ปัญหา พ่อ แม่ ลูก

สวัสดีค่ะ เราอยากถาม เพื่อนๆ ว่า คิดเห็นอย่างไร และ เราควร ทำตัวอย่างไร ทกข์ใจกับเรื่องครอบครัวมาตลอดชีวิต

ก่อนอื่น ขอย้อนไป ในอดีต เมื่อ สามสิบปีก่อน ครอบครัวเรา มี พี่น้อง สามคน เป็นหญิงหมด เราทุกคน ถูก ย่า และ ยาย เลี้ยงมา ตังแต่จำความได้ หรือตั้งแต่เกิดก็ว่าได้ พ่อแม่ เป็น พนักงานโรงงานในกรุงเทพ นานครั้ง หรือตามเทศกาล เราก็จะเจอ พ่อกับแม่ สองสามวัน ต่อเดือน หรือ ปีนึงก็ สองสามครั้งพ่อแม่จะกลับมา ตามเทศกาล พวกเรา อยู่กับยายเราก็จะต้องช่วยยายทำงาน ในสวนในนา ไม่ได้มีเวลาไปเล่นเหมือน เด็กคนอื่นในหมู่บ้าน สำหรับเรา ความสำพันธ์ กับ ยาย ตา ก็ไม่ค่อยมี เพราะ ตายายเลี้ยงพวกเรา เพื่อช่วยในการทำงาน ในสวนในนา กินข้าวก็ กระเบียดกระเสียน บางครั้งต้องกินหลังจากผู้ใหญ่กินแล้ว ยายเป็นคนที่ขึ้เหนียว ชอบซุกของกิน ถ้ามีอะไรอร่อยๆ ยายจะซุกไว้ไม่ไห้พวกเราเห็นหรือกิน ความเป็นเด็ก เราก็จะค้นหาขนมหรือ เงิน ห้าบาทสิบบาท เพื่อเอาไปซื้อขนมกิน เพราะเวาลาขอเงิน ก็จะโดนยายด่า ว่า พ่อแม่ไม่ส่งเงินมาเลย หรือ ของเก่ายังไม่ใช้เลยที่แม่ยืมไป ตายายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน ตาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ในระแวกนั้น บ้านเราเป็นบ้านแรกในหมู่บ้านที่มีทีวี นั้นก็หมายความว่า บ้านยายไม่ได้ ยากจนอะไรขนาดนั้น ชีวิตในวัยเด็ก เราทำงาน ขนฟีน ถากหญ้า รถน้ำต้นไม้ ปลูกต้นไม่ ที่นาที่ยายมี ก็ สิบยี่สิบไร่ สวนอีก สิบไร่ งานสวน ก็จะเป็นพวกเราที่ต้องทำเพื่อ แบ่งเบาภาระยายม

ความสำผันกับพ่อแม่ไม่เคย ดีเลย เวลาพ่อแม่มา ก็จะใช้เวลา เข้าสวน ทำนา พวกเราไม่เคยได้ใช้ชีวิต เหมือน ครอบครัวคนอื่น ที่พ่อแม่จะ กินข้าวพร้อมหน้า หรือไปไหนมาไหนด้วยกัน ไปเที่ยวกัน เลย

พอเรา เรียน ป2  พอก็ไปทำงานที่ซาอุ ก็คิดว่า พ่อคงจะ มีเงินส่งเสีย ให้ เรา ได้ มีเงินใช้ไม่ลำบากกระเบียดกระเสียน ขอยาย ที ก็โดนด่าที ร่ายยาวไปว่า พ่อแม่มีงยังไม่จ่ายของเก่ากูเลย หรือ เงินหมดแล้วประมาณ นั้น ทำให้เรา กลัวการขอเงินยายมาก เลยมีนิสัย ชอบขโมยเงินยาย เล็กๆ น้อยๅ ชื้อไก่ปิ้งบ้าง ชื่อ ไอ้ติมบ้าง มาม่าบ้าง ตอนนั้ เราก็ไม่รู้หรอกว่า พ่อแม่ ทำงาน เอาเงินที่ได้ไปทำอะไรหมด แม่ทำงานโรงงาน กะดึกบ้าง แถมยังรับจ้าง ซักผ้า รีดผ้าในโรงงาน แม่เป็นคนขยันมาก แต่พ่อจะเป็น คนเล่นการพนัน ไปอยู่ซาอุ 5-6 ปี พ่อกลับมา ไม่มีเงิน กลับมา มีแต่ซื่อผ้า หนังแกะ กลับมา จากนั้น พ่อก็ให้แม่เอาเงิน ออกรถแท็กซี พวกเราก็ได้เงิน เหร๊ยญ ที่พ่อมีรายได้จากการขับแท็กซี

