สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
ตัวอย่างเช่น
1) ห้ามชี้นิวที่รุ้งกินน้ำ ซึ่งโบราณเชื่อว่าจะทำให้นิ้วกุด
ไม่จริง เพราะรุ้งกินน้ำเกิดจากการหักเหของแสงกับละอองน้ำในชั้นบรรยากาศ
2)ห้ามใช้หวีหัก ในขณะที่กำลังสางผม หากหวีเกิดหักคาผม จะเกิดเรื่องไม่ดี
จริง เพราะหวีอาจจะบาดศีรษะ
3) ผึ้งทำรังในบ้าน เพราะอาจจะทำให้เกิดความหายนะ
จริง เพราะถ้าไม่รู้วิธีกำจัดอาจโดนผึ้งต่อย
4) อย่าเคาะจานข้าว เป็นการเรียกวิญญาณพเนจร
เพราะเสียงดังน่ารำคาญรบกวนคนอื่น ไม่เกี่ยวกับการเรียกวิญญาณ
5) ห้ามตัดเล็บกลางคืน
เพราะสมัยก่อนจุดตะเกียง แสงสว่างไม่พอ และการตัดเล็บสมัยก่อนค่อนข้างอันตราย(ใช้มีดผ่าหมากหรือกรรไกรตัดหมาก) อาจจะเป็นอันตราย ไม่เกี่ยวอะไรกับวิญญาณ
6)ก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละก้าวทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามชั้น จะทำให้ทำมาหากินไม่สำเร็จ
เพราะถ้าก้าวทีเดียวหลายขั้น อาจจะเกิดอุบัติเหตุ พอเกิดอุบัติเหตุก็ไปทำงานไม่ได้
7)ปักตะไคร้ห้ามฝน
ไม่จริง เพราะเมฆฝนเกิดจากความชื้นในชั้นบรรยากาศมาสะสมรวมตัวกัน
8) ห้ามเหยียบธรณีประตู
เพราะกลัวสะดุดล้มแล้วเกิดอุบัติเหตุ หรือกลัวธรณีประตูพัง
9) ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก
เพราะผนังฝั่งทิศตะวันตกจะเป็นฝั่งที่รับแสงแดดตอนบ่ายจึงเก็บความร้อนไว้เต็ม ๆ เมื่อตกกลางคืนผนังก็จะคายความร้อนออกมา และถ้าหากหันหัวเตียงเข้าหาผนังด้านทิศตะวันตกก็อาจทำให้นอนไม่หลับเพราะรู้สึกร้อนและไม่สบายตัว (สมัยก่อนยังไม่มีพัดลมและเครื่องปรับอากาศ)
1) ห้ามชี้นิวที่รุ้งกินน้ำ ซึ่งโบราณเชื่อว่าจะทำให้นิ้วกุด
ไม่จริง เพราะรุ้งกินน้ำเกิดจากการหักเหของแสงกับละอองน้ำในชั้นบรรยากาศ
2)ห้ามใช้หวีหัก ในขณะที่กำลังสางผม หากหวีเกิดหักคาผม จะเกิดเรื่องไม่ดี
จริง เพราะหวีอาจจะบาดศีรษะ
3) ผึ้งทำรังในบ้าน เพราะอาจจะทำให้เกิดความหายนะ
จริง เพราะถ้าไม่รู้วิธีกำจัดอาจโดนผึ้งต่อย
4) อย่าเคาะจานข้าว เป็นการเรียกวิญญาณพเนจร
เพราะเสียงดังน่ารำคาญรบกวนคนอื่น ไม่เกี่ยวกับการเรียกวิญญาณ
5) ห้ามตัดเล็บกลางคืน
เพราะสมัยก่อนจุดตะเกียง แสงสว่างไม่พอ และการตัดเล็บสมัยก่อนค่อนข้างอันตราย(ใช้มีดผ่าหมากหรือกรรไกรตัดหมาก) อาจจะเป็นอันตราย ไม่เกี่ยวอะไรกับวิญญาณ

6)ก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละก้าวทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามชั้น จะทำให้ทำมาหากินไม่สำเร็จ
เพราะถ้าก้าวทีเดียวหลายขั้น อาจจะเกิดอุบัติเหตุ พอเกิดอุบัติเหตุก็ไปทำงานไม่ได้
7)ปักตะไคร้ห้ามฝน
ไม่จริง เพราะเมฆฝนเกิดจากความชื้นในชั้นบรรยากาศมาสะสมรวมตัวกัน
8) ห้ามเหยียบธรณีประตู
เพราะกลัวสะดุดล้มแล้วเกิดอุบัติเหตุ หรือกลัวธรณีประตูพัง
9) ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก
เพราะผนังฝั่งทิศตะวันตกจะเป็นฝั่งที่รับแสงแดดตอนบ่ายจึงเก็บความร้อนไว้เต็ม ๆ เมื่อตกกลางคืนผนังก็จะคายความร้อนออกมา และถ้าหากหันหัวเตียงเข้าหาผนังด้านทิศตะวันตกก็อาจทำให้นอนไม่หลับเพราะรู้สึกร้อนและไม่สบายตัว (สมัยก่อนยังไม่มีพัดลมและเครื่องปรับอากาศ)
ฅนอยู่เกาะ ถูกใจ, Criptonite ถูกใจ, ยำแหนมพิเศษไม่ใส่ถั่ว ถูกใจ, พีชไซเดอร์ ขำกลิ้ง, Yuwi ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5860181 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1221644 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 6292276 ถูกใจ, CPD ถูกใจ, hootho ถูกใจรวมถึงอีก 35 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 3
