" Sea otters " แหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ทรงพลัง




(นากทะเล ( Enhydra lutris ) เป็นนากชนิดเดียวที่อาศัยในมหาสมุทรตลอดชีวิต / Cr.americanoceans.org)


ในศตวรรษที่ 19 นากทะเล (Sea otters) ถูกล่าในการค้าขายขนสัตว์ แต่หยุดชะงักลงอย่างกะทันหันด้วยสนธิสัญญา International Fur Seal Treaty ระหว่างประเทศในปี 1911 ซึ่งในที่สุดก็ห้ามการเก็บเกี่ยวเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ชนิดของชีวิตในทะเลที่พวกเขาเก็บเกี่ยวเพื่อเป็นหนังสัตว์ถูกทำลายลงอย่างมาก ทำให้ประชากรแมวน้ำ fur seal ทางเหนือนั้นหายากอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนนากทะเลเชื่อว่าสูญพันธุ์อย่างสมบูรณ์

จากนั้นในปี 1938 มีการค้นพบนากทะเลกลุ่มเล็กๆ อาศัยอยู่นอกชายฝั่ง Big Sur รัฐแคลิฟอร์เนีย สายพันธุ์นี้พยายามดิ้นรนเพื่อฟื้นฟู จากนั้นตัวเลขของนากทะเลก็ค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การกลับมาของสิ่งมีชีวิตขี้เล่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนระบบนิเวศของพวกมันเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ทรงพลังอีกด้วย

เนื่องจากแนวโน้มของผลกระทบจากภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มมากขึ้น นักวิจัยจึงมีการค้นหาวิธีใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยง กลยุทธ์หนึ่งที่อาจมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำคือ การรู้จักและปกป้องแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ ที่อาจเป็นทั้งสถานที่และกระบวนการที่กักเก็บคาร์บอนให้พ้นจากชั้นบรรยากาศโลก 

นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุกลไก 9 ประการที่สัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเลมีบทบาทในวัฏจักรคาร์บอนในมหาสมุทร
 
ขณะที่ ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำสามารถดักจับและกักเก็บคาร์บอนในปริมาณมาก ระบบนิเวศเหล่านี้จะถูกรวมอยู่ในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบรรเทาผลกระทบการปรับตัวกลยุทธ์  ที่ 28 ประเทศได้ให้คำมั่นที่จะนำมาใช้เพื่อตอบสนองข้อตกลงสภาพภูมิอากาศในกรุงปารีส จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการกำหนดนโยบายดังกล่าวเพื่อปกป้องการจัดเก็บคาร์บอนในมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฏจักรสภาพภูมิอากาศของโลก

ที่ผ่านมา จากข้อมูลของการวิจัยพบว่า สัตว์ทะเลสามารถกักเก็บคาร์บอนด้วยกระบวนการทางธรรมชาติที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการกักเก็บคาร์บอนไว้ในร่างกายของพวกมัน โดยการขับของเสียที่อุดมด้วยคาร์บอนจมลงสู่ทะเลลึก เป็นเหมือนการใส่ปุ๋ยหรือปกป้องพืชในทะเล แต่ขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์เริ่มตระหนักว่าสัตว์ทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์มีกระดูกสันหลัง เช่น ปลา นกทะเล และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล มีศักยภาพในการช่วยกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศเช่นกัน
 
คาร์บอนที่เก็บไว้ในสิ่งมีชีวิตเรียกว่า " คาร์บอนชีวมวล " (Biomass Carbon) พบได้ในสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเลทั้งหมด โดยสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ปลาวาฬ ซึ่งอาจมีน้ำหนักมากถึง 50 ตัน และมีชีวิตอยู่ได้นานกว่า 200 ปี สามารถกักเก็บคาร์บอนในปริมาณมากได้เป็นเวลานาน เมื่อพวกมันตาย ซากของพวกมันจะจมลงสู่พื้นทะเล และนำคาร์บอนที่ติดอยู่มาตลอดชีวิตที่เรียกว่า " Deadfall Carbon " ไว้ที่พื้นทะเลลึก ในที่สุด ก็จะถูกฝังในตะกอนและถูกกักเก็บให้พ้นจากชั้นบรรยากาศเป็นเวลาหลายล้านปี
 
