🇹🇭มาลาริน💕ป่วย10,919คน รักษาหาย11,694คน เสียชีวิต143คน/รู้ก่อนฉีดวัคซีนวิธีสังเกตภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ

ปูเสื่อวันอังคารที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 11.30 น.
สถานการณ์การติดเชื้อ COVID-19 ในประเทศ
ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564
 ผู้ป่วยรายใหม่ 10,919 ราย
 หายป่วยแล้ว 1,325,412 ราย
 ผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,471,242 ราย
 เสียชีวิตสะสม 15,518 ราย

เพี้ยนปักหมุดข้อมูลสะสมตั้งแต่ปี 2563
 หายป่วยแล้ว 1,352,838 ราย
 ผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,500,105 ราย
 เสียชีวิตสะสม 15,612 ราย
ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 20 กันยายน 2564
 มีผู้รับวัคซีน สะสมทั้งหมด จำนวน 45,211,101 โดส




[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

อัพเดท "โควิดวันนี้" 10 จังหวัดติดเชื้อสูงสุด กทม.-ปริมณฑล 4,184 จับตาสมุทรปราการ ชลบุรี นราธิวาส



ทั้งนี้ กรุงเทพมหานคร ยังคงติดเชื้อโควิดอันดับที่ 1 ของประเทศ ตามด้วย สมุทรปราการ ชลบุรี นราธิวาส ราชบุรี ยะลา นนทบุรี ระยอง สงขลา และ สมุทรสาคร



https://www.bangkokbiznews.com/news/961314

 
เพี้ยนแคปเจอร์รู้ก่อนฉีดวัคซีนโควิด! หมอแนะวิธีสังเกตภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำ



เมื่อวันที่ 21 กันยายน รศ.นพ.นภชาญ เอื้อประเสริฐ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปแล้วกว่า 30 ล้านคน และกำลังเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนทั่วประเทศ แต่หลายคนยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนโควิด-19 และอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีดวัคซีน อย่างภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 หรือ VITT (Vaccine-Induced Immune Thrombotic Thrombocytopenia)

รศ.นพ.นภชาญกล่าวว่า ภาวะลิ่มเลือดอุดตันเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในคนปกติ ซึ่งโรคหลอดเลือดแดงที่หัวใจอุดตัน หลอดเลือดแดงที่สมองอุดตัน และหลอดเลือดดำที่ขาอุดตัน เป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่พบบ่อยที่สุด 3 ลำดับแรกในประชากรทั่วไป โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของภาวะลิ่มเหลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงที่หัวใจและสมองซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุดมีหลายประการ ได้แก่ ความสูงอายุ ความอ้วน การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และปัจจัยทางพันธุกรรม ขณะที่ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำที่ขาเป็นภาวะหลอดเลือดดำอุดตันที่พบบ่อยที่สุด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้แก่ สูงอายุ อ้วน การไม่ขยับเขยื้อนเป็นเวลานาน มะเร็ง ฮอร์โมนเพศหญิง (ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์) และปัจจัยทางพันธุกรรม

“สำหรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 นั้นมีความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันสูงกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่า โดยจากการศึกษาแบบ meta-analysis ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Thorax ปี 2021 โดยรวบรวมรายงานการศึกษาต่างๆ 102 การศึกษา พบว่า ผู้ป่วยโควิด-19 เกิดหลอดเลือดดำอุดตันสูงถึงร้อยละ 15 และเพิ่มสูงถึงร้อยละ 23 ในผู้ป่วยโควิด-19 ที่เข้ารับการรักษาใน ICU ขณะที่พบผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีภาวะหลอดเลือดแดงอุดตันประมาณร้อยละ 4 นอกจากนี้ ยังพบว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยโควิด-19 มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าภาวะลิ่มเลือดอุดตันในประชากรทั่วไป” รศ.นพ.นภชาญกล่าว

