*** ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก กระแส Woke ***

หลังจากผู้อ่านทุกท่านได้ติดตามบทความ “เข้าใจ Woke ใน 15 นาที” จะพบว่ากระแสการเคลื่อนไหวของ Woke นั้นพัฒนาการจากจุดเริ่มต้นของการเห็นสังคมที่ “เลือกปฏิบัติ, ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, รวมไปการละเลยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม” ที่เกิดขึ้นในทั่วทุกมุมโลก

ทว่าในบางครั้งการลุกขึ้นต่อต้านอำนาจเดิมอาจนำไปสู่วงการแบ่งแยกหรือกดทับผู้ที่ไม่เห็นด้วย จนเดินเข้าสู่วังวนของความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้นดังที่บทความ “สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน Woke Edition” ยกตัวอย่างให้เห็น

ใจความสำคัญที่บทความนี้จะแสดงให้เห็นคือ “ตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงจากกระแส Woke” ที่เกิดขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้เห็นว่ากระแสดังกล่าวได้สร้างอะไรขึ้นแล้วบ้าง และมีอะไรที่ยังต้องสานต่อไป อย่างไรก็ตามเราต้องทำความเข้าใจว่า ความหมายของ Woke คือนิยามการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคมอย่างกว้างๆ มากกว่าการผูกโยงกับกลุ่มการเคลื่อนไหวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นตัวอย่างที่นำมาในบทความนี้แม้มักถูกตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแส woke แต่บางทีก็ถูกตีความเป็นอย่างอื่น



 *** ทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวด้านการเมือง ***

ปัจจัยแรกที่เราควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ “กระแส Woke นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 2014 ก็จริง แต่เริ่มแพร่ขยายจนกลายเป็นกระแสในหลายประเทศทั่วโลกเพียงหนึ่งปีที่ผ่านเท่านั้น”

ดังนั้นการเคลื่อนไหวดังกล่าวยังต้องเผชิญกับความท้าทางทางสังคม, เศรษฐกิจ, สิ่งแวดล้อม, และทิศทางที่เกิดจากความแตกต่างทางแนวคิดของผู้ร่วมอุดมการณ์


*** สิ่งแวดล้อม ***

การต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมถือเป็นผลงานโดดเด่นที่สุดของการเคลื่อนไหวดังกล่าว

เนื่องจากเยาวชนและนักกิจกรรมจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่า

“ปัญหาด้านธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป"


ภาพแนบ: การ์ตูนล้อเลียนนโยบายของผู้นำชาติมหาอำนาจต่อปัญหาสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง 

อีกทั้งผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองยุคปัจจุบันยังมองเห็นเพียงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว และทิ้งให้คนรุ่นหลังเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลที่สูงขึ้น, จำนวนอาหารที่ลดลง, และการทำลายแหล่งธรรมชาติเพื่อเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัยจากปริมาณประชากรที่สูงขึ้น

จนทำให้เกิดความร่วมมือของนักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างกลุ่ม Sunrise Movement ในสหรัฐที่มีผู้สนับสนุนราว 6.5 ล้านคน หรือกลุ่ม Celebrity Activists ซึ่งใช้ชื่อเสียงทางสังคมมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม


ภาพแนบ: เกรียตาท่ามกลางฝูงชนผู้สนับสนุนเธอ 
 
เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดนได้รับเชิญเข้าไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 24 (COP24) ด้วยใจความที่ตีแสกหน้าเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า

“เธอไม่ได้มายังเวทีแห่งนี้เพื่อร้องขอให้ผู้นำชาติมหาอำนาจมาสนใจในสิ่งที่พวกเขาละเลย แต่มาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง”

ด้วยเวลาเพียง 3 นาทีกว่าๆ เธอก็กลายบุคคลที่ได้รับการจับตามองจากฝ่ายต่างๆ ในทันที


ภาพแนบ: เกรียตาขณะเข้าร่วมการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับนักกิจกรรมคนอื่นๆ 

เมื่อเห็นว่าความเคลื่อนไหวของตนได้รับการตอบสนอง เกรียตาจึงเดินทางไปตามประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, สวิสเซอแลนด์, และอังกฤษ เพื่อร่วมรณรงค์กับเยาวชนนักกิจกรรมให้ทั่วโลกตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “The Greta Effect”



แม้หลายคนจะ “หมั่นไส้” เกรียตาเพราะเธอใช้คำพูดรุนแรง แต่มันก็สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนนักอนุรักษ์จำนวนมาก และทำให้กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจมากขึ้น 