 
เขตสนธยาประกอบด้วยแหล่งปลาที่ใหญ่ที่สุดและใช้ประโยชน์น้อยที่สุดในมหาสมุทรโลก
มีความลึกต่ำกว่า 200 - 1,000 ม. เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลในเขตแสงแดดด้านบนและระบบนิเวศของก้นบึ้งด้านล่าง
มีบทบาทสำคัญในการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศและเก็บไว้ได้นานหลายศตวรรษหรือนานกว่านั้น
หนึ่งในการศึกษาแรกตีพิมพ์ในปี 2010 ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเลในฐานะแหล่งกักเก็บคาร์บอนคือ วาฬสเปิร์ม (Physeter macrocephalus) ที่เก็บคาร์บอน 2.2 ล้านตันไปยังมหาสมุทรลึกผ่านอุจจาระธาตุเหล็ก และจากการคำนวณประชากรวาฬทั่วโลกประมาณ 2.5 ล้านตัวจะทิ้งคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ที่ทะเลลึกได้เกือบ 210,000 ตันต่อปีผ่าน Deadfall คาร์บอน นั่นคือเทียบเท่ากับรถประมาณ 150,000 คันบนถนนในแต่ละปี

ต่อมาจากการศึกษาในปี 2012 ของทีมนักนิเวศวิทยาพบว่า นากทะเลที่ป่าสาหร่ายทะเล ในแปซิฟิกเหนือระหว่างหมู่เกาะอะลูเชียนและเกาะแวนคูเวอร์
ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 51,551 ตารางกม. (19,900 ตารางไมล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ในประเทศคอสตาริกา) มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน
ได้ถึง 4.4 - 8.7 ล้านตันเมื่อเทียบกับสภาวะที่ไม่มีนาก หรือโดยรวมทั่วโลก 150,000 - 22 ล้านตันต่อปี

ที่โดดเด่นกว่านั้นคือ การศึกษาในปี 2013 อธิบายถึงศักยภาพของปลา lanternfish และปลาในเขต Twilight Zone อื่นๆ นอกชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เพื่อกักเก็บคาร์บอนมากกว่า 30 ล้านตันต่อปีในอุจจาระของพวกมัน ซึ่ง Dr. Brent Hughes ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาและการอนุรักษ์ทางทะเล
มหาวิทยาลัย Sonoma State ที่ได้ร่วมทำการศึกษานากทะเล Enhydra lutris ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและสิ่งมีชีวิตในทะเล ให้ความเห็นว่า 

นากทะเลขณะลอยอยู่บนแพสาหร่ายทะเลนอกชายฝั่งเกาะแวนคูเวอร์ บริติชโคลัมเบีย
ในขณะที่นากทะเลเก็บเกี่ยวหอยเพื่อยังชีพ การวิเคราะห์ใหม่ชี้ให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางนิเวศวิทยาของพวกมันมีมากเช่นกัน
Cr.ภาพ JAMES THOMPSON PHOTOGRAPHY
นากทะเลต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลอื่น ๆ กับบทบาทสำคัญในการรักษาสภาพแวดล้อมของพวกมัน โดยพบว่านากทะเลช่วยให้ระบบนิเวศดักจับคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ และเก็บกักไว้เป็นชีวมวลและเศษซากในทะเลลึก ป้องกันไม่ให้ถูกแปลงกลับเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 
 
อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคาร์บอนของสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น กลไกการดักจับคาร์บอนส่วนใหญ่ที่ระบุได้ มาจากการศึกษาที่จำกัด และต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม จนถึงตอนนี้ นักวิจัยได้ตรวจสอบความสามารถในการดักจับคาร์บอนที่น้อยกว่า 1% ของสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเลทั้งหมด