พอเราอายุ สิบกว่า พี่เราก็ได้ไปเรียนที่กรุงเทพ ตอนนั้น แม่ส่ง พี่เรียนโรงเรียนอินเตอร์ แถว ลาดพร้าว ในช่วงเวลานั้นเป็นโรงเรียนที่ดังมาก ค่าเทอม
แพงมากเวลาแม่ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมก็จะไปหาน้าชายที่มีฐานะทางการเงินที่ดีกว่า เราจีงได้ยินเรื่องนี้เป็นประจำว่าต้องหาเงินจ่ายค่าเทอมให้พี่สาว สำหรับเราเรียนโรงเรียนวัดข้างบ้านและ ในตัวจังหวัด ก็ยังคิดว่าเราอยากไปเรียนในกรุงเทพบ้าง เพราะเวลาอยู่กับยายต้องทำงานหนัก ในสวน บ้างครั้งต้องขนฝืนไเผาถ่าน ไม่อยากอยู่กับยายอีกแล้ว มันไม่มีความสุขเลย อีกอย่างเพราะเวลาเราต้องจ่ายค่าเทอม เราจะบอกยายก่อน ถึงเวลาที่ ต้องจ่าย เราจะได้ไม่โดนด่าหนัก ค่าเทอมตอนนั้น  ประมาณ  700 บาท ครั้งนึง ยายบอกไม่มีเงินให้เรา เราเลยต้องไปยืม เงิน ยายข้างบ้าน ยายบอกให้ลูกแกไปแล้ว เพราะลูกแกเรียนที่เดี่ยวกับเรา แกเลยไปคุยกับยายให้ เราเลยได้เงิน ไปจ่ายค่าเทอมม ชีวิตเรา ข้อนข้างอาภัพ น่ะสำหรับ ในความคิดที่ว่า พ่อแม่ ยาย ตา น้าอา พวกเค้าไม่เคยให้ความรักความเมตตาเรา เลย เราเหมือนตัวคนเดี่ยว เพราะน้องสาวเราคนเล็ก จะสนิทกับยายมากยายจะรักและดูแล น้องคนนี้ อย่างดี เวลาน้องไปโรงเรียน ยายจะไปรับไปส่ง แต่กับเรา ยายจะไม่เคยสนใจ เวลาฝนตก เราก็เดินตากฝน กลับบ้าน บ้างครั้งน้าชาย ขับรถจักยานยนต์ ผ่าน เค้าก็ไม่แวะ รับเราน่ะ คุณคิดว่า เค้าใจดำมั้ย ทั้งที่ เค้าขับกลับบ้าน เนื้อตัวเราเปียกบอนไปหมด

เวลาน้องขอเงิน ยายจะไม่บ่นไม่ว่า เราเลย ต้องให้น้องช่วยเวลาไม่มีเงินไปโรงเรียนจะให้น้องพูดบอกยายให้ เราจะได้ไม่โดนด่า ทำให้คิดเสมอว่า อยากออกไปจากที่นี้ อยากเรียนหนังสือให้เก่ง มีงานทำ มีเงินของตัวเองไม่ต้องพึงใคร 

เวลาผ่านไปเราเรียนได้โคต้าไปเรียนในกรุงเทพ ไม่นานก็เรียนจบ ปตรี แต่ชีวิตไม่สบายน่ะดีที่กู้เงินเรียน 
ความสำพันธ์ สำหรับ เรา สามพี่น้อง ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เราเป็นลูกคนกลาง เหมือนกับ ไม่มีใครสนใจ พี่สาวเค้าก็จะสนิทกับน้องสาว มากกว่า เวลาอยู่กันสามคน ทั้งสองก็จะมีเรื่องคุยกัน หรือทำอะไรกันโดยที่ไม่ให้เรามีส่วนในนั้นด้วย แต่ถ้าน้องอยู่กับเราก็จะดีกับเรา แต่พอพี่สาวมาก็จะทำเหมือนไม่มีเราอยู่เช่นเดี่ยวกับ พี่สาวที่ ไม่เคยเห็นความสำคัญกับเรา เป็นแบบนี้ ตลอดเลื่อยมาไม่นาน 
พอทำงานมีเงินเดือนชีวิตก็มีอิสระ มากขึ้น  แม่ก็ลาออกจากงานที่กรุงเทพกลับมาอยู่ต่างจังหวัด มาทำนา เราก็อยู่กรุงเทพไป พี่สาวก็ทำงาน อยู่กรุงเทพ

