บางครั้งชีวิตก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดใช่ค่ะเมื่อชีวิตแย่แล้วพยายามมองหน้าสิ่งเล็กๆที่ทำให้ใจเรามีความสุขแม้แต่มันจะเป็นเรื่องเล็กๆแต่ก็ทำให้มีแรงเดินต่อ ดีกว่าดำดิ่งไปกับความทุกข์
ช่วงนี้หลายครอบครัวคงเกิดเรื่องแย่ๆกันมากมายใช่มั้ยค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องการสูญเสียคนรัก เรารู้นะคะว่ามันแย่ขนาดไหนความรู้สึกเหล่านี้ เพราะเราเองก็เพิ่งสูญเสีย บุคคลที่เรารักมากๆไปหนึ่งคน นั่นคือ อาม่า ความคิดถึงมัน ทรมารเหลือเกินจริงๆค่ะ
คือวันนั้นเรารีบเคลียงานให้เสร็จเพราะกะว่าจะกลับบ้านที่ กทม. ไม่ได้กลับมานานมากแล้ว พอตัดสินใจจะกลับ ก็ดันเป็นวันเดียวกับที่เกิดเรื่อง เราได้รับโทรศัพท์ทราบข่าวว่าอาม่าเป็นลมที่สุสานเพราะอาม่าของเราไปไหว้เชงเม้ง เราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะอากาศร้อนแต่ไม่ได้คิดว่าจะร้ายแรงอะไรเพราะว่าม่าเราแข็งแรงมากๆๆๆ เราก็งงโทรมาทำไมแค่ม่าเป็นลม ทำไมไม่พาไปโรงพยาบาลปลายสายร้องไห้หนักมาก พอวางสายไปสัก 20 นาที ลูกพี่ลูกน้องของเรา โทรมา บอกว่า “ม่าไปแล้วนะ” สิ้นสุดคำพูดนั้นที่เราได้ยินอารมณ์เหมือนสายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวเรา สติหลุด กรี๊ดลั่นบ้านพร้อมตะโกนออกไป “ทำไมทำไมไม่พาม่าไปโรงพยาบาล!!!!” แต่ตอนหลังก็เข้าใจว่าเค้าพยายามปั๊มหัวใจเพื่อหาชีพจรก่อนเพราะถ้า ชีพจรไม่ขึ้นจะทำให้ เคลื่อนย้ายไมได้ เรานี่รีบขับรถไป กทม. ทันทีเคราะห์ร้ายกรรมซัดสุดๆ ขับมาถึงชุมพร ในช่วงกลางคืน ดันมีหมาวิ่งตัดหน้ารถอีก ทำให้รถเสียหลักเกิดอุบัติเหตุ ดีนะ เราไม่เป็นอะไร เห้อ รู้สึกแย่ชะมัดความรู้สึก ตอนนั้นพยายามรวบรวมสติโทรหาประกันของตัวเอง ทางก็มืดๆไฟส่องสลัวๆน่ากลัวก็น่ากลัว ประกันมาถึงจัดการถ่ายรูปนู้นนี่ เรียกรถยกและจัดหาที่พักให้เราเพราะรถไม่สามารถเดินทางต่อได้
ดีนะเจอคนดีๆ(แกน่าจะสงสารเราด้วยเพราะตอนนั้นเราเองก็ร้องไห้) พี่ประกันช่วยจัดการให้หมด ถ้าจัดการเองอีกคงไม่ไหวเพราะสติตอนนั้นไม่พร้อมจะทำอะไรจริงๆ คืนนั้นเรารีบโทรหาที่บ้านเฮียเรารีบขับรถจาก กรุงเทพมารับที่ชุมพรในวันรุ่งขึ้น พอมาถึงกทม เราเองก็ลืมคิดเรื่องรถไปเลยแต่รู้อย่างเดียวว่าประกันเค้าเอารถไปซ่อมให้ เราก็มัวแต่ช่วยงานศพม่าและเศร้าอยู่ พอรถซ่อมเสร็จประกันก็เอารถมาส่งให้ถึงบ้านที่ กทม. พอดี หมดเวลาเศร้าและต้องกลับไปใช้ชีวิตต่อแล้วสินะ
