JJNY : The Pizza Company คนละครึ่งทำยอดหาย│ธุรกิจอาหารบอบชํ้าหนัก│ชัดๆ!คลิปหญิงหน่อยคุยส.ว.แทมมี่│อุตุฯเตือนพายุลูกใหม่

เปิดใจ The Pizza Company คนละครึ่งทำยอดหาย รัฐไม่ช่วยอะไร ปีนี้ขอแค่เสมอตัวก็พอใจ
https://brandinside.asia/the-pizza-company-q3-2021/
  
 
ภาณุศักดิ์ ซื่อสัตย์บุญ ผู้จัดการทั่วไป The Pizza Company ของ บมจ. เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ยอมรับตรง ๆ ว่า ปีนี้ยอดขายเท่าปีก่อนก็พอใจแล้ว พร้อมตอกย้ำการบริหารจัดการภาครัฐที่ไม่เอื้อทั้งองค์กร และภาพรวมเศรษฐกิจ
 
The Pizza Company กับภาพรวมตลาดหดตัว
 
เริ่มต้น ภาณุศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ปี 2021 ภาพรวมตลาดพิซซ่าในประเทศไทยจะปิดที่ราว 15,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2020 เล็กน้อย เนื่องจากภาพรวมการจับจ่ายยังไม่ฟื้นตัว และการล็อคดาวน์อย่างต่อเนื่องทำให้การรับประทานที่ร้านเกิดขึ้นไม่ได้ จนร้านพิซซ่าขนาดเล็กบางรายต้องปิดกิจการถาวร หรือชั่วคราว
 
ส่วน The Pizza Company สิ้นปีนี้คาดว่าจะปิดรายได้ราว 7,000 ล้านบาท แทบจะเท่ากับที่ทำได้ในปี 2020 เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ก.ย. 2021 ยอดขายยังลดลงจากปี 2020 ราว 15% ผ่านปัจจัยข้างต้น แม้จะพยายามเดินเกมเดลิเวอรี แต่ยอดขายที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถทดแทนยอดขายที่มาจากการรับประทานในร้านได้
 
“ในช่วงปกติ The Pizza Company มีสัดส่วนรายได้เท่า ๆ กันจาก 3 ช่องทางคือ รับประทานในร้าน, ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี แต่ปี 2021 สัดส่วนมันเปลี่ยนไปเป็น เดลิเวอรี 70%, ซื้อกลับบ้าน 20% และรับประทานในร้าน 10% ซึ่งเดลิเวอรีมันโต 50-60% แต่รับประทานที่ร้านหายไป 70% มันจึงทดแทนไม่ได้ และทำให้เราติดลบอยู่”
 
ภาครัฐไม่เอื้อทั้งฝั่งองค์กร และเศรษฐกิจภาพรวม
 
ในทางกลับกัน นโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐที่สนับสนุนให้ประชาชนกลับมาใช้จ่าย กลับไม่ถูกส่งต่อมาที่ The Pizza Company เท่าไรนัก โดยเฉพาะโครงการ คนละครึ่ง ที่ตัวร้านเป็นนิติบุคคลจึงไม่เข้าเกณฑ์ จนสูญเสียโอกาสสร้างรายได้เป็นจำนวนมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นธุรกิจร้านอาหารเหมือนกัน
 
“อยากร่วมโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐบ้าง เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ร่วมเลย ทำให้ลำบาก อย่างช่วง คนละครึ่ง บูม ๆ ยอดขายก็หายไปเลย ต้องรอให้ผู้บริโภคใช้เงินก้อนนั้นหมดก่อนถึงจะมาจับจ่ายกับร้าน ในทางกลับกัน การล็อคดาวน์อาจไม่ช่วยอะไร เพราะการระดมฉีดวัคซีนให้ครบให้เร็วที่สุดจำเป็นต่อการกลับมาดำเนินชีวิตมากกว่า”
 
นอกจากนี้ ภาณุศักดิ์ ยังชี้ไปที่เรื่องการห้ามออกจากเคหสถาน ที่ปัจจุบันกำหนดที่ 21.00-04.00 น. โดยต้องการให้ผ่อนปรนมาตรการดังกล่าว เพราะ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่ควรใช้ยาวนานขนาดนี้ ประกอบกับผู้บริโภคกลุ่มอื่น ๆ ใช้ชีวิตกลางคืน และอาจต้องการสั่งอาหารในเวลาดังกล่าว ซึ่ง The Pizza Company สูญเสียโอกาสธุรกิจเช่นกัน
  