หลังจากพ่อเลิกขับรถ ก็ได้ไปอยู่กับผู้หญิงอื่น  และหายไปประมาณ 4-5 ปี โดยไม่ติดต่อลูก แต่มีติดต่อแม่มาเพื่อขอเงิน ส่วนผู้หญิง คนนั้นก็โทรมาละลานแม่ บ่อยครั้ง หลังจากหายไปนาน พ่อกลับเข้ามาในชีวิต พวกเราอีกครั้ง แต่ ผู้หญิงที่ พ่อ เคยอยู่ด้วยก็ ยังโทรศัพท์ มาละลาน แม่ตลอด น้องก็เลยทะเลาะและด่าทอพ่อตัวเอง ที่ปล่อยให้หญิงอื่น มาละลานแม่  ความสำผันระหว่าง พ่อกับพวกเรา ลดน้อยถ่อยลงทุกวัน จากความสำผันที่ไม่เคยมีมาเลย ตลอดชีวิตที่พวกเราเติบโตมา ไม่เคยให้ความรัก ไม่เคยอะไรทั้งนั้น เพราะพ่อติดการพนัน

วันนึงเราได้รับโทรศัพท์ บอกว่า น้องสาวเราผูกคอตาย สาเหตูก็มีการทะเลาะกับพ่อแม่ พ่อตบหน้าน้องที่ ด่าทอแก แต่สาเหตูใหญ่คิดว่า น้องตั้งท้องแต่คนที่เป็นพ่อเด็กในท้อง มีครอบครัวแล้ว พวกเราเสียใจมากโดยเฉพาะยายที่ไกล้ชิด กับน้องมากที่สุด 
หลายปีผ่านไป เราก็แต่งงาน งานแต่งก็ไม่ใหญ่โตอะไร เราไม่ได้ให้ค่าสินสอดกับพ่อแม่  คือ เอาค่าสินสอดจ่ายค่า งานแต่งจัดงาน ค่าสถานที่ แต่ซองที่ได้จากแขก เราก็ให้เราก็ให้พ่อแม่หมด ไม่ได้เก็บไว้เลย พ่อกับแม่ไม่พอใจในจุดนี้ก็ทะเลาะ ด่าว่า เราสาบแช่งเรา ว่า ไม่ให้เจริญ เป็นลูกที่แย่ไม่สน่ใจพ่อแม่  เราเลย นานๆ จะกลับบ้านครั้งนึง แต่ก็ส่งเงิน ให้พ่อแม่ไม่มากนักแต่ก็  ห้าพัน บ้าง หมื่นนึงบ้าง ถ้า เดือนไหนไม่ส่ง ก็จะสมทบกับเดือนต่อไปพอให้พวกเค้า ไม่ลำบาก พูดกับชาวบ้านว่า เราไม่ค่อยส่งเสีย ประมาณนั้น ความสำพันธ์ ระหว่าง พ่อแม่พี่กับเราก็ ห่างกัน มากยิ่งขั้น พี่สาวก็แต่งงานมีครอบรัวมีลูก ที่ต้องรับผิดชอบดูแล อันนี้เราก็เข้าใจ พี่สาวก็มีปัญหา เรื่องแม่ผัวลูกสะไภ้  การเงินก็ติดขัดตลอด นางเลยไม่ได้ส่งเสีย พ่อแม่ และถือว่า พ่อแม่มีที่หลายสิบไร่ ได้ข้าวได้ รายได้จากตลงนี้ คงไม่ได้ลำบาก 
ทุกคนต่างมีวิธีชีวิตของแต่ละคน วันนี่ ก็ต้องตกใจ ได้ข่าวว่าพ่อถูกจับ ข้อหา มียาบ้า พ่อต้องเข้าคุก  ห้าหกปี  อันนี้จำไม่ได้จริงๆ พวกเราต้องหาเงิน ค่าทนาย แต่ก็ไม่สามารถข่วยอะไรได้  พอพ่อออกจากคุก ก็มาอยู่กับแม่ตามเคยที่บ้าน ยายก็ไม่คอยชอบพ่อสักเท่าไหร่เพราะพ่อ ชอบเล่นการพนัน ไม่ค่อยทำงาน ยายกลัวพ่อจะเอาเงินหรือเอานาไปขายเอาเงินไปเล่นหมด