รศ.นพ.นภชาญกล่าวว่า ในขณะที่วัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดมีความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตาม มีรายงานการเกิดหลอดเลือดดำที่สมองอุดตัน ร่วมกับภาวะเกล็ดเลือดต่ำภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 ชนิดเวกเตอร์อะดีโนไวรัส (Adenoviral vectors) ในระยะเวลา 5-30 วัน โดยจะมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำน้อยกว่า 150,000/µL ร่วมกับหลอดเลือดอุดตัน เรียกภาวะนี้ว่า ภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่กระตุ้นการเกิดหลอดเลือดอุดตันจากภูมิคุ้มกันภายหลังได้รับวัคซีน หรือ vaccine-induced immune thrombotic thrombocytopenia (VITT)
 
รศ.นพ.นภชาญกล่าวว่า แม้ภาวะดังกล่าวจะมีความรุนแรง แต่ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของสมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา (Journal of American College of Cardiology 2021) พบว่า โอกาสการเกิดหลอดเลือดดำที่สมองอุดตันภายหลังฉีดวัคซีนเท่ากับ 3.6 ต่อ 1,000,000 คน ในขณะที่โอกาสเกิดหลอดเลือดดำสมองอุดตันจากการเป็นโรคติดเชื้อโควิด-19 อยู่ที่ 207 ต่อ 1,000,000 คน ซึ่งความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดดำที่สมองอุดตันจากการเป็นโควิด-19 นี้มากกว่าความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีนถึง 70-200 เท่า

ทั้งนี้ โอกาสของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดวัคซีนนั้น พบว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทุกชนิด ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันทั้งหลอดเลือดแดงหัวใจ หลอดเลือดแดงสมอง และหลอดเลือดดำที่ขา เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในประชากรทั่วไป

สำหรับภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่กระตุ้นการเกิดหลอดเลือดอุดตันจากภูมิคุ้มกันภายหลังได้รับวัคซีน หรือ VITT นั้น พบว่าโอกาสเกิดน้อยกว่า 1 ใน 100,000 โดสของการฉีดวัคซีนในประชากรยุโรป อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากประเทศอินเดียพบโอกาสของการเกิด VITT มีน้อยกว่า 1 ใน 1,000,000 โดส และสำหรับประเทศไทยพบโอกาสเกิด VITT น้อยกว่า 1 ใน 2,000,000 โดส

“การเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังฉีดซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่จึงเป็นเหตุการณ์ที่เกิดร่วม (coincidence) โดยมักเกิดจากโรคประจำตัว หรือปัจจัยเสี่ยงของผู้เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยที่บางครั้งผู้ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง เป็นต้น” รศ.นพ.นภชาญกล่าว และว่า ดังนั้น แม้จะเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่รุนแรงแต่ก็ไม่ใช่ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องวิตกกังวลสำหรับการรับวัคซีนโควิด-19 เนื่องจากโอกาสพบต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ ควรควบคุมโรคประจำตัวของตนเองให้ดี รับประทานยาและตรวจติดตามสม่ำเสมอซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากโรคประจำตัวของตัวเองมากกว่าการป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีน
 
รศ.นพ.นภชาญยังกล่าวถึงวิธีสังเกตอาการภาวะการเกิดลิ่มเลือดด้วยตัวเอง ว่าอาการทั่วไปที่เกิดตามหลังการฉีดวัคซีน เช่น เป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ชาปลายนิ้วมือ หรือปวดตึงแขนด้านที่ฉีดยา มักจะหายไปเองภายใน 48-72 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ดังนั้น หากมีอาการปวดศีรษะ ตามัว แขนขาอ่อนแรง ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ขาบวม เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบผิดปกติ เกิน 3 วันหลังฉีดวัคซีน หรือเป็นอาการที่เกิดใหม่หลังฉีดวัคซีนในระหว่าง 5-30 วัน ควรไปปรึกษาแพทย์