ปิดสาขา 15 แห่ง ลุ้นปี 2022 ตลาดพิซซ่าฟื้น
 
เมื่อขายลำบาก และยอดขายลดลง The Pizza Company จึงมีมาตรการปิดสาขาทั้งชั่วคราว และถาวร รวมทั้งหมด 15 แห่งในปี 2021 เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย จนปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 405 สาขาทั่วไทย สวนทางกับปี 2019 ที่ทางร้านเพิ่มสาขาถึง 40 แห่ง
 
“ตอนนี้ที่กรุงเทพมี The Pizza Company กว่า 160 สาขา ซึ่งคงไม่เปิดเพิ่มหลังจากนี้ เพราะมันแทบจะครอบคลุมพื้นที่แล้ว แต่เราจะปรับสาขาที่มีให้เป็น Cloud Kitchen มากขึ้น เพื่อให้ร้านอาหารอื่น ๆ ในเครือไมเนอร์มาเช่าเพื่อทำตลาดเดลิเวอรีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และผมขอย้ำว่าถึงปิดสาขา แต่เราไม่มีการเลย์ออฟพนักงาน”
 
ทั้งนี้ ภาณุศักดิ์ เชื่อว่า กว่าภาพรวมตลาดพิซซ่าจะฟื้นตัวต้องรออีก 6 เดือนข้างหน้า หรือช่วงปี 2022 เพราะการกลับมาของตลาดต้องมาพร้อมกับการเปิดให้รับประทานที่ร้านเต็มที่ แต่แค่เปิดร้านมันคงไม่พอ กิจกรรมต่าง ๆ ต้องกลับมาเหมือนเดิม เช่นโรงภาพยนตร์ต้องเปิด ความบันเทิงอื่น ๆ ต้องเปิด และร้านพิซซ่าก็จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
 
โตสุดในเครือไมเนอร์ฟู้ด แต่มาพร้อมบทเรียนมากมาย
 
หากนับร้านอาหารในเครือไมเนอร์ฟู้ด The Pizza Company คือธุรกิจที่เติบโตมากที่สุด เพราะตัวธุรกิจแข็งแกร่งเรื่องเดลิเวอรี ต่างกับร้านอื่น ๆ ที่เน้นรับประทานในร้านเป็นหลัก โดยธุรกิจคิดเป็นสัดส่วน 20% จากยอดขายกลุ่มไมเนอร์ฟู้ด แต่ในช่วงก่อนโรค COVID-19 ระบาด The Pizza Company คิดเป็น 50% ของยอดดังกล่าว
 
“จริง ๆ แล้วยอดขายปี 2020 The Pizza Company โตนะ แต่พอมาเทียบปีนี้เราลดลง 15% ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างบทเรียนให้เรามากมาย ไล่ตั้งแต่การปรับตัวที่ต้องเร็วมาก ๆ คิดกันวันต่อวัน รวมถึงการให้พนักงานเราไปทำงานอื่น ๆ เพื่อรองรับตลาดที่เปลี่ยนไป และปี 2022 ผมว่าทุกคนน่าจะคุ้นกับเดลิเวอรี และเราต้องทำตามให้ทัน”
 
ล่าสุด The Pizza Company เปิดตัว พิซซ่าเบคอนเบรกแตก และ ขอบไส้กรอกชีสยักษ์พันเบคอน พร้อมโปรโมชัน 1 แถม 1 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำโปรโมชัน และเปิดตัวพิซซ่าหน้าใหม่พร้อมกัน โดยบริษัทวางงบประมาณการตลาดของแคมเปญดังกล่าวไว้ที่ 30 ล้านบาท
 
สรุป
 
The Pizza Company ออกมากระตุ้นหน่วยงานรัฐชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ เป็นอีกกระบอกเสียงอันใหญ่ที่ชี้ว่า รัฐอาจบริหารผิดพลาด ทำให้ทางร้านต้องดิ้นรนสู้เองเพื่อฝ่าวิกฤตต่าง ๆ และต้องติดตามว่า The Pizza Company จะสามารถเติบโตจนมียอดขายได้เท่าปีก่อน หรือจะติดลบในปีนี้
 

 
ธุรกิจอาหาร บอบชํ้าหนักเดินอย่างไรไม่ต้องกลับมาล็อกดาวน์รักษาตลาด5แสนล.
https://www.thansettakij.com/business/496984
 
โควิด-19 ฉุดธุรกิจอาหารของไทยมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทสะดุด การคลายล็อกดาวน์ระลอกล่าสุด จะต้องเดินอย่างไรเพื่อไม่ให้ต้องกลับมาล็อกดาวน์ใหม่ อ่านได้จากการเปิดใจของนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย
 