พี่สาว ไม่ค่อย โทรหาพ่อแม่ นานทีถ้ามีอะไรหรือต้องการความช่วยเหลือก็จะ โทร นานทีปีหน จะโทรหาพ่อแม่ แต่พ่อแม่ ก็พยายาม ช่วยเหลือพี่สาว ตลอด เป็นห่วง กลัวลำบาก เพราะ พ่อแม่รักพี่สาวมาก ไม่เคยพูดให้พี่สาว ลำบากใจ พี่สาวมีลูกสองคน ทำงานค้าขาย บ้านอาศัยอยู่ที่บ่าน สามี ที่ปลุกใหม่ ห่างจากบ้านพ่อแม่ ประมาณ ชัวโมง นานทีจะไปหาพ่อแม่ ไม่เคยส่งเสียเพราะว่าตัวเอง ก็มีหนี้สิน และต้องเลี้ยงดูลูกอีกสองคน พ่อแม่ก็ไม่เคยบ่นว่าอะไรพี่สาวแถมยังช่วยเหลือตลอดไม่ว่าเรื่องเงินเรื่องเล็กน้อยตามสมควร เวลาพี่สาวกลับบ้านพ่อแม่ก็จะจัดหาข้าวของเอาไว้ให้สำหรับเอากลับไปกิน 

ปีนี้ เราโอนเงินให้ พ่อแม่ แสนนึง ต้นเดือนมีนาคม 2564  เพราะ พ่อแม่ต้องการสร้างบ้าน เราก็ช่วยเท่าที่เราทำได้  จากนั้น เดือน ตุลาเราโอนให้อีก ห้าหมื่น เพราะ พ่อแม่บอกไม่มีเงินเลย ไอ้เราก็คิดว่า ห้าหมื่นจะใช้ได้ ถึงสินปี ที่ไหนได้ พอต้นเดือน ธันวา พ่อบอกไม่มีเงินใช้ เราก็ รู้สึกไม่พอใจว่า  แต่ก็โอนไปให้ สี่พัน แต่ก็แปลกใจทำมั้ย ใช้เงินเก่งมาก เวลามีเงินหรือให้เงิน เราจะบอกไว้ เสมอ ว่า ใช้ซื้อกิน น่ะ อยากกินอะไรก็ซื้อกิน แล้วเก็บไว้บ้าง เพราะหลายครั้งพ่อแม่ชอบไปหยิบยืม ชาวบ้านแล้วก็จะพูดกับเราว่า มีแต่คนอยากให้ยืมเงิน ไม่มี ใคร ปฎิเสธ เวลาพ่อแม่ขอยื่มเงินคน อื่นเหมือนว่าตัวเองเครดิส ดี ประมาณนั้น เราเลยบอกว่า ไม่ควรยืมเงินคนอื่นเป็นนิสัย ช่วงโควิท ต้อง รู้จักใช้ แต่เหมือน กับ มีมากก็ ใช้มากตามลำดับ 
วันก่อนก็ โทรมาขอเงิน เราก็รู้ ว่า เค้าลำบากถ้าไม่มีเงิน เราก็ยินดีให้น่ะ เลยโอนไปอีก ห้าพัน แถม สั่งปลาหมึกแห้ง กุ้งแห้ง ผลไม้ที่มีขายออนไล ไปให้เป็นประจำ พ่อกับแม่ เห็นความดีมั้ง แกเลยบอกว่า จะยกที่ดิน สิบไร่ให้เรา แบ่งครี่งกับพี่สาว ก็คือได้คนละสิบไร่ จริงๆ เราก็ดีใจน่ะที่จะได้ ที่ดินเพราะ จะหาที่ดิน ตอนนี้ก็ราคาแพง แต่พ่อกับแม่ก็จะพูดว่า ให้เพราะว่า เราส่งเสียเลี้ยงดู อันนี้ เรา รู้สึกเสียใจน่ะ ว่า ถ้าหากเราไม่ส่งเสีย เค้าทั้งสอง เค้าจะไม่แบ่งให้เราหรอ แต่กลับกันกับพี่สาวที่ นางไม่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่ ไม่เคยโทรไม่เคย ใส่ใจ แถมไม่ค่อยเคารพ แต่พ่อแม่ก็ ให้นางอยู่ดี แต่กับเรา ต้องส่งเสียแลี้ยงดู พ่อแม่ถึงจะให้ที่ ตอนแรกไปเที่ยวบอกกับคนแถวบ้านว่า ที่ดินที่มีอยู่สวนที่มีอยู่ ทำไว้ให้หลานมัน เรานี้โคตรเสียใจ มันเป็นความฝังใจ ว่า เราต้อง ส่งเสีย พ่อแม่พ่อแม่ถึงจะให้ที เราหรอ ทำมั้ย ไม่เคยคิดว่า ให้เพราะ พ่อแม่อยากให้ลูกเพราะรักลูก  