ภาพแนบ: ผู้นำพรรคกรีนของเยอรมนี

 *** ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเยอรมนี ***

ที่เยอรมันมีพรรคการเมืองชื่อพรรคกรีนที่ชูสโลแกน “ทุกสิ่งเป็นไปได้” ผ่านคำมั่นสัญญาในการผลักดันนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนที่เอื้อประโยชน์ต่อแรงงานในประเทศ โดยคำนึงถึงการเคารพเชื้อชาติ, ศาสนา, และเพศสภาพที่หลากหลาย เช่นเดียวกับนโยบายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 70 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 เพื่อเดินหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อทดแทนการพึ่งพาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 


ภาพแนบ: การกระท้วงในเบลารุส 

นอกจากนี้พรรคการเมืองดังกล่าว ยังเชิดชูนโยบายสนับสนุนหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศ

โดยเฉพาะการใช้มาตราการกดดันทางการเมืองและสนับสนุนการเคลื่อนไหวเชิงสร้างสรรค์ของภาคประชาชนในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบอำนาจนิยมอย่างเบลารุส, รัสเซีย, พม่า, และประเทศอื่นๆ



นโยบายเหล่านี้โดนใจชาวเยอรมันเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ พวกเขาช่วยกันลงคะแนนให้พรรคกรีนจนสามารถครองตำแหน่งพรรคการเมืองอันดับสามที่นับเป็น 14.8 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนโดยรวม

ทำให้ตามหลังเพียงสองพรรคใหญ่อย่าง พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี (SDP) และพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียนกับพรรคสหภาพสังคมคริสเตียน (CDP/CDU)
 

ภาพแนบ: อังเกลา แมร์เคิล นายกหญิงเยอรมนีจากพรรค CDP ที่ครองตำแหน่งนานกว่า 16 ปี 

นี่ทำให้พรรคที่มีอุดมการณ์กลางขวาอย่าง CDP ที่ครองอำนาจมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี เสียอำนาจ

โดยพรรคกรีนฟอร์มรัฐบาลกับพรรค SPD และได้รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศและเศรษฐกิจ โดยมีนโยบายเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมและความเป็นธรรมทางสังคมตามที่เคยสัญญาเอาไว้ในช่วงหาเสียง


ภาพแนบ: กลุ่มเยาวชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งด้วยอายุ 16 ปี

นอกจากนี้รัฐบาลเยอรมันยังได้หารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้เกี่ยวกับการแก้ไขกฏหมายกำหนดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงจาก 18 ปีเหลือ 16 ปี

เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้นในอนาคต ถือเป็นก้าวสำคัญของขบวนการขับเคลื่อนทางการเมืองที่สำคัญ 


*** การสมรสเท่าเทียมในไต้หวัน ***

ไต้หวันถือเป็นหนึ่งในรัฐที่ได้รับการยกย่องว่ามี “รากฐานของระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง” และยังเป็นชาติแรกที่อนุมัติการออกกฎหมายสมรสเพศเดียวกันในเอเชีย

อย่างไรก็ตามเส้นทางของการต่อสู้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย… เพราะพวกเขาใช้เวลากว่า 35 ปีในการได้มาซึ่งกฏหมายฉบับดังกล่าว 


ภาพแนบ: ฉีเฉียเหวยผู้จุดประกายการสมรสเท่าเทียม 

การจุดประกายครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1986 เมื่อนายฉีเฉียเหวยดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแขวงไทเป หลังตนไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนสมรสกับคู่รักเพศเดียวกัน แต่เขากลับถูกทางการจับกุมเป็นเวลา 6 เดือนในข้อหาต่อต้านรัฐบาล จากนั้นการต่อสู้เพื่อสิทธิสมรสเพศเดียวกันก็ตกอยู่ในภาวะล้มลุกคลุกคลาน

จนกระทั่งปี 2009 ได้เกิดกลุ่มเอ็นจีโอที่ใช้ชื่อว่า TAPPCR หรือกลุ่มพันธมิตรเพื่อการสมรสเท่าเทียมซึ่งทำการศึกษาและนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเพศทางเลือก โดยสามารถรวบรวมรายชื่อของผู้สนับสนุนกว่า 150,000 รายชื่อ



สส. แห่งพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าเป็นผู้สนับสนุนให้มตินี้สามารถเข้าสู่กระบวนการ ทำให้สภานิติบัญญัติไต้หวันพิจารณาร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมจากข้อเสนอ อันว่าด้วยการคุ้มครองสถานะในกฏหมายแพ่งของคู่สมรสเพศเดียวกันให้ได้รับสิทธิเช่นเดียวกับคู่สมรสชายหญิงในปี 2013

