สัญญาอมตะ ตอนที่ 20

กระทู้คำถาม
วันต่อมาเซธไปทำงานห้องหนังสือเหมือนปกติ เหตุการณ์เมื่อตอนดึกถูกประกาศว่าเป็นเฮอริเคนหลงฤดูโดยไม่มีใครเสียชีวิตนอกจากผู้รักษาความปลอดภัยที่โดนเศษกระจกปลิวโดนจุดสำคัญ สิ่งของเสียหายได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลครบถ้วน บริเวณปะทะกับเจ้าปิศาจในผ้าคลุมสกปรกเหลือเพียงกลิ่นไหม้ฉุนเหนือพื้นดินเท่านั้น
 
            สภาพร่างกายของผู้เป็นอมตะยังไม่เข้าที่เพราะยังไม่สามารถรับธาตุไฟเข้าไปรวมในร่างได้สะดวกเหมือนคนทั่วไป ท่านผู้นั้นแนะนำให้ฝึกอย่างถึงลูกถึงคนอย่างการเผามือบางส่วนเพื่อสัมผัสธาตุนั้น ๆ โดยตรง พอเขาแย้งว่าไม่ต่างจากทรมานตัวเองก็บอกว่าควรเข้าใกล้สิ่งมีธาตุไฟและสร้างความเชื่อมโยงเหมือนทางเชื่อมส่งธาตุเข้าสู่ตัว
 
            “คงเป็นปฏิกิริยาระหว่างธาตุในปัจจุบันกับธาตุที่อยู่ในวิญญาณของเจ้านั่นละ เอาไว้คุยกันตอนเย็น เช้านี้มีประชุมรัฐมนตรีกับกลุ่มการค้าใหญ่” ท่านผู้นั้นตอบปัดปัญหาของเซธอย่างไร้เยื่อใย ก่อนเขาเดินออกจากห้องท่านผู้นั้นไม่วายพูดเสริมด้วยความระแวงบางอย่าง “อนาทอล หากมีคนน่าสงสัยมาหาไม่ต้องพูดคุยด้วยไม่ว่าจะมีเหตุผลใด ๆ จงระวังตัวให้มากที่สุด เตือนไปแล้วแต่เผื่อไว้ก่อน พวกนั้นอันตรายกว่าข้าอีก!” 
 
            เซธก้มหัวรับอย่างสงสัยแล้วรีบไปทำงานในห้องหนังสือทันที
 
            พอถึงพักกลางวันเซธหยิบหนังสือซึ่งเคยส่งแปลภาษาโบราณแต่ไม่มีเวลาอ่านจนวันมามาวางข้างหน้า เขาเปิดหาบทเกี่ยวกับท่านผู้นั้นอย่างใคร่รู้ ในอดีตเขาเคยถามเรื่องของท่านผู้นั้นตามที่เล่าต่อ ๆ กันมาหลายครั้ง เพราะยุคมืดบอดของมนุษย์ทำให้บันทึกเกี่ยวกับนักรบเทพมีน้อยมาก การซักถามแต่ละครั้งจึงได้รับเสียงหัวเราะจากเจ้าตัวว่านั่นเป็นเพียงเรื่องตลก ส่วนเจ้าเล่มนี้ท่านผู้นั้นบอกว่าน่าสนใจ มันอาจมีความเที่ยงตรงมากที่สุดกระมัง เซธคิด
 
            เซธพบว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนกองไฟที่รวมสะเก็ดเรื่องเล่าชิ้นต่าง ๆ มารวมกันและคัดกรองจนเห็นภาพชัดที่สุด มันไม่กระจ่างเหมือนท่านผู้นั้นเล่าเองแต่มีข้อมูลมากพอสมควร บางเรื่องชวนสงสัยแต่บางเรื่องเขาแอบแย้งว่าไม่มีทาง หากเขียนรายการสิ่งที่อ่านพบกับข้อคิดเห็นก็จะได้ดังนี้
 
            พ่อของท่านผู้นั้นฝากฝังลูกชายกับครูสอนเวทมนตร์ เมื่อถึงวัยจึงให้ออกไปพิสูจน์ตัวเองภายนอกเมืองเกิดตามประเพณีนิยม เท่าที่ฟังน้ำเสียงตอนนั้นแล้วท่านผู้นั้นคงตั้งใจหนีออกจากบ้านเองมากกว่า
 
