JJNY : 'จิรายุ' จี้ฉีดวัคซีนแรงงานต่างชาติภูเก็ต│มาม่า จับตาต้นทุนพุ่ง!│ชาวสวนลำไยทวงเงินเยียวยา│จีนอ่วมโควิดหลายมณฑล

'จิรายุ' จี้รัฐบาลสนใจฉีดวัคซีนแรงงานต่างชาติ หลังพบปัญหาภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์
https://www.matichon.co.th/politics/news_3010493
  
 
‘จิรายุ’ จี้รัฐบาลสนใจฉีดวัคซีนแรงงานต่างชาติ หลังพบปัญหาภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ลั่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เตือน ปชช.อย่าประมาท-การ์ดอย่าตก
 
เมื่อเวลา 13.20 น. วันที่ 26 ตุลาคม ที่รัฐสภา นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเปิดประชุมสมัยสามัญในเดือนพฤศจิกายน ว่า ตนทราบว่า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเพิ่มวาระการประชุมในวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยบรรจุเป็นเรื่องรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เข้ามา ซึ่งตนเห็นว่านายชวนน่าจะเพิ่มวาระที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาที่สำคัญ เช่น การแก้ไขสถานการณ์ปัญหาเรื่องโควิด-19 สรุปว่าที่ผ่านมา 3-4 เดือนนี้เป็นอย่างไรบ้าง จะเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งตนไม่ได้หมายความว่าไม่สำคัญ แต่สำคัญวันนี้คือ 1 พฤศจิกายนจะเปิดเมืองหรือไม่
 
นายจิรายุ กล่าวด้วยว่า เมื่อวานนี้ (25 ตุลาคม) ตนเดินทางไปที่จ.ภูเก็ตไปร่วมงานสัมนาของสถาบันพระปกเกล้า และได้มีการพูดคุยกันถึงการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ผู้ว่าราชการจ.ภูเก็ตยอมรับว่า เหนื่อย เพราะต่างด้าว แรงงานไม่ว่าจะมาจากลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินเดียที่อยู่ในเกาะภูเก็ต มีไม่น้อยกว่า 40% ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลช่วยสนใจ
 
“ท่านอาจจะกลัวว่าคนไทยยังไม่ได้ฉีดเลย ต่างชาติจะฉีดได้อย่างไร ก็เป็นหน้าที่ของท่านที่จะต้องแก้ไขปัญหาให้กับนักท่องเที่ยว ผมได้ไปเดินที่ย่านวอล์กกิ้งสตรีทแถวป่าตอง ผมฉีดวัคซีนไปเป็นที่เรียบร้อย จองตั๋วก็ตรวจสอบแต่ที่ขึ้นเครื่องบิน แต่เมื่อไปเดินทางเข้าวอล์กกิ้งสตรีทมีการตั้งด่านขอตรวจบุคคลอีก ขอดูหมอชนะ หมอพร้อม จึงทำให้คนไม่ค่อยเดินเข้าไป ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร แต่ผมฉีดแล้วจึงเดินเข้าไป นี่เป็นการแก้ไขปัญหาที่มีความเหลื่อมล้ำและคิดแบบใช้ไม่ได้ คือไปกั้นแค่ถนนตรงนั้น แต่โควิดมันไม่ไปที่วอล์กกิ้งสตรีทที่เดียวหรอก มันก็มีทุกที่ สิ่งนี้เป็นปัญหาของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” นายจิรายุ กล่าว
 
นายจิรายุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจภูเก็ตก็บอกว่า วันที่ 1 พฤศจิกายนตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลง ตนก็ถามว่าทำไม เขาบอกว่ารัฐบาลยังไม่ชัดเจนว่าประเทศที่จะให้เข้ามาที่จ.ภูเก็ต ตกลงจะให้เข้าไปที่สนามบินสุวรรณภูมิก่อนหรือไม่ แล้วจึงค่อยเข้ามาที่จ.ภูเก็ต หรือเข้ามาที่จ.ภูเก็ต เลย ต้องระบุประเทศหรือไม่จะได้ไม่ต้องมีวีซ่า ซึ่งก็ยังไม่มีความชัดเจน ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องดูภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ของท่านให้ดีก่อน ย้อนกลับไป 3 วันก่อนที่จะไปจ.ภูเก็ต กมธ.ศาลฯ ก็ได้ตรวจราชการที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีปัญหาไม่เหมือนกับที่จ.ภูเก็ต คือ ก่อนขึ้นเครื่องไปตรวจผลการฉีดวัคซีนตั้งแต่ที่สนามบิน ลงเครื่องก็ตรวจอีก ก่อนจะเดินผ่านประตูสนามบินก็ตรวจอีก ซึ่งปรากฏว่าห้ามไปเที่ยว 4 อำเภอ ตนจึงขอถามรัฐบาลว่าคิดอะไรอยู่ ให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวจ.เชียงใหม่ได้ แต่ห้ามไป 4 อำเภอหรือให้ไปเฉพาะบางอำเภอของจ.เชียงใหม่ นี่เป็นปัญหาจริงที่เกิดขึ้นของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เราจึงไม่สามารถไว้วางใจได้อย่างแน่นอน และเรื่องจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไป และขอเตือนประชาชนอย่าประมาท การ์ดอย่าตก
 

 
มาม่า จับตาต้นทุนพุ่ง! สะเทือนผู้ผลิตสินค้า
https://www.bangkokbiznews.com/business/967961
  
ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลับมาคึกคักอีกครั้ง จนส่งผลให้ภาพรวมตลาดบะหมี่ฯ “หมื่นล้าน” โตแตะระดับ 10% และยังส่งสัญญาณจนถึงสิ้นปีจะเห็นการเติบโตต่อเนื่อง ฟากการผลิต จับตา "ต้นทุนพุ่ง" หลังวัตถุดิบขยับราคาสูงขึ้นเกือบทุกรายการ
  
ส่วนเหตุผลที่ทำให้ตลาดบะหมี่ฯ กลับมาเติบโตค่อนข้างสูง พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการสำนักกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า ห้วงเวลาที่ผ่านมารัฐบาลมีการประกาศมาตรการ “เคอร์ฟิว” ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคกลับมาซื้อสินค้าจำเป็นอย่าง บะหมี่ฯไป “ตุน” ไว้อีกครั้ง เพื่อไม่ต้องออกจากบ้าน
  
นอกจากนี้ สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงอยู่ ทำให้หน่วยงาน เอกชนต่างๆมีการซื้อบะหมี่ฯไปบริจาคให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติไวรัส รวมถึงการซื้อไปจัดดปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายต่างๆ ล่าสุด ปัจจัยที่ทำให้การซื้อบะหมี่ฯไปบริโภค คือสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่
  
ขณะที่ภาคการผลิตยอมรับมีการปรับตัวลดลงบ้าง เนื่องจากโรงงานยังต้องเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของพนักงาน ความต้องการที่เพิ่มขึ้น การผลิตที่ลดลงเล็กน้อย จึงมีผลให้สินค้าในช่องทางห้างค้าปลีก “ขาดเชลฟ์” ไปบ้าง
   
“บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ถึงขั้นขาดตลาด อาจขาดเชลฟ์ไปบ้าง ขณะเดียวกัน 2-3 เดือนที่ผ่านมา สินค้าออกจากเชลฟ์ค่อนข้างเร็ว ทำให้ภาพรวมตลาดมีการเติบโตค่อนข้างสูง โดย 10 เดือน คาดการเติบโตอยู่ที่ 10% ทั้งที่บะหมี่ฯประเภทถ้วยหรือคัพยังคงหดตัว”
  
วันที่ 1 พ.ย.นี้ ไทยจะเปิดประเทศ ผู้คนมีการเดินทางท่องเที่ยว และการลดเวลาเคอร์ฟิว ผู้คนสามารถใช้ชีวิตกลางคืนได้ คาดว่าจะช่วยปลุกตลาดบะหมี่ฯให้ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะแบบคัพ อาจกลับมาเติบโตได้จากที่ยังติดลบ และหวังภาพรวมกำลังซื้อจะกลับมาดี มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น หลังจากเก็บกด ไม่ได้ออกจากบ้านเป็นเวลานาน
  