อะไรที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้มันก็ไม่ใช่ความเชื่ออีกต่อไป แต่มันเป็นจริงตามที่พิศูจน์ได้นั่นเอง
แล้วพวกความเชื่ออะไรนี่เวลาคนเขาเถียงว่าไม่เป็นจริงตามนั้น คนที่อ้างว่าเป็นจริงตามความเชื่อ
ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์นะ ไม่ใช่คนที่ปฏฺิเสธเพราะว่าก็ในเมื่ออ้างว่ามันเป็นจริงก็ต้องพิสูจน์ออกมา
ให้คนที่เขาไม่เชื่อได้เชื่อ มีบ่อยมากที่ไปผลักภาระพิสูจน์ให้คนไม่เชื่อ แต่แท้จริงแล้วการอ้างความมี
อยู่ของสิ่งนั้นสิ่งนี้คนอ้างเองจะต้องพิสูจน์นี่คือหลักการที่แท้จริง ไม่ใช่ใช้สำบัดสำนวนอ้างว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่
แบบที่นิยมทำกัน คือปกติคนรู้ย่อมหามาแสดงได้เพราะอ้างว่ารู้ไงเท่า
ถ้าบอกว่าสวรรค์มีจริงก็ต้องรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนและพาไปดูหรืออ้างแบบที่ตรวจสอูบได้ คนบอกว่าไม่มีแค่ปฏิเสธไป
เท่านั้นเองแค่นี้ภาระการพิสูจน์ (burden of proof) ก็ตกไปอยู่ที่คนอ้างแล้ว ในศาลใครอ้างอะไรมาคนนั้นมีหน้าที่
พิสูจน์เสมอหากพิสูจนไม่ได้ตามนั้นศาลก็ไม่รับฟังตามอ้างหรอก มันง่าย ๆ ตรงไปตรงมานะจ๊ะ
แล้วพวกความเชื่ออะไรนี่เวลาคนเขาเถียงว่าไม่เป็นจริงตามนั้น คนที่อ้างว่าเป็นจริงตามความเชื่อ
ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์นะ ไม่ใช่คนที่ปฏฺิเสธเพราะว่าก็ในเมื่ออ้างว่ามันเป็นจริงก็ต้องพิสูจน์ออกมา
ให้คนที่เขาไม่เชื่อได้เชื่อ มีบ่อยมากที่ไปผลักภาระพิสูจน์ให้คนไม่เชื่อ แต่แท้จริงแล้วการอ้างความมี
อยู่ของสิ่งนั้นสิ่งนี้คนอ้างเองจะต้องพิสูจน์นี่คือหลักการที่แท้จริง ไม่ใช่ใช้สำบัดสำนวนอ้างว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่
แบบที่นิยมทำกัน คือปกติคนรู้ย่อมหามาแสดงได้เพราะอ้างว่ารู้ไงเท่า
ถ้าบอกว่าสวรรค์มีจริงก็ต้องรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนและพาไปดูหรืออ้างแบบที่ตรวจสอูบได้ คนบอกว่าไม่มีแค่ปฏิเสธไป
เท่านั้นเองแค่นี้ภาระการพิสูจน์ (burden of proof) ก็ตกไปอยู่ที่คนอ้างแล้ว ในศาลใครอ้างอะไรมาคนนั้นมีหน้าที่
พิสูจน์เสมอหากพิสูจนไม่ได้ตามนั้นศาลก็ไม่รับฟังตามอ้างหรอก มันง่าย ๆ ตรงไปตรงมานะจ๊ะ
miumi ถูกใจ, Little_playboy ถูกใจ, หมาข้างถนนคนบ้าการ์ตูน ถูกใจ, hootho ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4277224 ถูกใจ, โดมในดวงใจ ถูกใจ, sacrifar ถูกใจ, Gabonica ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1838798 ถูกใจ, Steve Jack ถูกใจรวมถึงอีก 4 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 7
ความเชื่อเรื่องโลกแบนค่ะ
hootho ถูกใจ, น้องหมูจ๋า...น้องหมาอยู่นี่ ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4277224 ถูกใจ, Twinnie Rider ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1146088 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1838798 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3753899 ถูกใจ, เอก กำแพงแสน ถูกใจ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
ความเชื่อส่วนบุคคล
พิธีกรรมและความเชื่อ
วิทยาศาสตร์
สิ่งลี้ลับ (mystery)
ช่วยยกตัวอย่างความเชื่อที่มีวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้หน่อยค่ะ