ก่อนที่จะศึกษาผลกระทบของนากทะเล สาหร่ายเคลป์ถูกมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เป็นไปได้ เป็นเพราะมันสามารถเติบโตได้เร็วมากโดยสูงถึง 60 ซม. (24 นิ้ว) ต่อวัน หมายความว่ามันดึงคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศได้เร็วกว่าพืชที่โตช้า และคาร์บอนที่ถูกกักเก็บซึ่งป้องกันไม่ให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเป็นเวลา 100 ปีหรือมากกว่านั้น สามารถเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้

‘Marine snow’ ที่ประกอบด้วยอุจจาระและเศษวัสดุอินทรีย์อื่นๆ ที่จมลงสู่น่านน้ำมหาสมุทรลึก
 โดยนำคาร์บอนจำนวนมากเข้าสู่ส่วนลึกใต้ทะเล
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
นอกจากป่าสาหร่ายเคลป์แล้ว นากที่มีต่อหญ้าทะเลอาจส่งผลดีต่อสภาพอากาศด้วยเช่นกัน เนื่องจากหญ้าทะเลดูดซับคาร์บอนในขณะที่มันเติบโต และเก็บคาร์บอนส่วนใหญ่ไว้ในรากของมัน เมื่อรากที่แก่ชราตายไป คาร์บอนจะถูกกักขังไว้ในตะกอน ซึ่งต้องใช้เวลาหลายร้อยปีหรือมากกว่านั้นในการเปลี่ยนกลับเป็นก๊าซ

โดยในปี 2018 ในขั้นตอนของทิศทางนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับการล่าปลาวาฬระหว่างประเทศให้การรับรองระดับสากลของ “ Whale Carbon ” สำหรับการจัดเก็บคาร์บอนของวาฬ ในขณะที่วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าในสาขานี้ การปกป้องปริมาณคาร์บอนของสัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเล ในท้ายที่สุดอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาระดับชาติที่จะบรรลุข้อตกลงปารีส

สัตว์มีกระดูกสันหลังในทะเลนั้นมีคุณค่าด้วยเหตุผลหลายประการ ตั้งแต่การรักษาระบบนิเวศที่ดี ไปจนถึงการทำให้เรารู้สึกทึ่งและแปลกใจ การปกป้องพวกมันจะช่วยให้แน่ใจว่ามหาสมุทรสามารถจัดหาอาหาร ออกซิเจน นันทนาการ และความงามตามธรรมชาติแก่มนุษย์ต่อไปได้ต่อไป เช่นเดียวกับการกักเก็บคาร์บอน

นากทะเลมักถูกเรียกว่าเป็นสายพันธุ์หลักในโลกวิทยาศาสตร์ เป็นสายพันธุ์หลักที่ยึดระบบนิเวศของป่าสาหร่ายเคลป์ไว้ด้วยกัน
ขนของมันหนาแน่นมากบวกกับความนุ่มนวลและความแวววาว ทำให้หนังนากทะเลมีค่าที่สุด มันถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ในช่วงปลายทศวรรษ 18 - 19
ตั้งแต่เอเชียเหนือรอบส่วนบนสุดของมหาสมุทรแปซิฟิก และตามชายฝั่งอเมริกาเหนือไปจนถึงแคลิฟอร์เนียตอนใต้ แต่การกลับมาเมื่อเร็ว ๆ นี้จากแคลิฟอร์เนีย ได้สร้างสปีชีส์ขึ้นใหม่ตามส่วนต่าง ๆ ของชายฝั่งแปซิฟิก รวมถึงชายฝั่งบริติชโคลัมเบีย แต่ในเอเชียยังไม่ฟื้นตัวเท่าในอเมริกาเหนือ
 
Cr.https://www.bbc.com/future/article/20210914-how-sea-otters-help-fight-climate-change / By Ula Chrobak
Cr.https://theconversation.com/sea-creatures-store-carbon-in-the-ocean-could-protecting-them-help-slow-climate-change-108872 / By Heidi Pearson
Cr.https://frontierscientists.com/2016/02/sea-otters-defend-co2-absorbing-kelp-forests/

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่