แชร์ประสบการณ์เงินเดือนเกินแสน กับอาชีพโปรแกรมเมอร์ในประเทศไทย ยากแค่ไหน เตรียมตัวอย่างไรบ้าง

กระทู้นี้จุดประสงค์คือจะมาบอกเล่าโอกาสที่มีอยู่ในประเทศไทย เนื่องจาก จขกท. เองก็คงไม่มีโอกาสเข้าถึงผลตอบแทนเกินแสน ถ้าไม่มีผู้อื่นยินดีที่จะบอกเล่ามาเช่นกัน

ตัวจขกท.นั้นอยู่ในระดับ mid-level, senior level โดยแล้วแต่บริษัทจะตีความ เพราะอย่างนั้น ข้อมูลที่จะมาบอกเล่าจะไม่เกินระดับ senior level
และหน่วยค่าเงินจะพยายามแปลงเป็นเงิน THB โดยในขณะที่เขียนกระทู้นั้น 1USD = ~32.9THB

ชื่อเรียกตำแหน่งในการแบ่งตำแหน่งต่อจากนี้ จขกท. จะไม่ได้หมายถึงอายุการทำงาน แต่หมายถึงความสามารถและประสบการณ์ที่ทำให้คนๆนั้นมีแผลมากพอที่จะรับผิดชอบหน้าที่ในตำแหน่งๆ นั้นๆได้ ยกตัวอย่างเช่น การเป็นระดับ Lead Engineer ไม่ได้หมายความว่าทำงานมา 7 ปี ขึ้นไปเสมอไป

โอกาสแบบที่ 1: การทำงาน Remote Job กับประเทศ First-world countries
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วิธีการหางานประเภทนี้ก็เหมือนกับการหางานผ่าน linkedin, jobsdb ในประเทศไทย
- แต่ว่าอาจจะผ่านตัวกลางอื่นๆ เช่น careerjet, indeed, upwork, flexjobs, glassdoor, toptal
- รวมถึงสมัครโดยตรงไปยัง open source/private company ต่างๆอย่างเช่น MaterialUI, Gitlab เองก็รับ remote programmer เหมือนกันแต่อาจจะต้องเข้าไปดูในเว็บโปรเจคเลย เว็บตัวกลางข้างต้นอาจจะไม่มี

ซึ่งแน่นอนสิ่งที่ขาดไม่ได้นอกจาก skill แล้วคือภาษากับ communication skills ซึ่งจากประสบการณ์ที่ จขกท. ลองสมัครไปดูแล้ว เขาต้องการ fluent in English และสามารถฟัง ถาม เข้าใจกล้าพูดกล้าสื่อสาร ทำให้เขามั่นใจในการสัมภาษณ์ได้ว่า เราจะคุยกับเขารู้เรื่องและไม่ misunderstand requirements

นอกจากนั้นที่ต้อง concern คือ
- บาง job offer จะไม่มีสวัสดิการให้ข้ามประเทศเลย เพราะงั้นเราจะต้องเรียกส่วนต่างตรงนี้ไปเอง กล้า negotiate salary โดยส่วนใหญ่เขาจะระบุเอาไว้อยู่แล้วว่าถ้าเป็น citizen หรือ ประเทศที่เขามีฐานบริษัทอยู่ จะได้ benefit อะไรบ้าง เช่น ประกันสุขภาพ คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ ในกรณีนี้เราควร convert package ส่วนที่ขาดหายมาเป็น salary แล้ว counter offer ได้เลย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
- ส่วนใหญ่จะ require ทำงานใน timezone ประเทศเขา เช่น US เราอาจจะต้องตื่นมาทำงานในเวลา ตี2-บ่าย2 แทนแล้วปรับเวลานอนตามเขา

รายได้ของข้างต้นในระดับ Mid-Level จะเริ่มต้นที่ประมาณ 150K THB++ อันนี้ใครมีข้อมูลเพิ่มเติมมาบอกเล่าแชร์กันได้นะครับ

โอกาสแบบที่ 2: ทำงานกับบริษัท ODC ในประเทศไทย (Offshore Development Center) หรือบริษัทที่ทำกำไรในประเทศ first-world countries แล้วมาตั้ง development center ที่ประเทศไทย
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โอกาสแบบที่ 3: ทำงานกับบริษัทไทย ที่ให้ความสำคัญกับงาน IT