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย  เผยผลกระทบจากโควิด-19  ส่งผลกระทบต่อธุรกิจร้านอาหารที่บอบช้ำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 63 เฉพาะในส่วนของร้านอาหารที่เป็นสมาชิกของสมาคมภัตตาคารไทยเองที่มีกว่า 4 หมื่นคน  ส่วนใหญ่เคยมีลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ  ยังไม่รวมกับธุรกิจร้านอาหารทั่วไป ร้านอาหารในศูนย์การค้า ร้านอาหารรายเล็กที่เป็นห้องแถวและสตรีทฟู้ดอีกกว่า 4 แสนราย  ซึ่งโดยรวมแล้วไทยมีจำนวนธุรกิจร้านอาหารกว่า 5.5 แสนรายทั่วประเทศ และส่วนใหญ่จะอยู่หนาแน่นในเมืองใหญ่ ซึ่งก็อยู่อยู่ในพื้นที่ 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้มและสีแดง
 
เหลือมูลค่าตลาดแค่ 5 แสนล.
 
นับจากเกิดโควิดเป็นต้นมาจนถึงวันนี้ จากเดิมที่รายได้ของธุรกิจอาหารจากก่อนเกิดโควิด หรือราวปี 62 จะอยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท เป็นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่จ่ายเป็นค่าอาหารในโรงแรม อยู่ที่ 5-6 แสนล้านบาทต่อปี และรายได้ของร้านอาหารจากการบริโภคในประเทศอยู่ที่ราว 5-5.5 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมารายได้ที่หายไปเลยคือ การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ  แม้จะเริ่มมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางพื้นที่ อย่าง ภูเก็ต สมุย แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่มากนัก ก็ยังทำให้รายได้ก็ยังน้อยมาก รายได้ของธุรกิจอาหารของไทยจึงเหลืออยู่เพียงการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น
 
โดยจนถึงวันนี้การบริโภคอาหารภายในประเทศประเทศต้องบอกว่ามูลค่าตลาดซึ่งอยู่ที่ราว 5-5.5 แสนล้านบาทไม่ได้ลดลงเลย แม้ธุรกิจจะเผชิญกับโควิดมานานแล้ว ที่เป็นเช่นนี้เกิดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารที่มีการปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลค่าใช้จ่ายต่อหัวที่ใช้ในเรื่องของค่าอาหารไม่ได้ลดลง  และคนเลือกที่จะสั่งอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น เพราะส่วนใหญ่คนยังอยู่ในช่วงการทำงานแบบ Work from Home ส่วนบางร้านที่เคยขายมื้อเย็น อย่างร้านข้าวต้มตอนเย็น ก็ปรับเวลามาขายให้เร็วขึ้น เพื่อให้มีช่วงเวลาขายได้มากขึ้นเพื่อลดปัญหาติดเรื่องของเคอร์ฟิว
 
ขณะที่ร้านอาหารที่ปิดไป ส่วนใหญ่ก็จะปิดหน้าร้าน โดยเฉพาะในย่านที่เป็นหอพักหรือสถานที่ทำงาน ที่มีลูกจ้าง 2-3 คน เพราะถึงเปิดไปก็ไม่มีลูกค้า แต่กลุ่มนี้หันไปทำโฮมคิทเช่น ซึ่งเป็นการใช้บ้านตัวเองทำอาหารขายแทน ซึ่งจากข้อมูลของแอพพลิเคชั่นโรบินฮู้ด ในตอนแรกที่เปิดให้ร้านสตรีทฟู้ดและโฮมคิทเช่น เขามาลงทะเบียนและไม่มีคิดค่า GP พบว่ามีเข้ามาลงทะเบียนมากถึง 8-9 หมื่นร้าน แสดงให้เห็นว่าคนหันมาทำโฮมคิทเช่น เยอะมากทดแทนร้านอาหารที่ช่วงหนึ่งมีการปิดหน้าร้านไป
 
ส่วนร้านอาหารที่ปิดกิจการแบบถาวรจริงๆ คาดว่าจะอยู่ที่หลักหมื่นรายเท่านั้น โดยส่วนใหญ่เป็นร้านกลางคืน ที่ทนแบบรับต้นทุนค่าเช่าไม่ไหว ซึ่งร้านในกลุ่มนี้ ถ้าไม่สามารถเปิดให้บริการได้ถึงตี 1 หรือตี 2 เหมือนในอดีตก็ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ เพราะเปิดไปก็ไม่คุ้ม
 