            ทวดของท่านผู้นั้นคือผู้กล้าพัวร์รีนกับนักรบเทพเฟเรซิส ตรงจุดนี้เซธจำได้ลาง ๆ ว่าท่านผู้นั้นมีดวงตาเหมือน ‘เขา’ บางที ‘เขา’ อาจเป็นญาติผู้ใหญ่สักคนก็ได้ 
 
            หลังจากผู้เป็นบิดาตายท่านผู้นั้นก็รวบรวมผู้คนออกตามล่าผู้ได้รับชื่อจอมมาร เซธคิดว่าเรื่องนี้น่าสงสัย จอมมารไม่ได้เกิดกันง่าย ๆ อย่างในนิยาย และหากเป็นท่านผู้นั้นจริงคงบุกเดี่ยวเข้าไปหามากกว่า ฝ่าบาทของเซธค่อนไปทางสันโดษไม่อยู่รวมกลุ่มคนมาก ๆ หากไม่ใช่หน้าที่ก็ไม่ทำแน่นอน
 
            ท่านผู้นั้นทำให้จอมมารจำนนและผ่านการทดสอบเพื่อเป็นนักรบเทพ เซธไม่รู้เรื่องพวกนี้จึงทำได้แค่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าแค่ปราบจอมมารแล้วได้เป็นนักรบเทพเลยหรือ บางทีเรื่องการทดลองของเสาค้ำจุนคงไม่แพร่งพรายสู่พวกมนุษย์กระมัง  
 
            เซธหยิบนาฬิกาข้อมือบนโต๊ะมาดูว่าใกล้เวลาทำงานต่อหรือยัง ในใจแอบบ่นว่าไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วเขาก็คิดอะไรออก ท่านผู้นั้นเรียกนักรบเทพคนแรกว่าพี่ก็สมควรไปดูทางนั้นว่ามีน้องบ้างหรือไม่
 
            ผู้เป็นอมตะรีบเปิดหน้าหนังสือกลับไปหาบทของนักรบเทพคนแรกในหัวข้อครอบครัว นักรบเทพเฟเรซิสแต่งงานกับผู้กล้าพัวร์รีนมีลูกสาวสองคน นางรับเด็กคนหนึ่งเป็นน้องบุญธรรม เนื้อหาเกี่ยวกับน้องชายถูกแยกออกไปเป็นภาคผนวกสั้น ๆ ว่า ‘เขา’ เป็นมนุษย์คนแรกที่ถูกเสาค้ำจุนหมายหัวแล้วรอดชีวิตได้ ทว่าจุดสำคัญคือลูกสาวคนเล็กของนักรบเทพเฟเรซิสกับลูกชายของ ‘เขา’ แต่งงานกันจนมีลูกหลานสืบมา แล้วท่านผู้นั้นคือทายาทรุ่นสุดท้ายของพวกเขา! 
 
            เซธอยากรู้เรื่องของ ‘เขา’ ทว่าขาดแหล่งข้อมูลที่ดีว่าสมัยมีชีวิตอยู่ ‘เขา’ เป็นคนเช่นไร ทำงานอะไร มีความสุขกับครอบครัวหรือไม่ และทำไมท่านผู้นั้นจึงนับว่าพี่ของ ‘เขา’ เป็นพี่ของตนด้วยทั้งที่เป็นมากกว่านั้น หากไปถามไม่วายโดนเขม่นใส่เหมือนเคย
 
            อย่างเดียวที่เซธคว้าจับได้คือชื่อของ ‘เขา’ หากเซธเข้าใจถูกต้องชื่อของ ‘เขา’ คือ ‘เวเบอร์ ไวทัส’ เขาคิดว่าท่านผู้นั้นตัวปลอมเคยหลุดชื่อนี้มาตอนคุยเรื่องงานเสริมกะกลางคืน
 
            ผู้เป็นอมตะปิดหนังสือเตรียมไปทำงานต่อ เขาเผลอหันไปสบตากับชายผมดำท่าทางภูมิฐานจึงผงกหัวทักทายตามมารยาท ชายคนนั้นยิ้มตอบ ในวินาทีนั้นหัวของเซธก็มีภาพบางอย่างเหมือนความทรงจำผุดขึ้นมาเหมือนตาน้ำพุ
 