อย่างที่บอกไม่ว่าชีวิตจะแย่ขนาดไหนเราก็ควรมองหาสิ่งดีๆที่ทำให้เรารู้สึกโอเคขึ้นมาบ้าง และก็อยากบอกกับทุกคน เวลาทุกนาทีมันมีค่ามากจริงๆค่ะ อย่ามองว่างานมันสำคัญจนลืมคนสำคัญของเราไป หมั่นหาเวลากลับไปบ้านใช้เวลากับคนที่เรารักบ้างนะคะ
ไม่งั้นจะรู้สึกเหมือนเรา เราจะไปหาม่ากับก๋งตั้งหลายเดือนแล้ว แต่ติดงานตลอด ทั้งที่จริงๆสามารถหอบงานไปทำได้ แต่คิดว่าจะยุ่งยาก เลยไม่ได้ทำ ทั้งที่ม่าชอบโทรมาถามว่ามาเมื่อไหร่ “เดี๋ยวทำแกงส้มเมนูโปรดให้กิน” ทำให้เราไม่มีโอกาสได้เจอม่าก่อนม่าจะจากไปด้วยซ้ำ
ขอระบายหน่อยค่ะ ชีวิตเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งเสียคนในครอบครัว ทั้งรถเกิดอุบัติเหตุต้องเคลมประกัน
ช่วงนี้หลายครอบครัวคงเกิดเรื่องแย่ๆกันมากมายใช่มั้ยค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องการสูญเสียคนรัก เรารู้นะคะว่ามันแย่ขนาดไหนความรู้สึกเหล่านี้ เพราะเราเองก็เพิ่งสูญเสีย บุคคลที่เรารักมากๆไปหนึ่งคน นั่นคือ อาม่า ความคิดถึงมัน ทรมารเหลือเกินจริงๆค่ะ
คือวันนั้นเรารีบเคลียงานให้เสร็จเพราะกะว่าจะกลับบ้านที่ กทม. ไม่ได้กลับมานานมากแล้ว พอตัดสินใจจะกลับ ก็ดันเป็นวันเดียวกับที่เกิดเรื่อง เราได้รับโทรศัพท์ทราบข่าวว่าอาม่าเป็นลมที่สุสานเพราะอาม่าของเราไปไหว้เชงเม้ง เราคิดว่าน่าจะเป็นเพราะอากาศร้อนแต่ไม่ได้คิดว่าจะร้ายแรงอะไรเพราะว่าม่าเราแข็งแรงมากๆๆๆ เราก็งงโทรมาทำไมแค่ม่าเป็นลม ทำไมไม่พาไปโรงพยาบาลปลายสายร้องไห้หนักมาก พอวางสายไปสัก 20 นาที ลูกพี่ลูกน้องของเรา โทรมา บอกว่า “ม่าไปแล้วนะ” สิ้นสุดคำพูดนั้นที่เราได้ยินอารมณ์เหมือนสายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวเรา สติหลุด กรี๊ดลั่นบ้านพร้อมตะโกนออกไป “ทำไมทำไมไม่พาม่าไปโรงพยาบาล!!!!” แต่ตอนหลังก็เข้าใจว่าเค้าพยายามปั๊มหัวใจเพื่อหาชีพจรก่อนเพราะถ้า ชีพจรไม่ขึ้นจะทำให้ เคลื่อนย้ายไมได้ เรานี่รีบขับรถไป กทม. ทันทีเคราะห์ร้ายกรรมซัดสุดๆ ขับมาถึงชุมพร ในช่วงกลางคืน ดันมีหมาวิ่งตัดหน้ารถอีก ทำให้รถเสียหลักเกิดอุบัติเหตุ ดีนะ เราไม่เป็นอะไร เห้อ รู้สึกแย่ชะมัดความรู้สึก ตอนนั้นพยายามรวบรวมสติโทรหาประกันของตัวเอง ทางก็มืดๆไฟส่องสลัวๆน่ากลัวก็น่ากลัว ประกันมาถึงจัดการถ่ายรูปนู้นนี่ เรียกรถยกและจัดหาที่พักให้เราเพราะรถไม่สามารถเดินทางต่อได้
อย่างที่บอกไม่ว่าชีวิตจะแย่ขนาดไหนเราก็ควรมองหาสิ่งดีๆที่ทำให้เรารู้สึกโอเคขึ้นมาบ้าง และก็อยากบอกกับทุกคน เวลาทุกนาทีมันมีค่ามากจริงๆค่ะ อย่ามองว่างานมันสำคัญจนลืมคนสำคัญของเราไป หมั่นหาเวลากลับไปบ้านใช้เวลากับคนที่เรารักบ้างนะคะ