“ปัจจุบันโอกาสเสียชีวิตจากการเป็นโรคติดเชื้อโควิด-19 สูงถึงร้อยละ 1-2 ซึ่งสูงกว่าความเสี่ยงของการฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างมากนับพันเท่า การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิดจึงมีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวเองในการป้องกันการติดเชื้อ หรือลดความรุนแรงของการติดเชื้อ รวมทั้งลดอัตราการเสียชีวิต ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในหมู่ประชากร ควบคุมการติดเชื้อ และภาระต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ นอกจากนี้ จากการศึกษาในประเทศอิสราเอลพบว่า การติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันและการเกิดเลือดออกรุนแรงเช่นในสมองสูงกว่าการฉีดวัคซีนอย่างมาก ดังนั้น นอกจากการฉีดวัคซีนจะเป็นการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว ยังลดโอกาสเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลังติดเชื้อโควิด-19 อีกด้วย” รศ.นพ.นภชาญกล่าว


 
https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_2950472

เม่าแพนด้าวันนี้มีผู้หายป่วยมากกว่าป่วยใหม่ค่ะ ผู้ติดเชื้อลดลงค่อนข้างมาก เสียชีวิตลดลงและทรงๆตัว ฉีดวัคซีนเกินห้าแสนโดส

วัคซีนมีผลข้างเคียง อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่มาก ควรรู้วิธีสังเกตการเกิดอาการภาวะลิ่มเลือดอุดตันและเกล็ดเลือดต่ำนะคะ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 11
กระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์โควิด-19 ประจำวันที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 13.30 น.
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
ณ กระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 21 กันยายน 2564


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
รวมสไลด์แถลงสถานการณ์โควิด-19 จาก ศบค.
วันอังคารที่ 21 กันยายน 2564
https://www.facebook.com/informationcovid19/posts/411276820490648


[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
"อว. เผยฉีดวัคซีนของไทย ณ วันที่ 20 กันยายน ฉีดวัคซีนแล้ว 44,742,049 โดส และทั่วโลกแล้ว 5,953 ล้านโดส ใน 205 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกันกว่า 331.93 ล้านโดส โดยจังหวัดของไทยที่ฉีดมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ โดยฉีดวัคซีนเข็มแรกกว่า 97.5%”

(20 กันยายน 2564) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกแล้ว 5,953 ล้านโดส ใน 205 ประเทศ/เขตปกครอง โดยขณะนี้อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 33.1 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีจำนวนการฉีดวัคซีนสูงที่สุดที่ 386 ล้านโดส โดยมีชาวอเมริกันกว่า 181 ล้านคนได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว"

ด้านอาเซียนขณะนี้ทุกประเทศได้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 แล้ว มียอดรวมกันที่ประมาณ 331.93 ล้านโดส โดยสิงคโปร์ฉีดวัคซีนในสัดส่วนประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (77.7% ของประชากร) ในขณะที่อินโดนีเซียฉีดวัคซีนในจำนวนมากที่สุดที่ 124.88 ล้านโดส สำหรับประเทศไทยข้อมูล ณ วันที่ 20 กันยายน 2564 ได้ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 44,742,049 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 58.17%

ในการฉีดวัคซีน จำนวน 5,953 ล้านโดสนี้ อว. ขอรายงานสถิติที่สำคัญ คือ

1) ข้อมูลการฉีดวัคซีนล่าสุดของประเทศไทย ณ วันที่ 20 กันยายน 2564
จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 44,742,049 คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น
-เข็มแรก 29,002,572 โดส (43.8% ของประชากร)
-เข็มสอง 15,118,015 โดส (22.8% ของประชากร)
-เข็มสาม 621,462 โดส (0.9% ของประชากร)