วันก่อนก็ทะเลาะกับเราแล้วบอกว่า ไม่ต้องไปหา พวกเค้า ไม่ต้องโทร หากแม่ตายก็ไม่ต้องมาเผาศพ  แล้วบอกว่า ให้จดว่า เงินที่ส่งเสียพวกเค้ามาเท่าไหร่ เค้าจะให้คืน เพราะมันคง ราคาน้อยกว่า ราคาที่ดินที่พวกเค้าจะยกให้เรา แต่พอทะเลาะกันก็บอกกับเราว่า จะไม่ยกที่ดินให้แล้ว ประมาณนั้น พูดกลับไปมา แต่ในใจเรา คิดอยู่แล้วว่า เค้าสองคนไม่ได้ตั้งใจจะให้เราแต่แรกอยู่แล้ว ไม่เคยคิด เพราะเค้าจะเก็บไว้ให้พี่สาวเรา เรา รู้สึกได้ 

เวลาเรากลับบ้านไปเยียม คนทั้งสอง เค้าก็ไม่เคย ทำอาหารให้กิน เก็บผลไม่มาให้เหมือน ที่ทำให้พี่สาว มันเป็นความรู้สึกที่เสียใจ น้อยใจ

เราไม่ได้อยากได้ที่ดินมากกว่าพี่สาว แต่ เราแค่อยากได้ในส่วนที่ลูกอย่างเราสมควรได้ พ่อชอบ พูดกับเรา เสมอว่า เราเป็นน้อง ต้องโทรศัพท์ หาพี่สาวก่อน เพราะเรา ช่วงปีสองปี ความสำพันธ์ กับพี่สาว ถือว่าแย่มาก เราไม่โทรหาพี่สาว และพี่สาวก็ไม่โทรหาเรา ปกติเราจะเป็นคน ง้อ คนคอย คอยโทรหา เวลากลับบ้านก็จะชื้อของให้หลาน ฝากเงินให้หลาน ตลอด มันเหมือน ว่า ทำคุณคนไม่ขึ้น คือถ้าเราไม่โทรหานาง นางก็ไม่เคยโทรมาหาเลย เหมือน ตัดขาดความเป็นพี่น้อง หลายเดือนก่อนเราโทรหาพี่สาว แต่นางไม่เคยถามว่า เราสบายดีมั้ย คุณคิดว่า ถ้าเป็น คน จะ ทำอย่างไรกับความสำผัน แบบนี้ 
ส่วนพ่อก็จะบอกว่า เป็นน้องต้องโทรหาพี่ก่อน 
เป็นลูกก็ต้องโทรหา พ่อแม่ เราบอกว่า เป็นพ่อแม่ก็โทรหาลูกก่อนได้ ไม่จำเป็นต้องให้ลูกโทร ทั้งสองคนใช้ความเป็นพ่อแม่ มา กำหนด ชะตาชีวิตลูก อย่าง พูดก็ว่าเราเถียงพ่อแม่ 
 
วันก่อนก็ทะเลาะกับเราแล้วบอกว่า ไม่ต้องไปหา พวกเค้า ไม่ต้องโทร หากแม่ตายก็ไม่ต้องมาเผาศพ  แล้วบอกว่า ให้จดว่า เงินที่ส่งเสียพวกเค้ามาเท่าไหร่เค้าจะให้คืน แล้วบอกว่า เงินที่เราให้เทียบไม่ได้กับ ราคาที่ดินที่พวกเค้าจะยกให้เราทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าจะยกให้มั้ย

แม่ ก็เป็นคนดื่อรัน ไม่เคย ฟัง คิดแต่ว่าตัวเองเก่งฉลาด และเชื่อ คนรอบข้างที่หวังแต่ผลประโยชน์ 

เราอยากก้าวข้ามปัญหา เหล่านี้ อยากก้าวข้าม ความทุกข์ในใจ

ถ้าเป็นคุณๆ  จะ จัดการกับ ปัญหา เหล่านี้อย่างไร เราควรตัดคนที่ไม่เห็นค่าเราออกไปจากชีวิตมั้ย

ขออภัยหากผิมพ์ ตกหล่น
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่