            หญิงผมเขียวถูกใส่ตรวนทั้งมือและเท้าด้วยสีหน้าเคียดแค้น พิธีกรรมบางอย่างประกอบด้วยศพของหญิงผมดำ ชายผมเหลืองกำลังโต้เถียงบางอย่างโดยมีหญิงผมเขียวยืนอยู่ใกล้ ๆ หญิงผมเขียวเงื้อกระบี่เข้าทิ่มแทงด้วยสีหน้าสับสน และจบลงด้วยภาพตัวเขากำลังกอดหญิงผมเขียวด้วยความรัก
 
            ผู้เป็นอมตะกลับสู่ความเป็นจริงพบว่าตนน้ำตาไหลพรากอย่างมิอาจควบคุม ชายผมดำมองเขาอย่างสนใจใคร่รู้น่าจะเป็นคนทำให้เขาเห็นภาพพวกนี้ เซธเขม้นมองหมายคาดคั้นว่าอีกฝ่ายทำอะไรกันแน่!
 
            ในพริบตาชายผมดำหายไปเหมือนไฟโดนน้ำดับ เซธรู้สึกเหมือนมีผ้าม่านไหลผ่านประสาทรับรู้พร้อมโฉบเอาตัวชายคนดังกล่าวไปด้วยฉะนั้น นาฬิกาข้อมือบนโต๊ะอ่านหนังสือบอกว่าเวลาผ่านไปจากตอนดูครั้งสุดท้ายสิบนาที เขาเชื่อว่าใช้เวลาเปิดหาข้อมูลและอ่านคร่าว ๆ แค่ห้านาที ราวกับช่วงเวลาถูกบิดเบือนโดยฝีมือใครบางคน
 
            ตัวการเรื่องนี้เปิดเผยตัวผ่านกระดาษแผ่นหนึ่งบนหนังสือเล่มหนา ลายมือหวัดแบบโบราณของท่านผู้นั้นเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า ‘ขอโทษแทนหมอนั่นด้วย’ พร้อมลงชื่อเสร็จสรรพ เซธเช็ดน้ำตาพร้อมกับแอบสงสารท่านผู้นั้นว่ามีเรื่องวุ่นวายมากเหลือเกิน... 
 
 
            ตกเย็นท่านผู้นั้นนั่งรอเซธอยู่บนเก้าอี้ยาวบุนวมในห้องพักประธานาธิบดี เซธเชื่อว่าฝ่าบาทของเขาดูผ่อนคลายลงจากเมื่อเช้า ผู้ทรงอำนาจสูงสุดคงเบื่อชุดสูทจึงเปลี่ยนมาใส่ชุดเสื้อคอปกเหมือนพนักงานทั่วไป 
 
            “ลองกินกาแฟไหม ยัยนั่นแทบปฏิวัติชีวิตข้าในเวลาไม่กี่วัน นางบอกว่าถ้าไม่ไหลตามเวลาก็เป็นแค่ซากเท่านั้น” ท่านผู้นั้นอวดกาแฟกลิ่นหอมตรงหน้า “ข้าวานหมอนั่นช่วยตรวจสอบเหล่ามังกร พอเสร็จเร็วเขาจึงไปหยอกเจ้าเล่น เห็นบอกอยากรู้ว่าเจ้าจะมีอาการอย่างไรหากเห็นความทรงจำในชาติก่อน...ข้าจัดการเปลี่ยนคำขอโทษเป็นของมีค่าเพื่อแสดงความรู้สึกผิด เห็นว่าเจ้าได้รับโทรศัพท์มือถือแล้วจึงหาของอื่นมาแทน”
 
            ท่านผู้นั้นยกกล่องใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่เอี่ยมขึ้นมาวางบนโต๊ะกาแฟอย่างภูมิอกภูมิใจ เซธเริ่มไม่มั่นใจว่าตรงหน้าเป็นท่านผู้นั้นตัวจริงหรือไม่ บางทีการได้พบเพื่อนอาจเปลี่ยนคนหมกมุ่นกับงานให้อารมณ์ดีขึ้นได้ เขาปฏิเสธแล้วบอกว่าอยากรู้เรื่องของ ‘เขา’ แทน 
 