2) อัตราการฉีดวัคซีนตั้งแต่ 28 ก.พ.- 20 ก.ย. 64 พบว่า ประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้ว 44,742,049 โดส ฉีดเพิ่มขึ้น 256,392 โดส (อัตราการฉีดล่าสุดเฉลี่ย 3 วันย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ 7 มิ.ย. 64 ซึ่งเป็นการฉีดวัคซีนวาระแห่งชาติ 637,956 โดส/วัน

3) อัตราการฉีดวัคซีน ประกอบด้วย
วัคซีน Sinovac
- เข็มที่ 1 14,249,724 โดส
- เข็มที่ 2 3,499,802 โดส
- เข็มที่ 3 0 โดส
วัคซีน AstraZeneca
- เข็มที่ 1 10,210,553 โดส
- เข็มที่ 2 9,054,697 โดส
- เข็มที่ 3 219,146 โดส
วัคซีน Sinopharm
- เข็มที่ 1 4,126,287 โดส
- เข็มที่ 2 2,168,514 โดส
- เข็มที่ 3 0 โดส
วัคซีน Pfizer
- เข็มที่ 1 416,008  โดส
- เข็มที่ 2 395,002 โดส
- เข็มที่ 3 402,316 โดส

4) การฉีดวัคซีนโควิด-19 แยกตามกลุ่มเป้าหมาย
- บุคลากรการแพทย์/สาธารณสุข เข็มที่1 124.3% เข็มที่2 116.3% เข็มที่3 87.3%
- เจ้าหน้าที่ด่านหน้า เข็มที่1 59.8% เข็มที่2 45.5% เข็มที่3 0%
- อสม เข็มที่1 70.3% เข็มที่2 49.5% เข็มที่3 0%
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เข็มที่1 53.6% เข็มที่1 25.7% เข็มที่3 0%
- ประชาชนทั่วไป เข็มที่1 58.9% เข็มที่2 29.3% เข็มที่3 0%
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เข็มที่1 54.5% เข็มที่2 26.4% เข็มที่3 0%
- หญิงตั้งครรภ์ เข็มที่1 12.2% เข็มที่2 6% เข็มที่3 0%
รวม เข็มที่1 58% เข็มที่2 30.2% เข็มที่3 1.2%

5) จังหวัดที่ฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 แบ่งเป็น 2 ชุดข้อมูล
กรุงเทพฯ และปริมณฑล เข็มที่1 76.2% เข็มที่2 34.6% เข็มที่3 1.3% ประกอบด้วย
- กรุงเทพฯ เข็มที่1 97.5% เข็มที่2 41.6% เข็มที่3 1.9%
- สมุทรสาคร เข็มที่1 60% เข็มที่2 27.4% เข็มที่3 0.6%
- นนทบุรี เข็มที่1 59.5% เข็มที่2 28.6% เข็มที่3 0.7%
- สมุทรปราการ เข็มที่1 55.6% เข็มที่2 31% เข็มที่3 0.6%
- ปทุมธานี เข็มที่1 48.7% เข็มที่2 29% เข็มที่3 0.8%
- นครปฐม เข็มที่1 38.2% เข็มที่2 18.8% เข็มที่3 0.7%

จังหวัดอื่น ๆ 71 จังหวัด เข็มที่1 30.9% เข็มที่2 17.4% เข็มที่3 0.7%
- ชลบุรี เข็มที่1 61.5% เข็มที่2 27.9% เข็มที่3 0.6%
- พระนครศรีอยุธยา เข็มที่1 56.2% เข็มที่2 26.9% เข็มที่3 1%
- สงขลา เข็มที่1 49.7% เข็มที่2 22.7% เข็มที่3 0.5%
- ยะลา เข็มที่1 44.1% เข็มที่2 26.4% เข็มที่3 0.8%
- ปัตตานี เข็มที่1 43.4% เข็มที่2 20.5% เข็มที่3 0.7%
- ฉะเชิงเทรา เข็มที่1 37.2% เข็มที่2 22.3% เข็มที่3 1.2%

