อยากเล่าประสบการณ์ในการขายของชำ และเป็นข้อคิดให้คนกำลังจะเปิดร้าน

มีอะไรให้คิดเล่นๆ
กำไรจากการขาย 
เบียร์ ช้าง 
ทุน 585
ราคาขาย 55*12 = 660 
💰กำไร 75 บาท
เบียร์ ลีโอ 
ทุน 609
ราคาขาย 60*12 = 720 
💰กำไร 111 บาท
เบียร์กระป๋องยาว ลีโอ 
ทุน 530
ราคาขาย 50*12 = 600 
💰กำไร 70 บาท
เบียร์กระป๋องยาว ช้าง
ทุน 660
ราคาขาย 15*50 = 750 
💰กำไร 90 บาท
เหล้าขาวขวด ใหญ่
ทุน 1,150
ราคาขาย 110*12 = 1,320 
💰กำไร 170 บาท
เหล้าขาวขวด เล็ก
ทุน 1,255
ราคาขาย 60*24 = 1,440
💰กำไร 185 บาท

ส่วนบุหรี่จะได้กำไรน้อยมาก แต่เป็นสินค้าที่ออกง่าย

ส่วนน้ำแข็งจะได้กำไรน้อยมากเช่นกัน เพราะมันละลาย มันขึ้นอยู่กับการตักในแต่ละครั้ง การเลือกใช้ถุง
บางร้านได้น้ำแข็ง กระสอบละ 35 บาท หรือ กระสอบ 40 บาท
บางร้านใช้ถุง 8*16 ตักน้ำแข็ง ขายในราคา 10 บาท แบบนี้จะได้กำไรมาก
บางร้านใช้ถุง 9*18 ตักน้ำแข็ง ขายในราคา 10 บาท แบบนี้จะได้กำไรน้อย
*** กำไรมันขึ้นอยู่กับร้านค้า แต่ถ้ามองในมุมกลับกันถ้าเราเป็นลูกค้า เราจะชอบร้านที่ได้มากใช่ไหม

ทำไมต้องมานั่งคิดกำไร แล้วทำไมไม่คิดแบบที่ห้างใหญ่เขาคิด
เป็นการคิดแบบคนที่กำลังคิดจะตั้งร้าน และคนไม่มีงบประมาณในการลงโปรแกรมสำหรับคิด
ส่วนห้างใหญ่ๆ ร้านขายส่งที่เราไปศึกษามา  เขาใช้โปรแกรมคิดเลย ลงทุนประมาณ 2,000-5,000 สามารถเช็คสต๊อกผ่านโทรศัพท์ได้เลย 
มันขึ้นอยู่กับคนจะคิดกำไรแบบไหนนะคะ

จากการมองพวกนี้แล้ว มันได้ทำไรน้อยใช่ไหม แล้วพวกของอย่างอื่นไม่ต้องถามหา
พวกนำ้อัดลม m150 นมเปรี้ยวเช่น

M150 
ทุน 85
ราคาขาย 10*10=100
💰กำไร 15 บาท

กำไรของแต่ละชิ้น ถ้าเราสต๊อกของมาก จะได้ราคาส่งอีกแบบ อันนี้เราคิดแบบซื้ออย่างละแพค อย่างละลังนะคะ
เพื่อแสดงให้เห็นว่าต้นทุน กับ กำไร ในการขายของมันต่างกันยังไง

ถ้าวันหนึ่งเราขายได้แบบไม่มีเงินเซ็น แบบคนในบ้านไม่มีคนกิน
กำไรจากการขายจะสามารถต่อทุนได้อีกเยอะ 
แต่ถ้าเป็นเหมือนปัจจุบัน ขายได้ 5,000 กำไรจะมีแค่ 500 บาท (กำไร + - 5-10%)
และสิ่งที่ต้องคิดคำนวณเองค่าเช่า ค่าไฟ ค่าภาษี ค่าสึกหรออุปกรณ์เครื่องใช้ ค่าแรงลูกน้อง ค่าแรงตัวเอง และอื่นๆที่มี  บวกลบคูณหารเอง หาจุดคุ้มทุน หาผลกำไร เพราะแต่ละที่แต่ละร้านไม่เหมือนกัน

***แต่ทุกอย่างมันจะขึ้นอยู่กับทำเล การบริการของพ่อค้าแม่ค้า แถมบ้าง และสินค้าตรงตามความต้องการ ลูกเข้าแน่นอนค่ะ
 
ถ้า
-มีคนเซ็นวันละ 300-500  บาท
-เติมน้ำรถ 200-400 บาท
-ค่ากับข้าว 100-300 บาท
-คนในบ้านพากันกินของในร้าน วันละ 200-400 บาท
แสดงว่ากำไรที่ได้ 500 มันจะติดลบใช่ไหม
จากที่ทุน 5,000 จะซื้อของเติมที่ โดนหักไปสัก 1,000
การซื้อของครั้งต่อไปก็จะน้อยลง

และสิ่งที่ต้องระวัง และจำเป็นต้องเก็บให้ได้คือค่าไฟค่ะ ต้องเก็บหยอดกระปุกไว้เลยค่ะ วันละ 50-100 บาท เพราะตกมาสิ้นเดือน ก็จะประมาณ 2,000-3,000 ได้เลยค่ะ ขึ้นอยู่กับตู้ที่เราใช้ค่ะ