แม้จะถูกต่อต้านจากองค์ศาสนาที่อ้างว่าการตัดสินใจดังกล่าวจะทำลายสถาบันครอบครัวดั้งเดิม 


ในปี 2017 พวกเขาประสบชัยชนะเล็กๆ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการห้ามบุคคลเพศเดียวกันสมรสนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญและรัฐจะดำเนินการแก้ไขกฏหมายใหม่ภายในเวลา 2 ปี

เมื่อการเคลื่อนไหวขยายตัวออกไปกลุ่ม TAPCPR ได้ยกระดับการต่อสู้ด้วยการจัดงาน International Forum Connect the Rainbow Dots Marriage Equality and LGBT Movement in East Asia พร้อมกับเชิญนักเคลื่อนไหวจากชาติต่างๆในเอเชียเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่อสู้ร่วมกัน 


ภาพแนบ: กลุ่มบาทหลวงและผู้เคร่งศาสนาที่ต่อต้านการสมรสเท่าเทียม เนื่องจากเกรงว่าเป็นการทำลายสถานบันครอบครัวเดิม 

อย่างไรก็ตามเพียงหนึ่งปีหลังจากนั้น… เมื่อฝ่ายต่อต้านทำแบบสำรวจเกี่ยวกับกฎหมายแพ่งว่า “คุณเห็นด้วยหรือไม่ที่กฎหมายแพ่งว่าด้วยการสมรสควรสงวนไว้เฉพาะชายและหญิงเท่านั้น?”

เพื่อชักจูงให้ผู้ทำแบบสอบถามตอบว่า “เห็นด้วย” ซึ่งจะทำให้ฝ่ายต้านสามารถอ้างได้ว่าสังคมไต้หวันยังไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
มีอาสาสมัครจำนวนมากต่างออกมา รณรงค์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว แต่สุดท้ายแล้ว ผู้ตอบคำถาม 62 เปอร์เซ็นต์ก็ยังตอบ “เห็นด้วย” กับคำถามดังกล่าว



แต่ความผิดหวังเหล่านั้นก็ไม่ได้อยู่นานนัก เมื่อในวันที่ 17 พฤษภาคม 2019 สภานิติบัญญัติไต้หวันได้ผ่านกฎหมาย 748 โดยมีสาระสำคัญคือ

“การอนุญาตให้บุคคลเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนในรูปแบบของกฎหมายเฉพาะ โดยถือเป็น ‘คู่สมรส’ เหมือนกับชายหญิงตามกฎหมายแพ่ง"

แต่ยังมีข้อจำกัดบางประเด็นเช่น การรับบุตรบุญธรรม, การอุ้มบุญ, และการสมรสกับชาวต่างชาติ 


โดยผู้ก่อตั้ง TAPCPR ให้สัมภาษณ์ว่า “แม้จะยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์และบริบทของสังคมในขณะนี้”

โดยสาเหตุสำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้เป็นจริงคือการทำให้สถานะของไต้หวันกลายเป็นรัฐแห่งแรกในเอเชียที่ยอมรับ “กฏหมายสมรสเท่าเทียม” ตามกระแสของประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก

สิ่งนี้ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการส่งสัญญาณต่อจีนแผ่นดินใหญ่ว่า “อุดมการณ์ทางการเมืองของไต้หวันแตกต่างจากแผ่นดินใหญ่ที่ปิดกั้นเพศทางเลือก” 



*** การต่อสู้เพื่อความแตกต่างทางชาติพันธุ์ในอิสราเอล ***

ภายหลังจากอิสราเอลตัดสินใจโจมตีทางอากาศต่อเขตฉนวนกาซาระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม ถึง 12 มิถุนายน 2021 ประชาชนหลายพันชีวิตจากทั่วทุกมุมโลกต่างรวมตัวกันหน้าสถานทูตอิสราเอลและใจกลางเมืองต่างๆ ทั่วโลก เพื่อประท้วงการ กระทำดังกล่าว

แม้ว่าฝ่ายอิสราเอลจะอ้างว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นดำเนินไปเพื่อต่อต้านปฏิบัติการของกลุ่มฮามาสที่ระดมยิงจรวดกว่า 400 นัดต่อวันเข้าใส่เป้าหมายในอิสราเอล แต่หลายฝ่ายกลับแสดงความเห็นว่า “การกระทำของอิสราเอลยิ่งทำให้สถานการณ์ที่คุกกรุ่นอยู่แล้ว ยกระดับความตึงเครียดขึ้นไปอีก” 

*** อ่านต่อใน comment นะครับ ***
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่