โดยโอกาสแบบที่ 2 และ 3 นั้นเราจะพอหาข้อมูลได้อย่างไร ว่าบริษัทไหนมีงบประมาณในการจ้างค่าแรงอยู่ที่เท่าไหร่
นอกจากการไล่ถามคนรู้จักที่เคยทำบริษัทนั้น ว่าเงินเดือนเท่าไหร่แล้วก็สามารถหาได้อีก 2 วิธีหลัก

3.1 การหาจากเว็บหรือแพลทฟอร์มที่มีการช่วยกัน anonymous contribute เงินเดือน
ในกรณีนี้จริงๆก็มีแพลทฟอร์มไทย แต่ว่าเหมือนจะยังไม่ค่อยมีคนไปช่วยกัน contribute กันเท่าไหร่ ข้อมูลเลยไม่ค่อยแม่นยำ จึงขอยกตัวอย่าง platform Glassdoor

Junior-senior level:
https://www.glassdoor.com/Salaries/bangkok-engineer-salary-SRCH_IL.0,7_IM1119_KO8,16_SDAS.htm?clickSource=searchBtn
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
และ Lead level+: https://www.glassdoor.com/Salaries/bangkok-lead-engineer-salary-SRCH_IL.0,7_IM1119_KO8,21_SDAS.htm?clickSource=searchBtn
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ใช้งานกันเสร็จแล้วก็แวะไปช่วยๆกัน contribute ข้อมูลกันนะครับ จะได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นต่อด้วยใน Glassdoor หรือ platform อื่น

3.2 หาข้อมูลผ่าน Recruitment Agency

ปัจจุบันในประเทศไทยมี Tech Recruiment Agency หลายเจ้าและ Agency จะต้องมีการตกลง Budget กับ บริษัท Partner ว่าในแต่ละตำแหน่งมีงบเท่าไหร่บ้าง
เพราะอย่างนั้นสิ่งที่เราสามารถทำได้เลยคือ ติดต่อเข้าไปยังแต่ละ Agency แล้วบอกเขาว่า เราต้องการหางาน Software Engineer ในเลเวล Senior เงินเดือนมากกว่า 100K+ เป็นต้น เราก็จะได้ลิสท์บริษัทมา รวมถึงบ้างเอเจนซี่ยังพอจะช่วยแนะนำเราได้ว่าค่าเฉลี่ยของ Senior ในบริษัทข้างต้นมีการถูกจ้างงานผ่าน agency ไปแล้วสามคนในเรท 180K ก็อาจจะทำให้เราอยากลองตกลงไปที่ 180-185 ดูก่อนก็ได้

จากข้อมูลข้างต้นที่จขกท.หามา จะทำให้เห็นว่า ในระดับ Senior level นั้น "พอ" จะมีบริษัทที่ให้ค่าแรงเกินแสนอยู่ แต่แทบจะการันตีเลยใน Lead level ที่เริ่มต้น 100-150K+ และไม่ต้องพูดถึงเลยในระดับผู้จัดการ หรือ Manager ขึ้นไป

Tips สำหรับการเตรียมตัว:
1. English is a must
บริษัทที่จขกท. มีโอกาสคุยด้วยแทบทุกเจ้าจำเป็นจะต้อง สื่อสารได้ ในภาษาอังกฤษ โดยการทำงานในบริษัทที่ตั้งอยู่ในไทยเลย จะไม่เข้มข้นเท่ากับการทำ remote work, บริษัทที่อยู่ในไทยเลยค่อนข้างเข้าใจสำเนียงและความไม่คล่องมากในภาษาอังกฤษของคนเอเชีย ขอให้มีความพยายามสื่อสารและกล้าสื่อสาร ฟังออก พอจะสื่อสารได้ แกรมม่าไม่ต้องแน่นมาก แต่ที่สำคัญ กล้าสื่อสารจนเขาเข้าใจ message ของเรา
* บริษัทที่จขกท.เจอหลายเจ้า เขาต้องการความพยายามสื่อสาร หลังจากเข้าไปเขาก็จะสปอน package ในการไปฝึกภาษาเพิ่มให้เราอีกทีนึง เป็นหนึ่งใน career path ของเรา นอกจาก hard skill (การโตในด้านการเขียนโค้ด) แต่มี Soft skill (การสื่อสาร) อยู่ในแผนการพัฒนาของเราด้วย