ขณะที่ตัวแปรสำคัญยังเป็นเรื่อง “รายได้” ของผู้บริโภคจะมีผลต่อการเลือกซื้อสินค้ามากน้อยเพียงใด รวมถึงเมื่อการค้าขาย ร้านอาหารกลับเปิดให้บริการเต็มที่ ผู้บริโภคอาจออกมากินอาหารนอกบ้านมากขึ้น การตุนบะหมี่ฯอาจปรับตัวลดลง
  
อย่างไรก็ตาม จากความต้องการบะหมี่ฯที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทยังคาดการณ์ถึงสิ้นปีตลาดรวมจะเติบโตได้ราว 10% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตรา 2 หลักอีกครั้ง หลังจากเคยเกิดขึ้นช่วง 5-6 ปีก่อน โดยปกติตลาดบะหมี่ฯ ค่อนข้างโตสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)
  
ส่วน “มาม่า” ภาพรวมยอดขายในประเทศคาดว่าจะเติบโต 10% ตามตลาด ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5% ส่วนครึ่งปีแรก บริษัทมีรายได้รวมกว่า 11,000 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 1,700 ล้านบาท
 
พันธ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องเกาะติดในตลาดบะหมี่ฯ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคคือ “ต้นทุน” การผลิตสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นมากทั้งในและต่างประเทศ อย่างบะหมี่ฯ ต้นทุนน้ำมันปาล์มขยับไปอยู่ 40 บาทต่อลิตร จากเคยซื้อได้ 18-22 บาทต่อลิตร แป้งสาลีขยับแตะ 400 บาทต่อกระสอบ จาก 200 บาท รวมถึงฟิล์ม พลาสติก เป็นต้น ขณะที่การภาคส่งออกต้นทุนเพิ่มจากการขนส่ง ค่าระหว่างเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลจากโรคโควิด-19 ระบาด กระเทือนระบบโลจิสติกส์ รวมถึงซัพพลายเชนต่างๆ อีกทั้งทิศทางราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งขึ้นด้วย 
  
“ขณะนี้ต้นทุนการผลิตสินค้าขึ้นแบบไม่หยุด ในหลายหมวดสินค้า โดยหมด และผู้ประกอบการต้องกกัดฟันแบกภาระต้นทุนให้ได้”
  

 
ชาวสวนลำไยบุกศาลากลาง ร่อนหนังสือถึงรัฐบาลทวงเงินเยียวยาผลผลิต
https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_3010029
 
ชาวสวนลำไยบุกศาลากลาง ร่อนหนังสือถึงรัฐบาลทวงเงินเยียวยาผลผลิต
 
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ได้มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนลำไยจากพื้นที่ 18 อำเภอของจังหวัดเชียงราย จำนวนกว่า 100 คน ออกมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอุดหนุนเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 25 ไร่ต่อครอบครัว โดยกลุ่มเกษตรได้นำป้ายข้อความเรียกร้องรับบาลมาปักหลักอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้าศาลากลางจังหวัด และกลุ่มแกนนำผลัดเปลี่ยนกันกล่าวข้อเรียกร้อยต่อทางรัฐบาลพร้อมจัดทำหนังสือในนามสำนักงานสภาอาชีพเกษตรกร(สอก.) เชียงราย เพื่อส่งผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อไปถึงรับบาลให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
 
ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรได้อ้างอิงถึงรัฐบาลที่ได้พิจารณาเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกลำใยที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2563 เห็นชอบการดำเนินการโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำใยปี 2563 และค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการฯเป็นเงินทั้งสิ้น 3,440,049,726 บาท ซึ่งปีนี้สถานการณ์การระบาดของไวไรัสโควิด 19 ยังคงทวีความรุนแรงทำให้เกษตรกรใน 8 จังหวัดภาคเหนือประกอบด้วยเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา ลำปาง แพร่ น่านและแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ปลูก 1,202,400 ไร่ ผลผลิตมากกว่า 1,238,000 ตัน มีเกาตรกรมากกว่า 250,000 ครอบครัวได้รับผลกระทบ ราคาลำไยตกต่ำ ขาดแคลนแรงงาน กลไกตลาดมีปัญหา โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศ จนเกิดการขาดทถุน ภาระหนี้สินล้นพ้นตัว ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัสและไม่เงินทุนในการผลิตลำใยคุณภาพในปี 2565 จึงต้องการขอรับเงินเยียวยาจากรัฐบาล
 
นายสามารถ สุนันต๊ะ ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนลำไยภาคเหนือกล่าวว่า ปัจจุบันชาวสวนลำไยประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดทุนจากการปลูกลำไยอย่างหนักเพราะราคาผลผลิตตกต่ำ แม้ขณะนี้ประเทศจะประสบปัญหาโควิด-19 แต่รัฐบาลก็ควรช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องราคาปุ๋ยและยาที่มีราคาขยับขึ้นต่อเนื่องจนมีราคาแพงส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งหากรัฐบาลไม่มีการควบคุมเกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ อย่างน้อยก็ควรช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรไร่ละ 2,000 ก่อน เพื่อมีทุนในการทำอาชีพต่อ และรีบแก้ไขปัญหาราคาปุ๋ยและยาราคาแพงอันดับต่อไป หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยหรือไม่ให้การช่วยเหลือใดๆ ทางกลุ่มเกษตรกรก็อาจมีการยกระดับการเรียกขึ้นไปเรื่อยจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือ
 
ด้านนายนิกร บุญชัย ผู้ประสานงานสภาอาชีพเกษตรกรหรือสกอ. จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ผู้ประกอบการค้าจากประเทศจีนไม่สามารถเข้ามารับซื้อผลผลิตลำไยจากเกษตกรได้ ทำให้เกษตรประสบปัญหาขาดทุนอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ราคาลำไยร่วง AA อยู่ที่เพียง 12 บาท 4 บาท และ 1 บาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 23 บาท จึงทำให้เกษตรอยู่ไม่ได้ จึงอยากให้รัฐบาลมีการเยียวเกษตรกรเหมือนปีที่ผ่านมาคือไร่ละ 2,000 บาท

นายนิกร ระบุว่า ทั้งนี้ปีนี้ขาดทุนวิกฤตหนักกว่าปีก่อน หากรัฐบาลไม่ช่วยเกษตรกรก็ไม่มีทุนที่จะประกอบอาชีพในฤดูกาลผลิตต่อไป บางรายลงทุนไปกว่า 5 หมื่นบาทแต่ขายลำไยได้เพียง 2,000 บาท ลำพังแค่ไปจ่ายหนี้ธนาคารปีละประมาณ 5,000 บาทก็ยังไม่เพียงพอแล้ว การเยียวยาจะทำให้เกษตรอยู่ต่อไปได้ หากการเรียกร้องไม่เป็นผลทางเครือข่ายก็จำเป้นต้องมีการหารือกันเพื่อวางมาตรการยกระดับการเรียกร้องขึ้น แต่จะเป็นระดับไหนก็ไม่สามารถระบุได้ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสมาชิกใน 8 จังหวัดภาคเนหือที่มีอยู่กว่า 100,000 คน
 
แต่เนื่องทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายติดภาระกิจจึงมอบหมายให้ทางนายภาษเดช หงส์ลดารมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เดินทางมาเจรจาและรับเรื่องจากเกษตรกร โดยรับปากว่าจะนำข้องเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรส่งต่อไปยังรัฐบาลให้รับทราบ และรายงานผลให้ทราบภายในวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2564นี้ ซึ่งตัวแทนกลุ่มเกษตรได้ยื่นหนังสือแล้วก็พากันสลายตัว แต่ยืนยันว่าจะมีการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหากยังไม่ได้รับคำตอบหรือการช่วยเหลือเป็นที่น่าพอใจ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่