของปีเศรษฐกิจได้แรงหนุนจากภาคส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึงการบริโภคภาคเอกชน สภาพัฒน์คงประมาณการว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวในช่วง 3.5-4.5%
อนึ่ง กรุงศรีมองว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อค่าเงินบาทอย่างชัดเจนมากขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้เงินบาทอาจเผชิญแรงขายทำกำไรหลังจากแข็งค่าอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
“เครือข่ายผู้บริโภค” ร้อง ก้าวไกล-เพื่อไทย บี้ครม.ถอนวาระต่อสัญญารฟฟ.สายสีเขียว
https://www.matichon.co.th/politics/news_3194342
“เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค” ร้อง “ก้าวไกล-เพื่อไทย” เสนอครม.ถอนวาระพิจารณาต่อสัญญาสัมปทานรฟฟ.สายสีเขียว จี้ เร่งจัดลต.ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ตัดสินใจ
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ได้เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยมีนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรค ก.ก. เป็นตัวแทนรับหนังสือ
โดยตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า วันนี้ตนมายื่นหนังสือเพื่อขอให้พรรคการเมืองช่วยเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ถอนวาระการพิจารณาการต่อสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวออกไป เพราะจะทำให้กระทบกับคนกทม. รวมทั้งอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณา อีกทั้งในส่วนค่าโดยสารราคา 65 บาท เรารับไม่ไหว และจากการคำนวณพบว่าค่าโดยสารราคา 25 บาท สามารถเป็นไปได้ จึงขอให้พรรคการเมืองช่วยสนับสนุนการดึงวาระดังกล่าวออกจากการพิจารณาของ ครม.ด้วย
ด้านนายชัยธวัช กล่าวว่า พรรค ก.ก.มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานดังกล่าว จึงขอเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับภาคประชาชน เรียกร้องให้ ครม. ถอนวาระนี้ออกจากการพิจารณา และควรเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.โดยเร็ว เพราะเรื่องนี้ควรพิจารณาจากผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ และครม.ใหม่ เพราะรัฐบาลชุดนี้ใกล้หมดวาระแล้ว และไม่อยากให้รัฐบาลแอบทำสัญญาสัมปทานแบบนี้ซ้ำสองอีก
“พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย เราจะพยายามกดดันเรียกร้องรัฐบาลทุกวิถีทาง เพราะถือว่าการทำสัญญาดังกล่าวจะเป็นการมัดมือชกประชาชนจ่ายค่าโดยสารแพงถึง 65 บาท ไปอีก 30 ปี และสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ที่จะทบทวนสัญญาสัมปทาน และการพิจารณาดังกล่าวจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ จึงไม่อยากเห็นการประชุมครม.วันพรุ่งนี้ (22 กุมภาพันธ์) มีการพิจารณาวาระดังกล่าว” นายชัยธวัช กล่าว
ด้านนายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของกมธ.คมนาคม ไม่เห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทานที่ไม่ชอบธรรม ที่ผ่านมามีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมถึงการจัดสัมมนา โดยเชิญฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงเชิญทุกพรรคการเมือง แต่ไม่มีใครคนใดกล้ายืดอกพูดกับประชาชนว่าเห็นด้วย และสนับสนุนการขยายสัญญาสัมปทานนี้ ชัดเจนแล้วว่าเป็นเรื่องที่น่าเกลียดที่สุดในนาทีนี้ ประชาชนต้องเห็นความสำคัญและช่วยกันเรียกร้องหยุดสายสีเขียว
ขณะที่นายวิโรจน์ กล่าวว่า ไม่มีตัวแทนภาครัฐคนใด กล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่าสนับสนุน และเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นความพยายามรวบรัดและหักคอ โดยไม่เคารพคนกทม. หากปล่อยให้ต่อสัญญาออกไปก็จะยาวนานถึงปี พ.ศ.2602 เท่ากับยาวนานหนึ่งชั่วอายุคนที่เราจะต้องอยู่กับสัญญารถไฟฟ้านี้ นี่คือความพยายามที่จะทำก่อนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ตนยืนยันว่ารัฐบาลไม่ควรต่ออายุสัมปทาน ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และไม่ควรเอาเหตุนี้ดึงเวลาจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ออกไปแบบไม่มีกำหนด เพราะคนกทม.ต้องการผู้ว่าฯ ที่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ให้คนกทม. เขาต้องการผู้ว่าฯ ที่ให้เขาจ่ายค่ารถไหว มีการสัญจรไปมาภายใต้ค่าโดยสารที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดโอกาสทางด้านเศรษฐกิจจากการสัญจรในกทม. แต่การต่อสัญญาครั้งนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์คือบริษัทเดินรถไฟฟ้าอย่างเดียว
นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญที่สุดคือรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีผู้โดยสารใช้เยอะที่สุด และเป็นบันไดขั้นแรกของใยแมงมุม และยังเห็นได้ว่าผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบันไม่ยอมออกมาเปิดเผยรายละเอียดการต่อสัญญาสัมปทานดังกล่าว เป็นการมุบมิบ ดังนั้นตนและพรรคก้าวไกลจะทำทุกวิถีทาง ปกป้องผลประโยชน์ของคนกทม.ให้ดีที่สุด และทุกสาย ทุกเส้น ทุกสี ผู้ว่าฯ กทม.จะต้องเข้าไปมีส่วนเจรจา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าโดยสารทั้งหมด เพื่อไม่ให้ผีถึงป่าช้า จนคนกทม.ต้องยอมรับสภาพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นในช่วงเวลา 13.00 น. กลุ่มเครือข่ายฯ ดังกล่าวยังได้ยื่นหนังสือในเรื่องเดียวกันนี้กับนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ด้วย