2. Fundamental / foundation about programming / logics
- สำหรับ จขกท. เองที่เขียนโค้ดมาถึงจุดนึงจนรู้สึกว่า สุดท้ายแล้วมันก็เหมือนๆกันหมด ขอแค่เราแม่นในพื้นฐาน เราก็แค่ปรับนิดปรับหน่อยกับ ภาษาใหม่ หรือ เฟรมเวิร์คใหม่ เนื่องจากประเทศไทยส่วนใหญ่งานจะเป็น high-level technology user คือใช้ของเขาอย่างเดียว ไม่ได้พัฒนาอะไรออกมาเป็นของตัวเองใหม่ หรือสรรสร้างเฟรมเวิร์คใหม่
- logic นั้นควรฝึกเนื่องจากการสัมฯ แทบจะทุกบริษัทจำเป็นต้องใช้ leet code ทำไปเลย สักเดือนนึงก่อนจะเตรียมตัวสมัครงาน อันนี้จขกท.เข้าใจว่าถึงเวลาจริงก็ไม่ได้ใช้ algorithm อะไรขนาดนั้น เพราะ nature งานไม่ได้อยู่ในระดับ low level แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ว่าการฝึก algorithm นั้นก็มีผลทางอ้อมเช่นกัน ในการจัดการปัญหาพื้นฐาน

3. Interview
3.1 มีคนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศเคยแนะนำมาว่าเราควรจะ interview every year เพื่อ
- sharpen personal logic skill: ถ้าเราไม่ได้ขยันฝึก leetcode การที่เราตั้งเป้าจะสัมฯ จะเป็นการบังคับให้เราเตรียมโลจิคทุกรอบปี
- sharpen interview skill: การสัมฯ เป็นเหมือนการขายตรง เรามีเวลาเพียง 10 นาที - 3 ชั่วโมงในการ present ตัวเอง ให้คนที่ไม่รู้จักเราเลยนั้นรู้จักเรา และรู้ว่าเราเป็นคนที่เหมาะกับทีมขนาดไหน การสัมฯ จะทำให้เราได้ฝึกพูดและเรียนรู้สิ่งที่ต้องพัฒนาในการสื่อสาร
- explore opportunities/survey market standard: ทำให้เรารู้ว่าตลาดตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว ความสามารถของเรามี success rate กี่เปอร์เซนต์ในการหางาน
ยกตัวอย่างเช่น จขกท. มาเขียนกระทู้นี้ว่า mid/senior level เงินเดือนเกินแสนได้ หรืออาจจะมีคนมาบอกเล่าเพิ่มว่า มากกว่านั้น จริงๆตลาดอาจจะเริ่มต้น 150k 200k เราก็สามารถลอง interview ดูก่อนสัก 3-5 บริษัทดูก็ได้ ถึงได้ offer มาจะตัดสินใจ turn down อีกทีนึงก็ไม่เสียหาย

3.2 กล้าบอก expected salary but always negotiable
ให้ถามตัวเองก่อนว่า รายได้และแพคเกจ ที่เราอยากได้ ประมาณเท่าไหร่ แล้วกล้าเรียกไปก่อนเสมอ ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการรายได้หักภาษี 100k ต่อเดือน และมีแพคเกจประกันสุขภาพให้ ก็ให้
การบอก expected salary จขกท มักจะแนะนำให้บอกไปด้วยว่า negotiable เสมอเนื่องจากสิ่งที่ได้จากบางบริษัทอาจจะไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่มีสิ่งอื่นๆแลกมาด้วย เช่น วันลาที่มากเป็นพิเศษ ประกันที่มากเป็นพิเศษ หรืออื่นๆที่ตัวเราเองอาจจะเปิดรับ และชอบกับ package นั้นๆ

3.3 การเตรียมตัวเป็นภาษาอังกฤษ และเข้าใจความคาดหวังของผู้สัมภาษณ์
เลี่ยงไม่ได้ว่าคำถามของบริษัทส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่คล้ายกัน เพราะงั้นเราพอจะเก็งคำถามได้ เช่น
- Introduce yourself briefly: ขายตัวเองในเวลา 5-10 นาที
- ทำไมถึงลาออก/ไม่ชอบอะไรในบริษัทเก่า
- มองหางานประเภทไหน หรือ environment แบบไหน คาดหวังจะได้ทำงานอย่างไรกับบริษัท
- วาง career goal ตัวเองไว้ยังไง 1 ปี/3 ปี/5 ปี
- ถ้ามี framework ข้างเคียงจำเป็นต้องไปทำจะโอเคมั้ย เช่น React -> Angular แต่ไม่เคยทำ angular มาก่อน หรือ มีงานด่วนที่ขาดคนทำ backend แต่เราเป็น frontend เพียว (ที่เข้าใจคือบางที่ผู้สัมฯ อาจจะมองหาคนที่เป็นคน willing to learn/fast learner อยู่)
ตัวจขกท. เองยังมีการเตรียม พูดกับตัวเองบ้างก่อนจะเริ่มสัมฯ เนื่องจากบาง vocab ที่จะได้ใช้ในการสัมฯนั้นอาจจะไม่ได้ใช้บ่อยนักและเกิดการลิ้นพันกันได้ จึงแนะนำ ถ้าผู้อ่านมีความคล่องแคล่วแล้วจะข้ามส่วนนี้ ก็ไม่เป็นไรครับ