            เมื่อได้ยินชื่อของ ‘เขา’ ท่านผู้นั้นก็กลับเป็นคนเดิมทันที 
 
            “จำที่เตือนได้ไหมว่ามันไม่ก่อประโยชน์อะไรเลย..เราคุยกันทีละเรื่องดีไหม เริ่มจากสายเลือดของข้าก่อน” 
 
            เซธกล่าวขอบคุณที่ท่านผู้นั้นยอมตอบสิ่งที่เขาสงสัยหลังผ่านการเดินทางหกร้อยปี
 
            “เจ้ามังกรครึ่งมนุษย์โรคจิตนั่นช่วยแก้ไขความทรงจำของสายเลือดข้าให้แล้ว ตอนนี้เขาเป็นคนธรรมดาในห้วงมิติอื่นที่พวกเราย้ายไป จะได้ไม่เป็นเป้าและจับตามองง่ายขึ้น กลุ่มก่อการร้ายถ้าขาดหัวคงหมดพิษแค่ต้องรอเวลาให้สลายตัวไปเอง 
 
            “เจ้าปิศาจในผ้าคลุมสกปรกข้าไม่มีสิทธิ์สังหารหรือสั่งให้คนอื่นทำแทน ข้าเชื่อว่าเสาค้ำจุนมีแผนไม่ให้พวกเรามือเปื้อนเลือดโดยไม่จำเป็น เมื่อถึงเวลาผู้สังหารจะทำงานเอง พวกเราไม่รู้ว่าหมายถึงใครหรืออะไร ความจริงข้ามีทฤษฎีแต่ความเป็นไปได้น้อย ดังนั้นเราทำได้แค่รอเวลาเท่านั้น
 
            “เรามีเวลาอีกสองวันจึงจะไปหาอาเซเดียดังนั้นต้องใช้วิธีเร่งรัด จุดเทียนหรือตะเกียง จากนั้นก็ใช้มืออังพร้อมเพ่งสมาธินึกภาพไฟไหลผ่านนิ้วเข้าไปผสมกับไฟในร่าง หากมีสมาธิมากพอจะบังคับเร่งร่างกายให้ปรับสมดุลธาตุได้ในเวลาสั้น ๆ แต่มันยากและอันตรายเหมือนฝืนผสมสารสองอย่างเข้าด้วยกันทันที มันอาจหลอมรวม หักล้าง หรือเตลิดเปิดเปิงจนร่างเจ้าทนไม่ไหว การปล่อยให้ร่างกายปรับเองตามธรรมชาตินั้นดีที่สุดแค่ต้องใช้เวลาเท่านั้น”
 
            เซธขอบคุณสำหรับคำแนะนำซึ่งดีกว่าให้เผามือตัวเอง เขาไม่อยากพูดเรื่องของอดีตผู้ก่อการร้ายหรือนักรบเทพอีกตนซึ่งไม่ได้รับคำตอบแน่ ๆ แล้วเรื่องคุยคั่นก็มาหาเขาเอง กลิ่นจากแก้วของท่านผู้นั้นช่างยั่วยวนจนต้องขอไปรินมาลองกินบ้าง มันไม่หวานเหมือนของทั่วไปที่เคยกินและมีกลิ่นเหมือนดิน
 
            “กาแฟอะไรหรือฝ่าบาท รสแปลก ๆ” เซธถามจนรู้ว่ามันคือกาแฟที่ปลูกในเขตป่าฝนทำให้มีกลิ่นกับรสเฉพาะตัว “ขอข้าคุยกับ ‘เขา’ ได้ไหม ‘เขา’ ยังอยู่หลังฝ่าบาทไม่ใช่หรือ”
 