6) ในภูมิภาคอาเซียน ได้ฉีดวัคซีนแล้วครบ 10 ประเทศ รวมจำนวน 331,936,571 โดส ได้แก่
1. อินโดนีเซีย จำนวน 124,882,412 โดส (28.9%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac, AstraZeneca, Moderna และ Sinopharm
2. ไทย จำนวน 44,742,049 โดส (43.8%* ของประชากร)  ฉีดวัคซีนของ Pfizer, Sinovac, AstraZeneca และ Sinopharm
3. ฟิลิปปินส์ จำนวน 41,414,015 โดส (20.6%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinovac, Pfizer, Sputnik V, Moderna, J&J และ AstraZeneca  
4. มาเลเซีย จำนวน 40,375,056 โดส (67.3%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer, AstraZeneca และ Sinovac    
5. เวียดนาม จำนวน 34,095,243 โดส (28.3%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca, Pfizer, Moderna และ Sinopharm
6. กัมพูชา จำนวน 23,184,657 โดส (71.3%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, AstraZeneca, J&J และ Sinovac
7. สิงคโปร์ จำนวน 9,127,262 โดส (77.7%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Pfizer, Moderna และ Sinovac
8. พม่า จำนวน 9,001,616 โดส (10.1%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm
9.  ลาว จำนวน 4,708,909 โดส (38%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, Sputnik V, Pfizer, J&J, Sinovac และ AstraZeneca
10. บรูไน จำนวน 405,352 โดส (56.1%* ของประชากร) ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca และ Sinopharm
* คำนวณจากจำนวนฉีด/จำนวนประชากร/2 เหมือนกันทุกประเทศ

7) จำนวนการฉีดวัคซีนแยกตามภูมิภาค
1. เอเชียและตะวันออกกลาง 68.56%
2. อเมริกาเหนือ 10.01%
3. ยุโรป 11.76%
4. ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน 6.96%
5. แอฟริกา 2.20%
6. โอเชียเนีย 0.51%

8) ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วมากที่สุด 5 ประเทศลำดับแรกที่ฉีดวัคซีนมากกว่า 100 ล้านโดส รวมกันเกือบ 70% ของปริมาณการฉีดวัคซีนทั่วโลก
1. จีน จำนวน 2,174.04 ล้านโดส (77.6% ของจำนวนการฉีดทั่วโลก)
2. อินเดีย จำนวน 808.39 ล้านโดส (29.6%)
3. สหรัฐอเมริกา จำนวน 385.59 ล้านโดส (60.2%)
4. บราซิล จำนวน 222.32 ล้านโดส (53.9%)
5. ญี่ปุ่น  จำนวน 149.88 ล้านโดส (59.4%)

9) ประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด มี 10 ประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชากรอย่างน้อย 25% แล้ว ได้แก่ (เฉพาะประเทศที่มีประชากรมากกว่า 500,000 คน)
1. มัลดีฟส์ (96.9% ของประชากร) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech และ Sinopharm)
2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (90.5%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaleya)
3. อุรุกวัย (85.5%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech และ Sinovac)  
4. บาห์เรน (85.4%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, Pfizer/BioNTech, Sinopharm และ Gamaley)
5. กาตาร์ (83.3%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)
6. อิสราเอล (81.4%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech และ Moderna)
7. ชิลี (80.6%) (ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca/Oxford, CanSino, Pfizer/BioNTech และ Sinovac)    
8. คิวบา (78.4%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech Moderna J&J และ AstraZeneca/Oxford)
9. สิงคโปร์ (77.7%) (ฉีดวัคซีนของ Pfizer/BioNTech Moderna และ Sinovac)    
10. จีน (77.6%) (ฉีดวัคซีนของ Sinopharm, Sinovac และ CanSino)  

แหล่งข้อมูล Bloomberg Vaccine Tracker, กระทรวงสาธารณสุข
ประมวลข้อมูลโดย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
https://www.facebook.com/nrctofficial/posts/4174919105966963
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่