4. ได้รับ Offer
- หลังจากที่เราได้รับ offer แล้ว ถ้าเราไม่โอเคกับเงินเดือน อย่าพึ่ง turn down เลยสะทีเดียว มาถึงจุดนี้แล้วเขาโอเคกับความสามารถเราแล้ว
สิ่งที่เราต้องทำคือร่างจดหมาย counter offer/negotiate กลับไปว่า เราโอเคจริงๆที่ เงินเดือนเท่าไหน จากแพคเกจที่ได้มา และลองต่อรองกับเขาดูก่อนให้ถึงที่สุดเสมอ ถ้าเราชอบงานมากจริงๆ แต่ไม่โอเคกับค่าตอบแทน ตรงนี้มีตัวอย่างในเน็ตหลายที่ เช่น counter offer letter/salary negotiate letter example
- หรือเราจะนำ offer ที่ได้จากอีกบริษัทนึงมาต่อรองก็ได้ ถ้าเราชอบงานที่นี่มากกว่า แต่เราอยากได้รายได้หรือแพคเกจที่เทียบเท่ากับอีกที่นึง

5. Resume
พยายามทำ resume ให้ professional มีหน้าเดียวขอเน้นๆที่เรา proud to present อาจจะลองหาตัวอย่างจาก FAANG resume example

น่าจะหมดเรื่องเล่าและคำแนะนำเพียงเท่านี้
จขกท. มีความเห็นให้ทุกคนแบ่งปันข้อมูลที่ดีแก่กัน ตัวจขกท.เองก็มีข้อมูลแต่เพียงเท่านี้ ตรงไหนผิดพลาด หรือใครมีอะไรเพิ่มเติมอย่างแบ่งปันก็รบกวนคอมเมนต์บอกเล่ากันนะครับ

มีคำถามอะไรลองถามได้ จขกท จะพยายามมาตอบครับ

FAQ:
งานเกินแสนเหนื่อยมาก มีโอทีไม่จ่ายเยอะ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน
- จขกท ไม่เห็นด้วยนะครับ ก็โปรแกรมเมอ 8-5 ปกติ (8โมงเช้า-5โมงเย็น) มี work life balance ปกติไปกินกาแฟระหว่างวันปกติ ลางานได้ปกติตามที่ตกลงกัน

อังกฤษจำเป็นมั้ย
- มองว่าจำเป็นมากๆครับ เพราะโอกาสส่วนใหญ่ต้องใช้อังกฤษ แต่ถ้าถามว่ามีบอไทยที่ compensate ค่าแรงเกินแสนมั้ย ก็คงมีครับ แต่อาจจะน้อย แล้วพอน้อยบางที่เขาก็เปิดรับเป็นรอบๆ ทำให้โอกาสเราหาเจอก็น้อยลงไปอีก

บางคนอาจจะมองว่าทำไมคนเราถึงโฟกัสที่เงินจังเลย เราก็เลี่ยงไม่ได้นะครับว่าแต่ละคนมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน และบางทีเงินอาจจะมาใช้แก้ปัญหาในส่วนนั้นได้ ขนาดภาระพื้นฐานอย่างการจัดการโรค วัคซีนดีๆเรายังต้องใช้เงินซื้อเองเลยจริงไหมครับ

หวังว่ากระทู้นี้จะช่วยให้คนอื่นๆ มีความสุขกับการทำงานโปรแกรมเมอมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องเครียดกับปัญหาชีวิตหรือภาระค่าใช้จ่ายเนื่องจากปัญหารายได้ที่ต่ำเกินความต้องการ และนายจ้างก็จะได้โปรแกรมเมอที่ขยันฝึกตัวเองและมีความสุขที่จะผลักดันบริษัทไปพร้อมๆกัน เกิด win-win situation ขึ้นนะครับ

มีอะไรติชม แบ่งปัน หรือหลังไมค์ได้นะครับ Happy Coding! ครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่