            ท่านผู้นั้นส่ายหน้าบอกว่าไม่มีประโยชน์ 
 
            “เจ้าเข้าใจผิดเหมือนคนอื่น ๆ ซึ่งข้าต้องการแบบนั้น” ท่านผู้นั้นค่อย ๆ อธิบายให้เข้าใจว่าข้างหลังเป็นเพียงเวทมนตร์ไม่มีชีวิต “ข้าต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราผสานเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อความปลอดภัยของเจ้า สิ่งที่อยู่ข้างหลังข้าเรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้เวทมนตร์สร้างจะตรงกว่า มีความทรงจำ สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ตามคำสั่งได้ อาจมีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นหากมีการกระตุ้นตามความทรงจำของเจ้าตัว... ‘เขา’ อาจพูดคุยหรือแนะนำบางอย่างแต่ไม่ถึงกับแลกเปลี่ยนความเห็นจริงจังหรือชวนทะเลาะ ปกติข้าเอาไว้ช่วยงานเวลามือไม่ว่างหรือต้องการเพื่อนคุยแก้เบื่อ” 
 
            เซธทำความเข้าใจจนเห็นว่ามันเหมือนเทคโนโลยีสมัยนี้ที่เป็นโปรแกรมช่วยใช้งานต่าง ๆ พอเขาทักท่านผู้นั้นก็พยักหน้า
 

            “ข้าสร้างโดยดูต้นแบบจากบันทึกโบราณในคลังข้อมูล พอเหล่ามนุษย์พัฒนาสิ่งที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ขึ้นข้าจึงแอบส่งต้นตอความรู้เรื่องนี้ให้เพราะเห็นว่ามันสะดวกดี ตัวจริงของ ‘เขา’ มาเกิดใหม่เป็นเจ้าแล้ว ข้างหลังเป็นเพียงเงาเท่านั้น”
 
            ท่านผู้นั้นถอนหายใจเฮือกมองไปนอกหน้าต่างเหมือนกำลังรอใครสักคน 
 
            “โดยรวมแล้ว ‘เขา’ เป็นคนเอาการเอางาน หัวแข็งเหมือนแท่นเหล็กและเก่งเหมือนไม่ใช่มนุษย์ ยอมให้ถามนิดเดียวแลกกับคอมพิวเตอร์ใหม่กล่องนี้ จะได้ไม่ต้องซื้อเอง” ท่านผู้นั้นยกกาแฟขึ้นซดรอคำถาม
 
            ท่านผู้นั้นบอกสิ่งที่เซธอยากรู้ให้ส่วนหนึ่งแล้วว่า ‘เขา’ เป็นคนอย่างไรตอนมีชีวิตอยู่ กระนั้นยังมีข้อสงสัยเหลืออีก เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าควรถามเรื่องของคนอื่นหรือเปลี่ยนเป็นคอมพิวเตอร์ใหม่เอี่ยมนั่นดี ผู้เป็นอมตะคิดเรื่องบันทึกการเดินทางจากสมุดลงคอมพิวเตอร์มาพักใหญ่แล้ว
 
            “ขอถามแค่สองอย่างได้ไหมฝ่าบาท แต่ข้าขอเจ้านั่นด้วย” เซธเชื่อว่าเชื้อโลภของท่านผู้นั้นคงกระจายสู่เขาตามเวลาหกร้อยปี คำเดียวจากท่านผู้นั้นคือต้องเลือก!
 
            ผู้เป็นอมตะเลือกถามข้อมูลอย่างไม่ลังเล เขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในห้องสันทนาการได้เสมอ เรื่องค้างคาใจสำคัญกว่า
 
            “ข้าอยากรู้ว่า ‘เขา’ รอดมือเสาค้ำจุนได้อย่างไร ไม่ว่าจะมีความสามารถแค่ไหนแต่ก็เป็นมนุษย์ธรรมดา” เซธคิดรวบรวมประเด็นสำคัญให้อยู่ในไม่กี่คำถาม
 
            ท่านผู้นั้นทำท่าเหมือนชอบคำถามนี้ กระนั้นก็ยังส่ายหน้าว่ามันผิดจากความจริง
 
            “เสาค้ำจุนตนหนึ่งเสียดายความสามารถจึงยื่นมือเข้าช่วย ไม่มีใครหลุดมือพวกนั้นได้หากไม่ต้องการ คนเรามักฟังเฉพาะสิ่งที่เชื่อจึงเป็นข่าวซุบซิบอยู่พักใหญ่ว่ามีคนต่อต้านอำนาจล้นฟ้าสำเร็จ”
 
(มีต่อ)
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่