ที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดโควิดรัฐบาลมีการล็อกดาวน์และคลายล็อกดาวน์มาอย่างต่อเนื่องจากตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง ซึ่งธุรกิจอาหารช่วงที่ขายดีจริงๆจะเป็นช่วงต.ค.-ม.ค. เรียกได้ว่าทำ 4 เดือนเลี้ยงได้ทั้ง 12 เดือน ซึ่งที่ผ่านมาจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันเมื่อช่วงเดือนต.ต.-พ.ย.ปีที่แล้วก็ช่วยมาก ธุรกิจที่ลุ่มดอนๆ พอคลายล็อกดาวน์จะเริ่มดี ก็กลับมาล็อกดาวน์ใหม่ จากที่เคยขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้5ทุ่ม ก็กลับมาขายได้ถึง 3 ทุ่ม จนระลอกเมื่อเดือนเม.ย.ที่มีการติดเชื้อในประเทศ 6 พันคน ก็มีการล็อกทุกอย่างตั้งแต่ช่วงนั้น  พอนานหลายเดือนเข้า ธุรกิจร้านอาหารก็ลำบากเลือดตาแทบกระเด็น
 
แม้ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 63รัฐบาลมีการปล่อยกู้ให้ธุรกิจร้านอาหาร อย่างเอสเอ็มอีแบ้งก์ ที่ปล่อยกู้ให้ 1,200 ล้านบาท แต่กู้ได้น้อยมากเพราะติดเรื่องเครดิตบูโร ก็ต้องเจรจากันไปว่าขอให้มีทะเบียนการค้าเสียภาษีถูกต้องก็กู้ได้ และล่าสุดก็มีเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ร้านอาหารก็มีไปกู้ธนาคารออมสินและเอสเอ็มอีแบงก์ได้บ้าง ซึ่งก็ต้องเอาไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ รักษาองค์กรไว้
 
ฟื้นธุรกิจหลังคลายล็อกดาวน์
 
ทั้งนี้ธุรกิจร้านอาหารจะมีเงินทุนที่จะอยู่ได้ 3 เดือน แต่ล็อกดาวน์ในปีนี้เกิดตั้งแต่เม.ย.-ส.ค. มันเกิน 4 เดือนแล้วที่ไม่มีกระแสเงินสด รายได้ที่การขายได้จากการTake away รายได้อยู่ที่ไม่เกิน 30% ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบการก็จะมานั่งลุ้นศบค.ประชุมทุก 14 วัน พอเริ่มคลายล็อกดาวน์ครั้งล่าสุด ร้านอาหารจำพวกปิ้งย่าง ชาบู จะขายได้ดีเพราะคนอยากออกไปกิน แต่ร้านอาหารที่มีลูกค้าเป็นกลุ่มคนสูงอายุ หรือร้านอาหารจีน หรือร้านอาหารบางร้านก็ยังเลือกที่จะไม่เปิด เพราะต้องรอดูสถานการณ์ก่อน
 
โดยสิ่งที่เราจะเดินต่อไปคือเมื่อกลับมาคลายล็อกดาวน์แล้ว จะต้องทำให้ไม่ต้องกลับมาล็อกดาวน์ใหม่ นั่นหมายถึงทางสมาคมฯและผู้ประกอบการร้านอาหารจะต้องร่วมมือกันให้บริการตามแนวคิด Universal Prevention ตามมาตรการ COVID-Free Setting มาตรการใหม่รับมือโควิด เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยทั้งแก่พนักงานและลูกค้าที่เข้ามานั่งทานในร้าน ซึ่งนอกจากการเว้นระยะห่าง จัดที่นั่งตามเกณฑ์ที่วางไว้ อาทิ ห้องอาหารติดแอร์ให้นั่งได้ 50% แล้ว มาตรการที่รัฐจะให้ดำเนินการต่อไปในเดือนต.ค.นี้คือการให้ร้านอาหารที่ติดแอร์ ได้รับการตรวจเชื้อโควิดโดย ชุดตรวจ ATK สัปดาห์ละครั้งเพื่อสร้างมั่นใจ
 
เฉพาะพนักงานร้านอาหารติดแอร์ในกรุงเทพฯก็มีราว 2 แสนคน ซึ่งชุดตรวจ ATK กระทรวงสาธารณสุขจะแจกให้ก็จะแจกได้เล็กน้อย ที่เหลือร้านก็จะต้องซื้อเอง และนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ และพนักงานร้านอาหารก็จะทยอยฉีดวัคซีน ซึ่งล่าสุดสมาคมภัตตาคารไทยขอวัคซีนโควิดให้ร้านอาหารล่าสุดอยู่ที่ 63,000 โดส ที่จะเปิดให้มาลงทะเบียนฉีด ส่วนของเดิมที่ขอได้ไป 37,000 โดส
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่