นี่แหละสาเหตุในการที่ต้องหาจากที่อื่นมาหมุนอยู่เรื่อยๆ
และบางช่วงของขาดเยอะ เหมือนช่วงกลางเดือน ถึง วันที่ 7 ของอีกเดือน
เพราะเกิดจากการเซ็น (เราปล่อยเซ็น 10,000-15,000 แต่เราสามารถส่งหักกับคนที่เซ็นได้ และบวกค่าเสียเวลาเพิ่มค่ะ) เอาเงินออกมาใช้จ่าย และ พากันกินของที่ร้าน 
ข้อดีที่คิดว่าเหมือนไม่ใช่ของดีคือ พากันกินของในการมันดียังไง คือกินในราคาต้นทุน 
แต่ข้อเสียคือ มันจะไม่มีเงินหมุนต่อ (แต่ทางที่ดี ควรจะแยกของที่ต้องใช้ในบ้านออก และของที่ขาย ซื้อแยกต่างหากไปเลยค่ะ พวกนำ้ปลา เครื่องปรุง)

เหตุการณ์ที่เล่ามาข้างต้น เป็นประสบการณ์ที่เราบริหารร้านผิดพลาด 
มีหลายคนคิดว่า ทำไมไม่คุมบัญชี ทำไม ทำไม และ ทำไมอีกมากมาย 
เราทำ และ เราก็เอาประสบการณ์นี่แหละมาสร้างเป็นร้านใหม่ 
เพื่อมาอุดรอยรั่วของเรา
ส่วนการคิดคำนวณสิ่งต่างๆ ทุกคนต้องคิดเองนะคะ ภาษี ไฟฟ้า ที่บอกไปข้างต้น
เป็นประสบการณ์เล็กๆที่ทุกร้านเกือบจะเจอ ถ้าบริหารไม่ดีจริง
สังเกตุได้เลยค่ะ จากหลายๆร้านที่ปิดตัวไป เกิดจากปัญหาเหล่านี้
ไม่ปล่อยเซ็น ก็กลัวลูกค้าไม่เข้าร้าน นั้นแหละตัวดี สิ่งนี้แหละทำให้ลูกค้าไม่เข้าร้าน 
เซ็นเราเยอะ จนอายที่จะมาเซ็น แล้วก็ไปซื้อร้านอื่น
การเปิดร้านเจออะไรอีกมากมาย 
-ทั้งไม่มีเวลาว่าง เวลาหยุด
-เจอกับผู้คน มากหน้า หลายอารมณ์
อื่นๆอีกมากมาย

ตอนนี้เราเปิดร้านอีกหนึ่งสาขา คือ แบบไม่ให้คนเซ็นเลย (ใครคิดว่าจะเซ็น คือ ยึดของคืนเลยค่ะ เซเว่นเขายังไม่มีคนเซ็น เราก็ต้องใจแข็งทำให้ได้ค่ะ) และห้ามคนในร้านกินของในร้าน (ถ้าใครจะกินต้องใช้เงินตัวเองซื้อ เพราะไม่อยากจมทุนเหมือนสาขาแรกค่ะ)
ปรากฎว่า เห็นกำไรจริงๆค่ะ ทำไมถึงรู้ว่ามีกำไร เพราะ เรามีบัญชีคุมทุกอย่าง ทั้งรายรับ ทั้งรายจ่าย รายจ่ายในที่นี้คือการลงของ เท่านั้น
และแบ่งส่วนในรายจ่ายทั้งค่านำ้ ค่าไฟ ค่าภาษีที่ต้องจ่ายปีละสองครั้ง ค่าของที่เสีย (แต่ส่วนมากถ้าของเสียง่ายเราจะลงน้อย พยายามขายให้หมดวันต่อวัน)
การเลือกทำเลของเราดีหน่อย เพราะ อยู่แถวชนบท สามารถลงของละขายออกได้เร็ว
ร้านที่สองคือ เรามาบริหารเอง จะขายเฉพาะหลังเลิกงานค่ะ กำลังจะพัฒนาเป็นร้านส่ง

ส่วนค่ากับข้าวจะใช้เงินเดือนเราที่ทำงานประจำค่ะ

ดังนั้นรูปแบบการขายของที่ดีที่สุด คือ ขายของแบบไม่มีเงินเซ็น

การเก็บเงินที่ดีที่สุดของการขายของมีหลายรูปแบบ
-เก็บแบงค์ 50
-เก็บเหรียญ
-เก็บวันละ 100 200
-เก็บละซื้อเป็นของที่มีค่าเอาไว้ เช่น ทอง ที่ดิน

#แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกขายยังไง ขึ้นกับคนขาย บทความนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ขายของของเราที่ผ่านมา
#พิมยาวหน่อย
#แต่คนอ่านไม่รู้จะเข้าใจ บทความนี้ไหม
#สามารถคอมเม้น แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้นะคะ
#ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 11
มันไม่ใช่กำไรสุทธิครับที่กล่าวมา เพราะคุณเอาแค่ราคาซื้อมากับขายออกลบกัน คุณยังไม่ได้หักลบต้นทุนอย่างอื่นออกเลย ทั้งค่าขนส่งที่คุณไปขนของมาเข้าร้านซึ่งมันไม่ได้เสียเฉพาะค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องรวมค่าสึกหรอเครื่องยนต์ การถ่ายของเหลว ค่าเปลี่ยนยาง ค่าประกันรถด้วย ค่าแรงตัวเองก็ต้องคิด ค่าไฟฟ้า ค่าอื่น ๆ อีก * บัญชีใช้จ่ายในร้านกับในบ้านควรแยกออกจากกันครับ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่